ตรวจซิฟิลิส ที่ไหนได้บ้าง

 

ตรวจซิฟิลิส ที่ไหน การมีพฤติกรรมทางเพศที่ไม่ปลอดภัย ไม่ว่าจะเป็น การมีเพศสัมพันธ์โดยไม่สวมถุงยางอนามัย การเปลี่ยนคู่นอนบ่อย ๆ พฤติกรรมเหล่านี้อาจมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ได้ เช่น การติดเชื้อเอชไอวี (HIV) การติดเชื้อซิฟิลิส (Syphilis) หรือแม้แต่โรคหนองในแท้และหนองในเทียม เป็นต้น

โดยปกติแล้ว คนที่อยู่ในช่วงวัยเจริญพันธุ์ ควรที่จะต้องเข้ารับการตรวจ โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ทุก ๆ 3 เดือน หากผลออกมาพบว่าไม่ติดเชื้อใด ๆ ก็จะสามารถสบายใจ และใช้ชีวิตได้อย่างไม่กังวล แต่หากผลออกมาเป็นบวก ก็จะสามารถเข้าสู่การรักษาได้ทันเวลา

ทั้งนี้ รวมถึงใครก็ตามที่กำลังมีพฤติกรรมเสี่ยงต่อการติดเชื้อ ควรเข้ารับการตรวจหา โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เพื่อความปลอดภัยของตนเอง

เพราะ หากตรวจพบเชื้อเร็ว ก็จะได้เข้ารับ การรักษา ได้อย่าง ถูกต้อง และเหมาะสม เพื่อลดการ แพร่เชื้อไปสู่ผู้อื่นด้วย

ตรวจซิฟิลิส ที่ไหน

อยากตรวจซิฟิลิส ต้องไปตรวจที่ไหน

ในปัจจุบันโรคซิฟิลิส (Syphilis) เป็นโรคที่พบ ได้บ่อย รองมาจาก โรคหนองในแท้ (Gonorrhea) หนองในเทียม (Non-Gonococcal Urethritis) โดยเป็นโรค ที่สามารถ เกิดขึ้นได้ ทั้งผู้ชาย และผู้หญิง

หากได้รับเชื้อเข้าไป ในช่วงแรกอาจพบ แผลบริเวณอวัยวะเพศ หรืออาจมีผื่นขึ้นตามร่างกาย ฝ่ามือ ฝ่าเท้า และหลังจากนั้นแผลก็จะหายไปเอง

 

นอกจากนี้แล้ว ผู้ที่ติดเชื้อ บางราย อาจไม่มีการแสดง อาการ แต่เชื้อ ก็จะยังอยู่ภายใน ร่างกายหากไม่ได้เข้ารับ การรักษา และเมื่อเวลาผ่านไป  เชื้อที่อยู่ในร่างกาย อาจส่งผลเสีย ต่อระบบต่าง  ๆ ภายในร่างกายได้

อาทิเช่น ความผิดปกติของสอง ระบบหัวใจ และหลอดเลือด เพราะเนื่องจากโรค ไม่มีการแสดงอาการ ออกมา จึงทำให้ผู้ป่วยนั้น ไม่เข้ารับ การตรวจ และรักษา

 

ดังนั้น หากใครที่กำลังคิดว่าตนเองมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อซิฟิลิส ก็ควรที่จะเข้ารับการตรวจโดยเร็วตามสถานพยาบาล หรือคลินิกที่มีบริการตรวจโรค

 

ตรวจซิฟิลิส ที่ไหน การขอรับบริการ ตรวจซิฟิลิสนั้นง่ายมาก สามารถเข้ารับ การตรวจ ได้ตาม โรงพยาบาลเอกชน โรงพยาบาลรัฐ หรือคลินิก สำหรับตรวจ โรคติดต่อ ทางเพศสัมพันธ์ โดยหากจะเข้ารับ การตรวจ ก็สามารถโทรติดต่อ สอบถาม ทางสถานพยาบาลก่อนได้ เพื่อสอบถาม ถึงการบริการ ตารางเวลาแพทย์ หรือบางสถานพยาบาล ก็มีบริการจองคิว เข้ารับการตรวจได้ ทั้งนี้ค่าบริการก็จะแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับสถานพยาบาล  และวิธีตรวจที่เลือก

 

นอกจากนี้แล้ว ทางที่ดี ที่สุด ในการป้องกันโรคซิฟิลิส คือ หลีกเลี่ยงการ มีเพศสัมพันธ์ แบบไม่ป้องกัน ควรสวมใส่ถุงยางอนามัยทุกครั้ง เมื่อมีเพศสัมพันธ์ ในส่วน ของคู่รัก ที่มีแพลนจะแต่งงาน ควรตรวจร่างกาย อย่างละเอียดก่อน วางแผนตั้งครรภ์ เพราะหากตรวจเจอเชื้อ ก็จะได้วางแผน การรักษาให้หายขาด ก่อนตั้งครรภ์ เพื่อผลดีต่อ คุณพ่อคุณแม่ และทารกในครรภ์ ซึ่งหากไม่ได้เข้ารับ การรักษาเชื้ออาจแพร่ ไปสู่ทารกที่อยู่ในครรภ์ และอาจส่งผลให้ เด็กทารกพิการ และเสียชีวิตลงได้

 

อย่างไรก็ตาม หากใครที่มีความกังวลใจว่าเสี่ยงต่อการติดเชื้อซิฟิลิส และไม่กล้าเดินทางไปตรวจตามสถานพยาบาล ก็สามารถตรวจคัดกรองด้วยชุดตรวจซิฟิลิสด้วยตนเอง ซึ่งมีความปลอดภัย แม่นยำ และได้มาตรฐาน สามารถรู้ผลได้ภายใน 15-20 นาที

 

การตรวจคัดกรองเบื้องต้น นอกจาก ทำให้คุณนั้น รู้ทราบ ถึงสถานะ ร่างกายตนเอง ได้เร็วแล้ว หากตรวจเจอเชื้อก็ จะได้เข้ารับ การตรวจซ้ำ และเข้ารับ การรักษา ได้อย่างถูกต้อง และเหมาะสม ทั้งนี้ การใช้ชุดตรวจซิฟิลิสด้วยตนเอง เป็นเพียง การตรวจเพื่อคัดกรองเบื้องต้น เท่านั้น ไม่ว่าผลตรวจ จะออกมา เป็นอย่างไร ก็ให้ ทำการตรวจซ้ำ อีกครั้ง เพื่อยืนยัน ผลตรวจ ที่แน่ชัด  และหากผล เป็นบวก ก็ควรที่จะรีบ เข้ารับการตรวจ กับโรงพยาบาล ให้เร็วที่สุด เพื่อดำเนิน การตรวจ และรักษาต่อไป

 

 

ชุดตรวจ hiv ราคา เท่าไหร่ เลือกยังไงดี

ชุดตรวจ HIV ราคา

ชุดตรวจ hiv ราคา เท่าไหร่ เลือกยังไงดี

ชุดตรวจ HIV ราคา เท่าไหร่ เลือกยังไงดี โรคเอชไอวี (HIV) เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ชนิดหนึ่ง ที่หากได้รับเชื้อเข้าไปในร่างกายแล้ว เชื้อไวรัสจะเข้าไปทำลายระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายให้เกิดความบกพร่อง

ซึ่งปกติแล้วระบบภูมิคุ้มกัน ก็เปรียบเสมือนเกราะในการป้องกันของร่างกาย แต่เมื่อระบบภูมิคุ้มกัน เกิดความอ่อนแอลงอย่างต่อเนื่อง อาจจะส่งผลทำให้ร่างกายของเรานั้นไม่สามารถต่อต้านกับเชื้อโรคต่าง ๆ ที่เข้าไปสู่ร่างกายได้

และอาจเป็นสาเหตุสำคัญที่อาจก่อให้เกิดโรคแทรกซ้อนต่าง ๆ ได้เช่น โรคมะเร็ง วัณโรค หรืออาจเสียชีวิตลงได้  หากไม่ได้เข้ารับการรักษา ผู้ป่วยติดเชื้อเอชไอวีอาจพัฒนาไปสู่ระยะเอดส์ได้

“ดังนั้นหากทราบว่าตนเองมีความเสี่ยงที่จะได้รับการติดเชื้อ การเข้ารับการตรวจเลือดหาเชื้อเอชไอวี เป็นช่องทางเดียวที่จะทำให้คุณรู้ว่าร่างกายเกิดการติดเชื้อหรือไม่”

ซึ่งนอกจากจะต้องสังเกตอาการเบื้องต้นแล้ว การตรวจเลือดหาเชื้อยังเป็นที่นิยมมากในปัจจุบัน และยังมีบริการตรวจทุกโรงพยาบาลอีกด้วย

ส่วนใหญ่แล้วการตรวจเลือดหาเชื้อเอชไอวี จะตรวจหาแอนติบอดี (antibody) ที่ร่างกายเราสร้างขึ้นมาเพื่อต้านทานต่อเชื้อเอชไอวี ซึ่งปกติแล้วร่างกายของคนหลังได้รับเชื้อมา จะใช้เวลาประมาณ 3 สัปดาห์ถึง 3 เดือน ในการสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมา

“ดังนั้น หากเข้ารับการตรวจครั้งแรกหลัง 3 สัปดาห์ที่ได้รับความเสี่ยง แล้วไม่พบเชื้อ ก็จะแนะนำให้เข้ารับการตรวจอีกครั้งหลังจาก 3 เดือนไปแล้ว”

 

การตรวจหาเชื้อเอชไอวี สามารถแบ่งแยกออกเป็น 3 วิธีหลัก ๆ ด้วยกัน คือ

– การตรวจแบบ NAT (Nucleic Acid Technology) วิธีการตรวจนี้จะแตกต่างไปจากวิธีอื่นตรงที่ สามารถวัดผลจากร่างกายย้อนหลังไปประมาณ 5-7 วันหลังเสี่ยง การตรวจด้วยวิธีนี้สามารถเข้ารับการตรวจได้ที่คลินิกนิรนาม

– การตรวจแบบ Anti HIV (ตรวจหาแอนติบอดีที่มีต่อเชื้อเอชไอวี) วิธีการนี้สามารถทราบผลตรวจ ได้ภายในเวลาเพียง 1-2 ชั่วโมงหลังตรวจ ซึ่งผลที่ได้จะเป็นผลย้อนหลังไปประมาณ 1 เดือน การตรวจด้วยวิธีนี้ สามารถเข้ารับการตรวจได้ฟรีที่โรงพยาบาลรัฐ เพียงมีบัตรประชาชน แต่หากเป็นโรงพยาบาลเอกชน จะมีค่าใช้จ่าย จะราคาเท่าไหร่นั้น ขึ้นอยู่กับแต่ละโรงพยาบาล

– การตรวจแบบ Rapid HIV Test หรือชุดตรวจอย่างง่าย สามารถรู้ผลได้รวดเร็วใช้เวลาอ่านผลเพียง 15-20 นาทีเท่านั้น ซึ่งในปัจจุบันถูกนำมาใช้ในการตรวจเพื่อคัดกรองเบื้องต้นเท่านั้น และมีการนำไปใช้สำหรับตรวจคัดกรองด้วยตนเอง

ชุดตรวจHIV ราคาเท่าไหร่

ชุดตรวจ HIV ราคา การตรวจคัดกรองเอชไอวีด้วยตนเอง ด้วยชุดตรวจHIV นั้น ราคาจะอยู่ที่ตั้งแต่ 500 บาทขึ้นไป หากท่านใดที่กำลังลังเลกับชุดตรวจที่มีราคาถูกกว่านี้ ขอให้พิจารณาถึงการผ่านมาตรฐาน อย.ไทย มีชุดตรวจเอชไอวีจำนวนมาก ที่นำมาขายในราคาถูก แต่เมื่อขอดูเลขอย.ไทย ปรากฎว่า ไม่มี!! ดังนั้นจึงแนะนำให้ขอดูเลขอย.ไทย และเช็คว่ามีจริงหรือไม่ ถูกต้องหรือไม่ โปรดระวังการแอบอ้าง

 

อย่างไรก็ตาม นอกจาก วิธีการตรวจข้างต้นแล้ว หากใคร ที่สนใจ ที่จะเดินทางไปตรวจ ที่สถานพยาบาลเอง วันนี้ เรามีค่าใช้จ่ายที่ ทำการสำรวจมาแล้ว มาฝากทุกท่านกัน

– คลินิกนิรนาม ตรวจแบบรู้ผลทันทีราคาจะเริ่มต้นที่ 200 บาท หากตรวจแบบ PCR รู้ผล 1 สัปดาห์ ราคาเริ่มต้นที่ 1,500 บาท

– โรงพยาบาลเอกชน ราคาจะเริ่มต้นประมาณ 600-1,000 บาท แล้วแต่โรงพยาบาล

– โรงพยาบาลรัฐ บางโรงพยาบาลของรัฐเข้าร่วมโครงการ และสามารถตรวจเอชไอวีฟรีปีละ 2 ครั้ง เพียงมีบัตรประชาชน

อย่างไรก็ตาม แต่ละโรงพยาบาล ก็อาจมีค่าใช้จ่าย ที่แตกต่าง กันออกไป หากผู้ที่สนใจ สามารถโทรไปสอบถามก่อนได้

 

ทั้งนี้ หากผู้ที่คิดว่า ตนเองมีความเสี่ยง ต่อการติดเชื้อเอชไอวี และไม่กล้า เดินทางไปตรวจ ตามสถานพยาบาล ปัจจุบัน ก็ได้มีชุดตรวจคัดกรองเอชไอวีวางจำหน่าย มีความปลอดภัย แม่นยำ และได้มาตรฐาน รู้ผลได้ในเวลา 15-20 นาที สามารถ ทำการตรวจ ได้เองที่บ้านง่าย ๆ เพราะหากตรวจ เจอเชื้อตั้งแต่เนิ่น ๆ ก็จะได้เข้ารับการรักษา และรับยาต้านได้ทันเวลา

 “แต่อย่างไรก็ตาม วิธีการตรวจนี้เป็นเพียงการตรวจเพื่อคัดกรองเท่านั้น ไม่ว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไรก็ให้เข้ารับการตรวจซ้ำอีกครั้ง ที่หลัง 3 เดือน เพื่อเป็นการเช็คผลที่แน่ชัด”

 

อาการซิฟิลิส เบื้องต้นที่สังเกตได้จะมีลักษณะอย่างไรบ้าง

อาการซิฟิลิส

อาการซิฟิลิส เบื้องต้นที่สังเกตได้จะมีลักษณะอย่างไรบ้าง

อาการซิฟิลิส มีลักษณะการดำเนินของโรคไปเป็นระยะ เริ่มตั้งแต่ระยะที่หนึ่ง ระยะที่สอง ระยะแฝง และระยะสุดท้าย ความรุนแรงของโรคก็จะรุนแรงขึ้นตามระยะด้วย

แต่ทั้งนี้ระยะของโรคก็อาจจะเกิดขึ้นสลับกันได้ หรือเกิดขึ้นพร้อมกัน ผู้ป่วยบางรายอาจจะไม่ทราบว่าตนติดเชื้อตั้งแต่เมื่อไหร่ คือ ไม่รู้ตัวเลยว่าติดเชื้อก็มีโอกาสเป็นได้ ก่อนจะไปดูอาการของซิฟิลิสกันแบบละเอียดขึ้น เราไปทำความรู้จักโรคซิฟิลิสกันก่อนดีกว่า

ซิฟิลิส เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย

แบคทีเรียอันเป็นสาเหตุขอโรคซิฟิลิส มีชื่อว่า ทรีโพนีมา แพลลิดัม (Treponeme pallidum) โดยทั่วไปจะติดต่อในระหว่างการมีเพศสัมพันธ์ เนื่องจากสัมผัสเชื้อโดยตรงจากแผลของผู้ป่วย นอกจากนี้ยังคงติดต่อผ่านทางเลือด (การใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน การรับเลือดจากผู้อื่นในโอกาสต่าง ๆ) และยังติดต่อจาก แม่ตั้งครรภ์ผู้มีชื้อซิฟิลิส สู่ลูกน้อยในครรภ์ได้ด้วย

อาการของโรคซิฟิลิส ในแต่ละระยะ

ระยะที่ 1 (Early/Primary Syphilis) จะเริ่มมีอาการประมาณสัปดาห์ที่ 3 หลังรับเชื้อ

  • จะพบ “แผลริมแข็ง” (Chancre) ขึ้นบริเวณที่ลับ เช่น อวัยวะเพศ ทวาร ช่องคลอด หรือแม้กระทั่งในช่องปาก และแผลริมแข็งนี้จะไม่มีอาการปวด และแผลสามารถหายไปเองได้แม้ว่าจะไม่มีการรักษา ทำให้ผู้ป่วยไม่ทันสังเกตว่าเป็นแผลซิฟิลิสหรือไม่

  ระยะที่ 2 (Secondary Syphilis) เริ่มเกิดขึ้นหลังแผลหาย

  • ผื่นขึ้นตามร่างกาย ตามฝ่ามือฝ่าเท้า เป็นผื่นที่ไม่คัน อาจมีแผลร่วมด้วย
  • ปวดกล้ามเนื้อ
  • ไข้
  • ต่อมน้ำเหลืองโต
  • เจ็บคอ

อาการเหล่านี้สามารถหายไปได้เอง แม้ไม่ได้รับการรักษา และสามารถกลับมามีอาการเหล่านี้ได้อีก

อย่างไรก็ตาม อาการผื่น หรืออาการที่กล่าวมา ในระยะที่สองนี้ ถือเป็น อาการเบื้องต้นของโรคต่าง ๆ ดังนั้น อาจจะเกิดจากโรคอื่นก็เป็นได้ การตรวจนั้นเป็นสิ่งที่ชี้ชัดที่สุด

ระยะแฝง (Latent Syphilis) จะไม่พบอาการใด ๆ เป็นเวลานานหลายปี

ระยะที่ 3 (Tertiary Syphilis) จะมีความผิดปกติ เกิดขึ้น เกี่ยวกับ สมอง ระบบประสาท ระบบหัวใจ ส่งผลให้อาจเป็น โรคหัวใจ อัมพาต สมองเสื่อม หูหนวก ตาบอด เสียสติ  เสี่ยงต่อการเสียชีวิต

ช่องทางการติดต่อที่พบได้บ่อย ๆ

ลักษณะเด่น ของอาการซิฟิลิส คือ การมีแผลริมแข็ง ซึ่งมักพบ บริเวณอวัยวะเพศ ปาก บริเวณทวาร ดังนั้น การสัมผัสแผล จะทำให้ มีโอกาสเสี่ยง ช่องทาง การติดต่อที่พบบ่อย ๆ เช่น

  • ติดต่อผ่านทางบาดแผลเล็ก ๆ
  • ติดต่อผ่านทางเยื่อบุต่าง ๆ
  • การมีเพศสัมพันธ์

นอกจากนี้ยังติดต่อผ่านทาง

  • รับเลือด
  • ใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน
  • จากแม่สู่ลูก ทั้งในระหว่างตั้งครรภ์ หรือระหว่างคลอด

การตรวจหาเชื้อซิฟิลิส

ในการ ตรวจจะสามารถ ตรวจได้จาก 2 วิธี  คือ

  1. ตรวจจากเลือด เพราะเชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เกิดโรคซิฟิลิสนี้จะอยู่ในกระแสเลือด เริ่มจากการตรวจคัดกรอง และหากผลออกมาพบว่ามีการติดเชื้อ ก็จะดำเนินการตรวจซ้ำอีก เพื่อช่วยยืนยัน
  2. ตรวจจากตัวอย่างเชื้อ โดยเก็บตัวอย่างเชื้อบนผิวหนัง น้ำเหลืองจากแผล ไปตรวจหาเชื้อ ทรีโพนีมา แพลลิดัม ที่ทำให้เกิดโรคซิฟิลิส

อย่างไรก็ตาม อาการที่ เกิดขึ้น อาจจะ ไม่ได้ บ่งบอก ว่าป่วย เป็นโรคอะไร ได้ชัดเจน การตรวจ เพื่อวินิจฉัยโรค เป็นสิ่งที่ ตัดสิน ได้ชัดเจน ที่สุด ผู้ที่ ได้รับ ความเสี่ยง มีโอกาสที่ จะติดเชื้อ แบคทีเรีย อันเป็นสาเหตุ ของการ เกิดโรคซิฟิลิส สามารถ ตรวจคัดกรอง ได้ด้วยตัวเอง โดย ชุดตรวจซิฟิลิส ซึ่งสามารถ ตรวจจาก เลือดปลายนิ้ว 1-2 หยด และรู้ผล ได้ภายในไม่กี่นาที ใช้งานไม่ยาก แบรนด์มาตรฐาน แม่นยำสูง  สามารถ เริ่มตรวจ ได้ตั้งแต่สัปดาห์ที่ 4 ของการ ได้รับความสี่ยงมา

“ผู้ป่วยซิฟิลิสนั้นมีความเสี่ยงต่อการได้รับเชื้อเอชไอวีได้ง่ายๆ จากการที่ผู้ป่วยซิฟิลิสมีแผล เชื้อจึงสามารถเข้าสู่ทางแผลได้ง่ายกว่าคนทั่วไปที่ไม่ได้เป็นซิฟิลิส”

 

 

 

ชุดตรวจโควิด -19 ซื้อมาตรวจเองได้ไหม ?

ชุดตรวจโควิด

ชุดตรวจโควิด ในปัจจุบันนี้การตรวจโควิดนั้น ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไปเมื่อเทียบกับในช่วงแรกของการระบาดของโรค COVID-19 แต่อย่างไรก็ตามการ ตรวจหาเชื้อโควิด ไม่สามารถดำเนินการด้วยตนเองได้ ควรเข้ารับการตรวจกับสถานพยาบาลเท่านั้น

Coronavirus ถูกค้นพบมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1960 และถูกค้นพบมาเรื่อย ๆ กว่า 6 สายพันธุ์ กระทั่งในปี ค.ศ. 2019 ที่ระบาดไปทั่วโลก เป็นสายพันธุ์ใหม่ที่พึ่งถูกค้นพบ คือ สายพันธุ์ที่ 7 หรือที่เรารู้จักกันในชื่อว่า โควิด-19

โคโรนาไวรัส 19 สามารถติดเชื้อได้ทั้งในมนุษย์และสัตว์ ไม่ว่าจะคนสู่คน คนสู่สัตว์ หรือแม้กระทั่งสัตว์สู่คน ก็สามารถที่จะแพร่กระจายเชื้อและติดเชื้อต่อ ๆ กันได้ ดังนั้น จึงควรต้องระมัดระวังให้ดีทั้งตัวคุณเองและสัตว์เลี้ยง

อาการเมื่อติดเชื้อจะคล้ายกับอาการของไข้หวัดใหญ่ เช่น มีไข้สูง เจ็บคอ ไอแห้งๆ น้ำมูกไหล หายใจหอบเหนื่อย ท้องเสีย แต่อาการที่เด่นชัด คือ ลิ้นไม่รับรส ดมไม่ได้กลิ่น หากพบอาการสองอย่างนี้ แนะนำว่าควรไปตรวจหาเชื้อในทันที

COVID-19 ติดได้จากทางไหนบ้าง

เชื้อสามารถเข้าสู่ร่างกายได้ผ่านทาง
– ผ่านการสูดดม การหายใจเอาเชื้อเข้าสู่ร่างกาย
– ผ่านเยื่อบุตา
– ผ่านทางปาก

โดยเชื้อจะอยู่ในละออง เสมหะ น้ำลาย หรือสารคัดหลั่ง จากการไอ จาม พูดคุย จึงเป็นสาเหตุที่ในการป้องกันโรคจะต้องแนะนำให้ล้างมือบ่อย ๆ เนื่องจากมือของเรามีโอกาสที่จะสัมผัสเชื้อ และมาจับตามจมูก ปาก ตา ทำให้สามารถติดเชื้อได้ ดังนั้นการล้างมือบ่อย ๆ ก็จะสามารถช่วยลดโอกาสเสี่ยงในการติดเชื้อได้นั่นเอง

วิธีป้องกันตนเองให้ห่างไกลจากการติดเชื้อ

1. สวมใส่หน้ากากอนามัยเมื่อออกไปข้างนอกหรืออยู่ในพื้นที่สาธารณะ

2. หลีกเลี่ยงการเดินทางไปในที่ ๆ แออัด หรือเป็นพื้นที่ ๆ เสี่ยงต่อการติดเชื้อ รวมถึงเว้นระยะห่างทางสังคม

3. หลีกเลี่ยงการไปพบ หรืออยู่ใกล้ชิดกับผู้ที่มีอาการป่วยไข้ไม่สบาย

4. หลีกเลี่ยงการสัมผัสหรืออยู่ใกล้สัตว์

5. หลีกเลี่ยง การสัมผัสกับพื้นผิวสาธารณะ เช่น ราวบันได ลูกบิดประตู ราวจับในรถขนส่งสาธรณะ ปุ่มกดตู้เอทีเอ็ม ฯลฯ หากจำเป็นต้องสัมผัส ให้รีบทำความสะอาดมือ หลังสัมผัสทันที ไม่ว่าจะเป็น การล้างมือด้วยสบู่ หรือใช้เจลแอลกอฮอลล์ (ผลิตภัณฑ์ alcohol ควรเข้มข้นไม่น้อยกว่า 70%) แม้กระทั่งการหยิบใช้ของส่วนตัวอย่างเช่น โทรศัพท์มือถือ กระเป๋าสตางค์ ธนบัตร เหรียญ เป็นต้น เมื่อสัมผัสสิ่งเหล่านี้ก็ควรที่จะทำความสะอาดมือเช่นกัน

6. งดพฤติกรรมการจับตา หู จมูก

7. ทำความสะอาดมือบ่อย ๆ โดยเฉพาะก่อน-หลังรับประทานอาหารไม่ว่าจะเป็นการล้างมือด้วยสบู่ หรือใช้เจลแอลกอฮอลล์ (ผลิตภัณฑ์ alcohol ควรเข้มข้นไม่น้อยกว่า 70%)

8. รับประทานอาหารสุก สะอาด ถูกสุขลักษณะ

นอกจากนี้ หากรู้สึกไม่สบาย หรือมีอาการผิดปกติ ก็ควรจะพักผ่อนอยู่บ้าน สังเกตอาการ ดูแลตัวเองจนกว่าจะหายดี และให้หมั่นสังเกตอาการของตนเองเสมอ

แต่หากท่าน กำลังสงสัย ว่าตนเอง ได้รับความเสี่ยง หรือมีความประสงค์ ที่จะตรวจ ก็สามารถ เข้ารับ การตรวจ ได้ตาม โรงพยาบาล คลินิกเทคนิคทางการแพทย์ คลิกนิกเอกชนบางแห่ง

ชุดตรวจโควิด ที่ใช้ในการตรวจก็มีหลากหลายประเภท เช่น ประเภท RT-PCR ประเภท Automation และประเภท Rapid test แต่ละสถานพยาบาลก็จะเลือกใช้ไม่เหมือนกันขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของสถานพยาบาลนั้น ๆ ซึ่งไม่ต้องเป็นกังวลว่าจะดีเหมือนกันหรือไม่

เพราะ ชุดตรวจ ที่สถานพยาบาลเลือกใช้นั้น จะต้องเป็นชุดตรวจของแบรนด์ ที่ผ่านการตรวจสอบคุณภาพ โดยกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ และผ่านการทบทวนอนุมัติให้จำหน่ายได้ โดย อย.ไทย ก่อน จึงจะสามารถสั่งซื้อ และนำมาใช้ ในการตรวจหาเชื้อได้

อย่างไรก็ตามชุดตรวจโควิด ยังคงมีข้อจำกัด ในการจำหน่าย ให้เฉพาะสถานพยาบาล สถาบันทางการแพทย์ เท่านั้น ไม่สามารถจำหน่าย ให้กับร้านค้าทั่วไปได้

ประชาชน ไม่ควรหาซื้อชุดตรวจโควิดมาตรวจด้วยตนเอง เพราะชุดตรวจ ที่ท่านซื้อมานั้นไม่ผ่านอย.ไทยแน่นอน เท่ากับว่าไม่มีการตรวจสอบคุณภาพมาตรฐาน และการใช้งาน อาจไม่ถูกต้อง รวมถึงวิธี การอ่านผล ซึ่งไม่ได้อ่านโดย แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ทำให้ผลตรวจนั้น ไม่มีความถูกต้องแม่นยำ ไม่มีความน่าเชื่อถือนั่นเอง

ตรวจเอดส์ด้วยตัวเอง โรคเอดส์ (AIDS)

ตรวจเอดส์ด้วยตัวเอง โรคเอดส์ (AIDS) เป็นการป่วยระยะสุดท้ายของการติดเชื้อไวรัสเอชไอวี ซึ่งเชื้อจะเข้าไปทำลายระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายให้มีการทำงานที่บกพร่องจนไม่สามารถป้องกันหรือกำจัดเชื้อที่เข้าไปสู่ร่างกายได้

จึงทำให้ผู้ป่วยมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคแทรกซ้อนต่าง ๆ ได้ง่าย จนนำไปสู่ การเสียชีวิตลงในที่สุด โรคเอดส์จะมีอาการ ที่สามารถสังเกตได้ คือ เป็นไข้เรื้อรัง น้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็ว อาการ ท้องร่วงเรื้อรัง มีเหงื่อออกในช่วงกลางคืน หรืออาจมีแผลตรงบริเวณปากและลิ้น

ในปัจจุบันยังไม่มีวิธีการไหนที่สามารถรักษาโรคเอดส์ให้หายขาดได้ มีเพียงแต่ยาที่ช่วยในการชะลอการพัฒนาของโรค และลดอัตราความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตลงด้วยโรคเอดส์

ดังนั้น ผู้ป่วยเอชไอวี จึงมีความ จำเป็น ที่จะต้อง เข้ารับ การรักษา เพื่อไม่ให้ ภูมิคุ้มกัน ถูกทำลาย ลงอย่างหนัก จนลุกลาม ไปสู่ ระยะเอดส์ได้

การตรวจหาเชื้อเอชไอวี หรือเอดส์จะสามารถแบ่งออกเป็น 3 วิธีการตรวจหลัก ๆ คือ

– Anti-HIV antibody เป็นการตรวจหาภูมิต้านทาน Antibody ต่อเชื้อเอชไอวีจากการตรวจเลือด โดยวินิจฉัยจากการทำงานของระบบภูมิต้านทานต่อเชื้อไวรัส
วิธีการนี้ สามารถ ตรวจพบเชื้อ ได้ในระยะเวลา 3 สัปดาห์ ถึง 3 เดือนหลังการติดเชื้อ

– NAT (Nucleic Acid Testing) เป็นการ ตรวจหา สารพันธุกรรม ของเชื้อเอชไอวี ด้วยการ ตรวจปริมาณ ของเชื้อ และการ ทำงาน ของระบบภูมิคุ้มกัน ภายร่างกาย ซึ่งวิธีการนี้ แพทย์มักใช้ ในกรณี ที่ผู้ป่วย มีความเสี่ยง ต่อการติดเชื้อสูง
เพราะเนื่องจาก วิธีการนี้ ค่อนข้าง มีประสิทธิภาพ และรวดเร็ว โดยสามารถ ตรวจพเชื้อ ได้ภายใน 1-4 สัปดาห์ หลังการติดเชื้อ

– PCR (Polymerase Chain Reaction) เป็นการตรวจหา สารพันธุกรรม ในระดับอณูชีวโมเลกุล สามารถ ตรวจได้ ในเด็กทารก ที่อาจได้รับ ความเสี่ยง หลังคลอด ช่วงอายุ 1 เดือน และใช้ตรวจ ในผู้ใหญ่ หลังได้รับ ความเสี่ยง 14 วันขึ้นไป
ซึ่งเป็น วิธีการตรวจ หาเชื้อ ที่ทำการ วินิจฉัย โรคเพื่อ ทำการรักษา เป็นไปได้ อย่างมีประสิทธิภาพ พบได้ ทั่วไป ตามโรงพยาบาล

อย่างไรก็ตาม นอกจากการตรวจข้างต้นแล้ว ปัจจุบันก็ได้มีชุดตรวจเอชไอวีด้วยตนเอง ทำให้ผู้ที่มีความเสี่ยงสามารถตรวจหาเชื้อได้อย่างรวดเร็ว ไม่ปล่อยให้ตนเองมีอาการ และพบการติดเชื้อในระยะที่ทำการรักษาลำบาก

การ ตรวจหาเชื้อ เอชไอวี ด้วยตนเอง ผู้ป่วย จำเป็น ที่จะต้อง ทำความ เข้าใจ วิธีการใช้งาน วิธีการ อ่านค่า อย่างละเอียด เพื่อให้ ผลตรวจ ที่ได้ มีความน่าเชื่อถือจริง

ตรวจเอดส์ด้วยตัวเอง การมีชุดตรวจเอชไอวีด้วยตนเอง วางจำหน่าย ตามร้านขายยา ถือว่า เรื่องที่ดี เพราะเป็นทางออก ให้สำหรับ ผู้ที่ไม่กล้า เดินทางไป ตรวจตาม โรงพยาบาล หรือคลินิก เนื่องจาก ไม่อยากเปิดเผยตัว ให้แก่สังคม ได้รับรู้ ว่าตนเองนั้น เป็นผู้ที่มี ความเสี่ยง ต่อการติดเชื้อ

ดังนั้นแล้ว การมี ชุดตรวจเอชไอวีด้วยตนเอง วางจำหน่าย ให้ประชาชน ทั่วไป สามารถ เข้าถึง ได้ง่าย จึงถือ ว่าเป็นโอกาส ที่ดี ที่จะ ทำให้ ผู้ที่มี ความเสี่ยง สามารถ ทำการตรวจ หาเชื้อเอชไอวีได้ด้วยตนเอง ที่บ้านง่าย ๆ และรวดเร็ว

ทั้งนี้ ชุดตรวจเอชไอวีด้วยตนเอง จะต้องมีความปลอดภัย แม่นยำ และได้มาตรฐาน เพื่อให้ผลการตรวจเป็นได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เพราะหากตรวจเจอเชื้อตั้งแต่เนิ่น ๆ ก็จะได้เข้ารับการรักษาได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม เพื่อลดอัตราการเสียชีวิตลงด้วยโรคเอดส์ และการใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับคนในสังคมได้อย่างมีความสุข

 

ตรวจเอดส์ด้วยตัวเอง

 

 

อาการเอดส์ และโรคเอชไอวี โรคร้ายที่ยังรักษาไม่หาย

อาการเอดส์

 

อาการเอดส์ และโรคเอชไอวี โรคร้ายที่ยังรักษาไม่หาย และยังเป็นหนึ่งในโรคที่คุกคามชีวิตมนุษย์ที่สุดอีกโรคหนึ่ง

ปัจจุบันสามารถรักษาโรคเอชไอวีให้ไม่พัฒนาไปสู่โรคเอดส์ โดยไวรัสเอชไอวีในร่างกายของผู้ป่วยจะน้อยลง จนถึงขั้นที่ตรวจไม่เจอเชื้อ

แต่ไม่ได้หมายความว่าไม่มีเชื้อในร่างกาย ยังคงต้องทานยาและรักษาต่อไปภายใต้การดูแลของแพทย์

แต่ข้อดีของการรักษาจนไวรัสลดน้อยลงก็คือ ช่วยให้ผู้ป่วยไม่มีอาการของโรคปรากฏ ไม่เข้าสู่ภาวะเอดส์ ไม่มีโรคแทรกซ้อน มีอายุขัยที่ยืนยาวดังเดิม สามารถใช้ชีวิตได้ราวกับว่าไม่ได้ป่วย

เอดส์และเอชไอวีไม่เหมือนกัน เอชไอวี เป็นไวรัสอันเป็นสาเหตุที่ก่อให้เกิดโรคเอดส์ หรือภาวะเอดส์ โดยที่เริ่มต้นนั้นผู้ที่ได้รับเชื้อเอชไอวี เบื้องต้นจะเริ่มมีอาการป่วยคล้ายกับเป็นไข้หวัดใหญ่ หรือไม่สบาย ซึ่งเป็นปฏิกิริยาการตอบสนองของร่างกายที่มีต่อเชื้อไวรัสเอชไอวี อาการต่าง ๆ หายไปได้เอง

อาการเอดส์ ตัวอย่างอาการที่อาจจะเกิดขึ้น หลังได้รับเชื้อเอชไอวี

– เป็นไข้ หนาวสั่น ปวดศีรษะ วิงเวียนบ่อย คลื่นไส้อาเจียน
– ไอเรื้อรัง
– รู้สึกไม่มีแรง กล้ามเนื้ออ่อนแรง ปวดเมื่อยตามร่างกาย
– มีผื่นขึ้นตามร่างกาย หรือผิวหนังอักเสบ
– ต่อมน้ำเหลืองบวม
– ท้องเสียเรื้อรัง
– น้ำหนักลด

อย่างไรก็ตามอาการเหล่านี้ก็เป็นอาการทั่วไป ๆ ที่เมื่อร่างกายได้รับเชื้ออะไรก็ตามจะเกิดปฏิกิริยาตอบสนอง ซึ่งอาจจะไม่ใช่เชื้อไวรัสเอชไอวีเสมอไป การเข้ารับการตรวจจึงเป็นทางออกที่ดีที่สุด

เนื่องจากอาการติดเชื้อเอชไอวี ไม่สม่ำเสมอเป็นแล้วหายไปได้เอง ทำให้ผู้ป่วยบางท่านไม่ได้เข้ารับการรักษา เนื่องจากไม่ทราบว่าได้รับเชื้อ หรือทราบแล้วแต่ไม่รักษา ทำให้เข้าสู่สภาวะเอดส์ในเวลาต่อมา

ตัวอย่างอาการที่อาจจะเกิดขึ้น เมื่อกำลังเข้าสู่ภาวะเอดส์ หรือโรคเอดส์

– ปอดอักเสบ
– มีอาการซึมเศร้า หรือมีปัญหาเกี่ยวกับระบบประสาท
– มีไข้เรื้อรัง
– ท้องเสียเรื้อรัง
– อาจะมีอาการความจำเสื่อม หรือสูญเสียความทรงจำ
– ป่วยด้วยโรคต่าง ๆ แบบไม่มีสาเหตุ

เท่าที่กล่าวมา อาการเอดส์ ก็เหมือนกับอาการป่วยของโรคอื่น ๆ ดังนั้นหากต้องการทราบจริง ๆ ว่าได้รับเชื้อเอชไอวีหรือไม่ ควรเข้ารับการตรวจ

การรักษาโรคเอชไอวี

ยาที่ใช้ในการรักษาปัจจุบัน คือ ยาต้านรีโทรไวรัส (ARV) เป็นกลุ่มยาต้านไวรัสหลาย ๆ ชนิด โดยยานี้จะมีฤทธิ์ควบคุมไม่ให้ไวรัสขยายพันธุ์ ช่วยลดความเสี่ยงในการแพร่เชื้อสู่ผู้อื่น

สำหรับผู้ที่คาดว่าตัวเองน่าจะได้รับเชื้อไวรัสเอชไอวีมา สามารถลดโอกาสในการติดเชื้อได้โดยให้ทานยา ARV ภายใน72 ชม. หลังได้รับความเสี่ยงหรือหลังสัมผัสโรค จำไว้ว่าต้องได้รับยาเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้

หากท่านใดที่ไม่ได้มีเชื้อเอชไอวีแต่มีความเสี่ยงสูงที่คาดว่าจะได้รับเชื้อเอชไอวี และต้องการป้องกันก็สามารถทานยา ARV เป็นประจำทุกวัน เพื่อลดความเสี่ยงนั้นได้

อย่างไรก็ตามควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับวิธีทานยา ARV ไม่ว่าจะทานก่อนหรือหลังสัมผัสเชื้อ และสิ่งสำคัญคือ ควรสวมใส่ถุงยางอนามัยเสมอ

สิ่งสำคัญ คือ การตรวจหาเชื้อเอชไอวี

หากสงสัยว่าตนเองได้รับความเสี่ยงมาหรือไม่ ไม่ว่าจะเป็นความสงสัยที่เล็กน้อย การตรวจเพื่อหาเชื้อเอชไอวี ก็เป็นทางออก ที่ดีที่สุด

เพื่อช่วย ให้เกิด ความคลายกังวลใจ และหากตรวจพบตั้งแต่แรก จะช่วยให้คุณวางแผนในการใช้ชีวิต ดูแลสุขภาพร่างกายของตนเอง และคนในครอบครัวได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ยังเข้าสู่การรักษาได้ไวขึ้น ซึ่งเป็นผลดีต่อการรักษามาก ๆ

หากท่าน ไม่ต้องการตรวจ ที่โรงพยาบาล หรือสถานพยาบาลต่าง ๆ ในทันที ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด ๆ ก็ตาม ปัจจุบันสามารถ ตรวจคัดกรองการเอชไอวีด้วยตนเอง ได้แล้ว โดยชุดตรวจคัดกรองเอชไอวี ด้วยตนเองนี้ จะใช้วิธีการตรวจที่ง่าย ๆ และรู้ผลรวดเร็วภายใน 15 นาที และส่วนใหญ่แม่นยำกว่า 99%

ไม่ต้องกังวล ว่าเป็นการตรวจคัดกรองแล้ว จะเชื่อถือได้หรือไม่ เพราะว่าในคลินิก หรือโรงพยาบาล หรือสถานพยาบาล ต่าง ๆ จะทำการตรวจคัดกรอง ก่อนอยู่แล้ว หากพบว่า มีความเสี่ยงจริง ก็จะดำเนิน การตรวจยืนยัน ด้วยวิธีอื่น เพื่อยืนยันผลการตรวจอีกรอบหนึ่ง

ดังนั้น การตรวจคัดกรองด้วยตนเอง จึงเป็นเรื่องที่ ท่านสามารถทำได้ เพียงเลือกซื้อ ชุดตรวจที่มีมาตรฐาน มีเลขอย. และตรวจตามเวลา ที่ถูกต้องเหมาะสม ก็จะทำให้ผลตรวจนั้น มีความน่าเชื่อถือจริง ๆ

อีกทั้งการตรวจเอชไอวีไม่ได้ถูกจำกัดว่าตรวจได้แค่ครั้งเดียว ดังนั้นหากไม่มั่นใจ ท่านจะตรวจซ้ำ หรือตรวจบ่อยแค่ไหนก็ได้

การติดเชื้อ เอชไอวีไม่ใช่สิ่งที่แย่ที่สุด ลองคิดกลับกันว่า หากไม่ลองตรวจ หรือตัดสินใจ ตรวจสักครั้ง และปล่อยให้เชื้อไวรัส ทำลายลุกลาม ไปนานหลาย ๆ ปี ท่านจะเข้าสู่ ภาวะเอดส์ และเสียชีวิต ในที่สุด แต่ตลอดเวลา ที่ผ่านมา ท่านได้แพร่เชื้อ ให้กับผู้อื่น ไปแล้วกี่คน แพร่เชื้อให้กับคน ที่เรารักหรือไม่ นี่คือสิ่งที่แย่ และเลวร้ายมาก ๆ

“ดังนั้น ตรวจดูสักครั้ง เมื่อสงสัยว่าได้รับความเสี่ยงหรือไม่ เพื่อตนเอง เพื่อคนที่คุณรัก และเพื่อผู้อื่น”

ตรวจซิฟิลิส กี่วัน หลังเสี่ยง

ตรวจซิฟิลิส กี่วัน โรคซิฟิลิส (Syphilis) เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ชนิดหนึ่ง ที่ถือว่ามีความร้ายแรงเป็นอย่างมาก การติดเชื้อของซิฟิลิส ไม่แค่ต้องมีเพศสัมพันธ์เท่านั้น แต่เชื้อสามารถติดต่อได้ผ่านทางการสัมผัสต่าง ๆ เช่น แผลติดเชื้อ การจูบ จากแม่สู่ลูก เป็นต้น สมัย

ปัจจุบันนี้หลาย ๆ คนอาจจะคิดว่าโรคซิฟิลิสไม่ร้ายแรง หรือน่ากลัวแต่อย่างใด สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่อย่าลืมไปว่าโรคซิฟิลิสนั้นมีหลายระยะ ซึ่งบางระยะก็อาจไม่มีการแสดงอาการออกมาให้เห็น และผู้ป่วยที่ติดเชื้อบางรายอาจไม่รู้ตัวว่าตนเองนั้นติดเชื้อ จนกระทั่งเชื้อซิฟิลิสได้พัฒนาไปสู่ระยะสุดท้ายของการติดเชื้อ จึงจะแสดงอาการออกมาให้เห็น

หากผู้ป่วยไม่ได้เข้ารับการรักษา เชื้อซิฟิลิสที่อยู่ภายในร่างกายจะมีการแพร่กระจายเชื้อไปทั่วร่างกายอย่างรวดเร็ว จนอาจส่งผลกระทบต่อระบบต่าง ๆ ภายในร่างกายโดยเฉพาะระบบประสาท ซึ่งจะเกิดการทำงานที่ผิดปกติ หรือร้ายแรงจนถึงขั้นทำให้พิการ และเสียชีวิตลงได้

 

ตรวจซิฟิลิส กี่วัน

 

นอกจากนี้ การตรวจหาเชื้อซิฟิลิส สามารถทำได้หลากหลายวิธี แต่ที่นิยมใช้ตรวจมากที่สุดก็จะมี 2 วิธีด้วยกัน คือ

– การตรวจแบบชนิดไม่เฉพาะเจาะจงต่อเชื้อซิฟิลิส การตรวจด้วยวิธีการนี้เป็นการตรวจแบบคัดกรองเบื้องต้น ซึ่งจะเรียกการตรวจนี้ว่า RPR

– การตรวจแบบชนิดเฉพาะเจาะจงต่อเชื้อซิฟิลิส วิธีการตรวจนี้จะมีความแม่นยำสูงสำหรับเชื้อซิฟิลิสโดยเฉพาะ วิธีการตรวจดังกล่าวจะมีขั้นตอนที่ยุ่งยาก และต้องอาศัยความชำนาญมากกว่าวิธีการตรวจแบบแรก แต่วิธีการนี้จะมีประโยชน์มากกว่า เพราะสามารถยืนยันการวินิจฉัยของโรคซิฟิลิสในกรณีที่ยังไม่มีอาการแสดงออกมาให้เห็นได้ชัด โดยจะเรียกวิธีการตรวจนี้ว่า FTA-ABS

ตรวจซิฟิลิส กี่วัน ก็ตาม การตรวจหา เชื้อซิฟิลิสด้วยวิธีการ RPR ที่เป็นการตรวจ แบบชนิด ไม่เฉพาะเจาะจงต่อเชื้อ จะสามารถตรวจเจอเชื้อซิฟิลิส หลังจากที่ได้รับเชื้อมาแล้ว และจะเริ่มแสดงอาการ ออกมาให้เห็น ในระยะเริ่มแรก คือ มีแผลตามอวัยวะเพศ ซึ่งระยะหลังจาก ที่ได้รับเชื้อมา จนกระทั่ง มีการแสดงอาการ คือ ประมาณ 10-90 วัน กว่าจะตรวจพบ บางรายอาจใช้ระยะเวลานานถึง 90 วัน ทั้งนี้ หากรู้ว่าตนเองมีความเสี่ยงต่อการได้รับเชื้อซิฟิลิสมา แนะนำว่าสามารถทำการตรวจได้ที่ 30 วันหลังจากได้รับความเสี่ยง

นอกจากวิธี การตรวจหาเชื้อซิฟิลิส ข้างต้นแล้ว ปัจจุบัน ก็ยังมีอีกวิธีการ ที่สามารถตรวจหาเชื้อซิฟิลิสได้ คือ การตรวจด้วยชุดตรวจคัดกรองซิฟิลิส การตรวจด้วยวิธีการนี้ จะมีขั้นตอนในการตรวจที่ง่าย ไม่ยุ่งยาก และรู้ผลตรวจ ได้ภายในไม่กี่นาที อีกทั้ง ยังมีรูปแบบ ที่สามารถทำการ ตรวจได้ด้วยตนเอง ระยะเวลา ที่แนะนำให้ตรวจ คือ 30 วันหลังเสี่ยง

โดย ชุดตรวจคัดกรองซิฟิลิส ที่สามารถ ตรวจด้วยตนเอง จะต้องเลือกซื้อ กับร้าน ที่มีความปลอดภัย แม่นยำ และได้มาตรฐาน ซึ่งถือว่าเป็นทางออก ให้สำหรับผู้ที่ ไม่กล้าเดินทาง ไปตรวจตาม โรงพยาบาลในทันที หรือผู้ที่ไม่กล้า ที่จะเปิดเผยตัวตน ให้สังคมได้รับรู้

เพราะทุกคน ก็รู้กัน เป็นอย่างดี อยู่แล้วว่า โรคซิฟิลิส มีความน่ากลัว และร้ายแรง ไม่ต่างจากโรคเอดส์ จึงทำให้ ผู้ป่วยที่ติดเชื้อ ไม่กล้าเปิดเผยตัวตน

ดังนั้น หากผู้ที่ กำลังมีความเสี่ยง ต่อการติดเชื้อ การเข้ารับ การตรวจ เป็นหนทางเดียว ที่จะทำให้ คุณคลายความกังวลใจ ได้ เพราะหากตรวจเจอ เชื้อตั้งแต่เนิ่น ๆ ก็จะได้เข้ารับ การรักษา ได้อย่างถูกต้อง และเหมาะสม

ทั้งนี้ การตรวจด้วยวิธีการนี้ เป็นการตรวจ เพื่อคัดกรอง เบื้องต้น เท่านั้น หากผลตรวจ ที่ออกมาเป็นลบ ให้ทำการตรวจซ้ำ อีกครั้งที่หลัง 90 วัน เพื่อความมั่นใจ หากผลตรวจทั้งสองครั้ง เหมือนกัน เท่ากับว่า คุณปลอดภัย และได้โปรดระมัดระวังตนเสมอ อย่าได้รับความเสี่ยงเพิ่ม แต่หากคุณ เป็นผู้ที่มีเพศสัมพันธ์ กับผู้ที่ไม่น่า ไว้วางใจบ่อย ๆ หรือเปลี่ยนคู่นอนบ่อย ก็สมควร ที่จะตรวจซ้ำเรื่อย ๆ เพื่อ เป็นการเช็คตนเอง เพราะเรา ไม่มีทางทราบเลยว่า คนที่มีเพศสัมพันธ์ด้วยนั้น เขามีเชื้อซิฟิลิสอยู่แล้ว หรือพึ่งได้รับเชื้อมา หรือไม่ หากตรวจเช็คเสมอ ก็จะทำให้รู้ตัวเร็วหากติดเชื้อซิฟิลิส และเข้าสู่การรักษาทัน

แต่หากผลเป็น บวก ก็ให้ทำการ ตรวจซ้ำอีกครั้งเช่นกัน เพื่อยืนยัน ผลตรวจที่แน่ชัด หากผล ทั้งสองครั้ง เหมือนกัน ให้ท่านเดินทาง ไปตรวจที่ สถานพยาบาล ได้ทันที

 

ชุดตรวจ Rapid Test สำหรับการตรวจ HIV

ชุดตรวจ Rapid Test

ชุดตรวจ Rapid Test โรคเอชไอวี (HIV) เป็นโรคติดต่อ ทางเพศสัมพันธ์ ชนิดหนึ่ง ที่เกิดจากการ มีเพศสัมพันธ์ โดยไม่สวมใส่ ถุงยางอนามัย หรืออาจมี การไปสัมผัสเข้ากับ สารคัดหลั่งของอีกฝ่าย และบริเวณอวัยวะเพศ เยื่อบุตา ปาก จมูก เป็นต้น

ดังนั้น หากผู้ที่ กำลังมีความเสี่ยง ต่อการติดเชื้อ ทางเดียว ที่จะทำให้คุณ คลายความกังวลใจ ได้นั้น คือ การเข้ารับ การตรวจหาเชื้อ เพราะหากปล่อยไว้ ไม่เข้ารับการรักษา เชื้อเอชไอวี อาจลุกลาม ไปสู่เอดส์ได้

ถึงตอนนั้น อาจจะทำให้ การรักษานั้น ยากมากยิ่งขึ้น เพราะระบบภูมิคุ้มกัน ภายในร่างกาย ได้ถูกทำลายลง อย่างหนัก จนไม่สามารถทำการต่อต้าน หรือกำจัดเชื้อ ที่เข้าไปสู่ร่างกายได้

อาจทำให้ผู้ป่วย ติดเชื้อสามารถ เกิดโรคแทรกซ้อนต่าง ๆ ได้ง่าย และอาจเสียชีวิตลงด้วย โรคแทรกซ้อนได้ อย่างไรก็ตาม การเข้ารับ การตรวจ อาจเป็นวิธีที่ดีที่สุด ที่จะทำให้คุณ มีโอกาสหายจากโรคนี้ได้

ในปัจจุบัน การมีชุดตรวจเอชไอวี ด้วยตนเอง จะทำให้ผู้ที่ มีความเสี่ยง สามารถตรวจหาเชื้อ ได้อย่างรวดเร็ว โดยจะไม่ปล่อย ให้ตนเองนั้นตรวจพบการติดเชื้อ ในระยะ ที่มีการรักษาได้ยาก เพราะยิ่งตรวจเจอเชื้อเร็วเท่าไหร่ ก็ยิ่งรักษาได้ง่าย และอาจมี คุณภาพชีวิต ที่ดีมากยิ่งขึ้น

และใช้ชีวิต อยู่ร่วมกับคน ในสังคม ได้อย่างปกติ การมีชุดตรวจเอชไอวีด้วยตนเอง ชนิด Rapid Test นอกจาก จะสามารถ ทำการตรวจได้ด้วยตนเองแล้ว เราจำเป็นที่ จะต้องทำความเข้าใจ เกี่ยวกับ วิธีการใช้งาน วิธีการอ่านค่า อย่างละเอียด

เพื่อการใช้งาน ได้อย่างถูกต้อง และมีประสิทธิภาพมากที่สุด หากในกรณี ที่มีการใช้ชุดตรวจ ที่ไม่ถูกต้อง อาทิเช่น อ่านค่าผิด ตรวจผิดเวลา หรือแม้กระทั่ง การตรวจเพียงครั้งเดียว อาจไม่สามารถ ยืนยันผลตรวจ ได้ชัดเจน 100%

ดังนั้น นอกจาก จะต้อง ทำความเข้าใจ เกี่ยวกับ ชุดตรวจเอชไอวี ด้วยตนเองแล้ว การไม่ได้รับ คำแนะนำ จากแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญ อาจส่งผลทำให้ เกิดผลกระทบ มากมายต่อร่างกาย หรือทางจิตใจได้

อย่างไรก็ตาม หากมีการใช้ ชุดตรวจ Rapid Test แล้วพบว่ามีปฏิกิริยา (Reactive) ต้องเข้ารับการตรวจ เพื่อยืนยันผลการวินิจฉัย การติดเชื้อเอชไอวี กับทางโรงพยาบาล อีกครั้ง ซึ่งการตรวจเพียงครั้งเดียว อาจทำให้ ท่านไม่สบายใจ เพราะชุดตรวจเอชไอวีด้วยตนเอง ชนิด Rapid Test เป็นเพียงการตรวจ เพื่อคัดกรองเบื้องต้นเท่านั้น ท่านสามารถตรวจซ้ำได้อีกครั้งในเวลาต่อมา เพื่อเช็คว่าผลเหมือนกัน หรือไม่

นอกจากนี้ การมี ชุดตรวจเอชไอวีด้วยตนเอง แบบ rapid test วางจำหน่ายนั้น เพื่อเป็นทางออก ให้กับประชาชน สามารถเข้าถึงได้ง่าย ถือว่าเป็นเรื่องดี ที่จะช่วยให้ผู้ ที่กำลังมีความเสี่ยง แต่ไม่กล้าเดินทาง ไปตรวจตามโรงพยาบาล ให้สามารถ ทำการตรวจด้วยตนเอง

นอกจากจะช่วย คลายความกังวลใจแล้ว ยังช่วยลด การแพร่เชื้อไปสู่ ผู้อื่นได้อีกด้วย อย่างไรก็ตาม ชุดตรวจเอชไอวีด้วยตนเอง ชนิด Rapid Test เป็นเพียงชุดตรวจ คัดกรองเบื้องต้นเท่านั้น แต่ก็ยัง มีความปลอดภัย แม่นยำ และได้มาตรฐาน

ดังนั้น หากผู้ที่ กำลังมีความเสี่ยง การ เข้ารับการตรวจ ถือเป็นเรื่องที่ดี เพราะจะทำให้คุณ ได้ทราบถึง สถานะร่างกายว่า มีการติดเชื้อหรือไม่ เพราะหากตรวจเจอ เชื้อตั้งแต่เนิ่น ๆ โอกาสในการรักษาให้หายก็ยิ่งสูง แต่หากปล่อยไว้ ไม่ทำการตรวจ หรือทำการรักษา เชื้ออาจลุกลามไปถึงระยะที่สามารถทำการรักษาได้ยาก นอกจากจะรักษาไม่หายแล้ว ยังเสี่ยงต่อการเสียชีวิตลงได้อีกด้วย

ตรวจเอดส์ กี่วันรู้ผล

ตรวจเอดส์ กี่วันรู้ผล

ตรวจเอดส์ กี่วันรู้ผล เอชไอวี (HIV) เป็นโรคติดต่อ ทางเพศสัมพันธ์ ชนิดหนึ่ง ที่อาจก่อให้เกิดโรคเอดส์ (AIDS) ได้ในภายหลัง โดยเชื้อเอชไอวี จะกระจาย เข้าไปสู่ร่างกาย ผ่านทางกระแสเลือด

ซึ่งเชื้อ จะเข้าไป ทำลายระบบภูมิคุ้มกัน ให้มีการทำงาน ที่บกพร่อง จนทำให้ร่างกาย อ่อนแอลง จนก่อให้เกิด โรคแทรกซ้อนต่าง ๆ ได้ง่าย และอาจเสียชีวิตลง ในที่สุด

วิธีเดียวที่จะทำให้รู้ว่า คุณติดเชื้อเอชไอวีหรือไม่ คือ การเข้ารับ การตรวจหาเชื้อเอชไอวี โดยเฉพาะ ผู้ป่วย ที่ติดเชื้อเอชไอวี อาจจะไม่ทราบว่า ตนเองนั้น มีเชื้อเอชไอวี อยู่ภายในร่างกาย เพราะเนื่องจาก การติดเชื้อในระยะเริ่มแรก อาจจะยัง ไม่แสดงอาการ ออกมาให้เห็น ถึงตอนนั้น เชื้อเอชไอวีก็อาจพัฒนาไปถึงขั้นโรคเอดส์แล้ว และเมื่อถึงขั้นโรคเอดส์

สภาพร่างกาย จะมีความอ่อนแอ จนทำให้ รักษาให้หายขาดได้ยาก ดังนั้น การเข้ารับ การตรวจ จึงเป็นทางออก ที่ดีที่สุด ตรวจเอดส์ กี่วันรู้ผล ในปัจจุบัน การตรวจเอชไอวี สามารถทำได้ 3 วิธีหลัก ๆ ด้วยกัน คือ

– การตรวจแบบ Anti-HIV การตรวจด้วยวิธีการนี้ จะสามารถ ให้ผลตรวจได้ภายใน 1-2 ชั่วโมง หลังการตรวจ โดยผล ที่ได้จากกาตรวจจะเป็น ผลย้อนหลังประมาณ 1 เดือน คือ หากคุณ ไปมีความเสี่ยง ต่อการติดเชื้อมา เช่น มีเพศสัมพันธ์ โดยไม่สวม ถุงยางอนามัย หรือถุงยางอนามัย เกิดการรั่ว ซึ่งวิธีการตรวจนี้ จะใช้ไม่ได้ผล เพราะถือว่าเชื้อเอชไอวี ยังอยู่ในช่วงระยะ ของการฟักตัวอยู่

– การตรวจแบบ NAT การตรวจด้วยวิธีการนี้ จะมีความแตกต่าง จากการตรวจแบบ Anti-HIV ก็คือ จะสามารถให้ผลลัพธ์จากร่างกายของเรา ย้อนไปเพียงแค่ 3-7 วันเท่านั้น

หลังจาก ที่ได้รับความเสี่ยงมา การตรวจด้วยวิธี การนี้ผู้ที่มี ความเสี่ยง ก็สามารถเข้ารับการตรวจ แบบฟรี ปีละ 2 ครั้ง ได้ตามคลินิกนิรนาม หรือโรงพยาบาลรัฐขนาดใหญ่

– การตรวจแบบ Rapid HIV Test หรือชุดตรวจแบบวันเดียวรู้ผล การตรวจด้วยวิธีการนี้ จะใช้เวลาในการ รอผลตรวจเพียง 20 นาทีเท่านั้น ซึ่งถือว่า มีความรวดเร็ว กว่าวิธี การตรวจแบบอื่น ๆ แต่การตรวจด้วยวิธีการนี้ ก็เป็นเพียงการตรวจเพื่อคัดกรอง เบื้องต้นเท่านั้น ซึ่งในปัจจุบัน การตรวจด้วยวิธีการนี้ ก็สามารถทำการตรวจ ได้ด้วยตนเองที่บ้าน โดยไม่ต้อง เดินทางไปตรวจ ตามโรงพยาบาล

นอกจากนี้ ในปัจจุบันนี้มี ชุดตรวจเอชไอวี จำนวนมาก ที่สามารถให้คนทั่วไป ที่มีความเสี่ยงหาซื้อ กันได้อย่างง่ายดาย โดยจะมีทั้งชุดตรวจที่ผ่านการรองรับกับทาง อย. และชุดตรวจที่ไม่ผ่านการรองรับ ซึ่งหากผู้ที่มีความเสี่ยงต้องการที่จะทำการตรวจหาเชื้อ การเลือกซื้อ ชุดตรวจที่มีคุณภาพสูง หรือผลที่ได้มีความแม่นยำ

ผู้ซื้อ จะต้องทำการตรวจสอบ สถานะของสินค้า มาตรฐานสินค้า ความปลอดภัย หรือแม้กระทั่งร้านค้า ที่จัดจำหน่าย ว่ามีความน่าเชื่อถือ มากน้อยแค่ไหน

อย่างไรก็ตาม ชุดตรวจเอชไอวีด้วยตนเอง ก็สามารถ ให้ความแม่นยำ ได้มากกว่า 99% มีความปลอดภัย และได้มาตรฐาน ซึ่งก็ไม่ต่างจาก การเดินทาง ไปตรวจตาม โรงพยาบาล หรือคลินิก ทั้งนี้ ชุดเอชไอวีด้วยตัวเอง เป็นเพียง การตรวจคัดกรองเบื้องต้น เท่านั้น หากผลตรวจที่ได้ เป็นบวก ก็อาจจะดำเนิน การตรวจซ้ำ อีกครั้ง เพื่อคัดกรองผลให้แน่ชัด เมื่อเป็นบวกให้ดำเนินการไปตรวจยืนยันที่โรงพยาบาลทันทีเพราะหากรู้ผลตั้งแต่เนิ่น ๆ ก็จะได้เข้ารับ การรักษา ได้อย่างเหมาะสม หากผลเป็นลบ ก็แนะนำว่า ให้ตรวจหลังสามเดือน อีกหนึ่งครั้ง หากผลออกมาเป็นลบ ก็สามารถ สบายใจได้ทันที

 

น้ำยา GEN4 มีที่ไหนบ้าง ตรวจสุขภาพ ตรวจหาโรคเอชไอวี (HIV)

น้ำยา GEN4 มีที่ไหนบ้าง

น้ำยา Gen4 มี ที่ไหน บ้าง โรคเอชไอวี (HIV) เป็นเชื้อไวรัส ชนิดหนึ่ง ที่ก่อ ให้เกิดโรคเอดส์ (AIDS) ซึ่งจะแพร่เชื้อ ผ่านทางการมีเพศสัมพันธ์ ทางช่องคลอด ทางทวารหนัก โดยไม่ได้มีการป้องกัน เชื้อไวรัสเอชไอวีชนิดนี้ จะสามารถแพร่เชื้อ ได้ แม้มีเพศสัมพันธ์ ทางปาก หากไม่ได้ มีการป้องกัน ก็สามารถ ติดได้เช่นเดียวกัน

นอกจากนี้แล้ว เชื้อเอชไอวี ยังสามารถแพร่เชื้อ หรือติดต่อ ได้ผ่านทางเลือด การใช้ยาเสพติด หรือ การใช้เข็มฉีดยา ร่วมกับผู้อื่น ดังนั้นการเข้ารับ การตรวจ จึงเป็นทางออกที่ จะช่วยให้คุณ คลายความกังวลใจ  และหาสาเหตุ การติดเชื้อ เพื่อเข้า รับการรักษา ได้อย่างถูกต้อง และเหมาะสม

การตรวจ หาเชื้อเอชไอวี ในสมัย ปัจจุบันนี้ เมื่อได้รับเชื้อ เข้าไปสู่ร่างกายแล้ว เชื้อเอชไอวี จะเข้าไปทำลาย เม็ดเลือดขาว และเข้าไปทำลาย ระบบภูมิคุ้มกัน ให้มีการทำงาน ที่บกพร่อง จนไม่สามารถต่อสู้ หรือกำจัดเชื้อ ที่เข้าไปสู่ ร่างกายได้

น้ำยา Gen4 มี ที่ไหน บ้าง โดยปกติแล้ว การตรวจหาเชื้อเอชไอวี ส่วนใหญ่จะเป็น การตรวจหาสาร antibody ซึ่งเรา มีความจำเป็น ที่จะต้องรอ ให้ร่างกาย มีการสร้างแอนติบอดี ต่อเชื้อ ขึ้นมาก่อน จึงจะสามารถตรวจพบเชื้อได้ ในปัจจุบันโรงพยาบาลส่วนใหญ่ หากมีการตรวจ หาเชื้อเอชไอวี มักจะนิยมใช้ น้ำยา Gen 3 และน้ำยา Gen 4 ตรวจโดยการใช้น้ำยา 3rd Generation เป็นการตรวจหาแอนติบอดี ต่อเชื้อ ตรวจพบเชื้อได้ภายใน 21 วัน และน้ำยา 4th Generation เป็นการตรวจหา แอนติบอดีต่อเชื้อ และ P24 Antigen คือ จะเป็นการตรวจหาทั้ง แอนติบอดี และ แอนติเจน ซึ่งจะสามารถ ตรวจพบเชื้อ ได้ประมาณ 14 วัน นอกจากนี้ แล้วการตรวจหาเชื้อเอชไอวี โดยหลัก ๆ จะแบ่งวิธี การตรวจออกเป็น 3 วิธี คือ

– การตรวจแบบ Anti-HIV antibody วิธีการตรวจนี้ เป็นการตรวจหาภูมิต้านทาน แอนติบอดีต่อเชื้อเอชไอวี ซึ่งจะทำการตรวจผ่านทางเลือด โดยจะมีการวินิจฉัย การทำงาน ของระบบภูมิต้านทาน ในเม็ดเลือดขาว ที่มีการต้านทานต่อเชื้อเอชไอวี วิธีการตรวจนี้ จะสามารถตรวจพบเชื้อ ได้ภายในระยะเวลา 3 สัปดาห์ – 3 เดือน หลังจากติดเชื้อมาแล้ว

– การตรวจแบบ NAT (Nucleic Acid Testing) วิธีการตรวจนี้จะเป็นการตรวจ หาสารพันธุกรรมของเชื้อเอชไอวีด้วยการตรวจปริมาณของเชื้อภายในร่างกาย วิธีการตรวจนี้ทางแพทย์มักจะใช้ในกรณีที่ผู้ป่วยนั้นมีความเสี่ยงที่สูงมาก เพราะถือว่าเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพ และรวดเร็ว ซึ่งสามารถตรวจพบเชื้อได้ภายในระยะเวลาเพียง 1-4 สัปดาห์เท่านั้น

– การตรวจแบบ PCR (Polymerase Chain Reaction) เป็นการตรวจหาสารพันธุกรรมในระดับอณูชีวโมเลกุล วิธีการนี้สามารถใช้ตรวจได้กับทารกที่อาจได้รับเชื้อมาจากมารดาหลังจากคลอดมาแล้วประมาณ 1 เดือน และสามารถใช้ตรวจได้กับผู้ใหญ่หลังจากได้รับเชื้อมาแล้ว หรือมีความเสี่ยงมาแล้วประมาณ 14 วันขึ้นไป
นอกจากนี้ หากใครที่กำลังมีความเสี่ยง และต้องการตรวจหาเชื้อด้วยน้ำยา GEN4 สามารถเข้ารับการตรวจหาเชื้อได้ตามโรงพยาบาลเอกชน โรงพยาบาลรัฐ หรือคลินิกนิรนามต่าง ๆ ที่มีการตรวจหาเชื้อด้วยน้ำยา GEN4 แนะนำว่าให้ติดต่อสอบถามก่อนเข้ารับการตรวจ

อย่างไรก็ตาม หากใคร ที่มีความเสี่ยง ต่อการได้รับเชื้อ และไม่กล้าเดินทางไปตรวจ ตามโรงพยาบาล หรือคลินิก ปัจจุบันนี้ก็ได้มีชุดตรวจเอชไอวีด้วยตนเอง ที่ใช้น้ำยา GEN4 ในการตรวจหาเชื้อ โดยจะมีความไวในการตรวจ ให้ผลตรวจได้อย่างแม่นยำมากกว่า 99% ดังนั้นหากรู้ว่าตนเองมีความเสี่ยงก็รีบทำการตรวจตั้งแต่เนิ่น ๆ เพราะหากรู้ผลไวก็จะได้เข้ารับการรักษาได้อย่างถูกต้อง