ก็ดีเหมือนกันที่ฉัน…เป็นเอดส์

คนส่วนใหญ่มักจะมองแต่ว่า ‘การเป็นเอดส์’ มีแต่ข้อเสีย มีแต่ด้านลบ และถือเป็นความผิดพลาดในชีวิตที่ไม่ควรได้รับการให้อภัย แต่คุณอาจลืมมองไปว่า ภายใต้ ‘ความผิดหวัง’ ยังคงมี ‘ความดีงาม’ บางอย่างซ่อนอยู่ เพียงแค่คุณพร้อมที่จะเปิดใจคุณก็จะพบว่า ยังมีใครอีกหลายๆคนพร้อมจะจับมือคุณเดินต่อไปในเส้นทางชีวิตที่แสนห่อเหี่ยว และทำให้มันกลับมาดูมีชีวิตชีวาอีกครั้ง

อย่ามัวแต่คิดถึงข้อเสียของการเป็นเอดส์เพียงอย่างเดียว เพราะยิ่งคิดก็จะยิ่งทำให้อาการที่คุณเป็นอยู่แย่ลง และไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้นมาได้เลย ลองมานึกถึงข้อดีข้อมันบ้างดีกว่า ว่า ‘การเป็นเอดส์’ ตอบแทนอะไรให้แก่คุณได้บ้าง

 

 

1.      ก็ดีเหมือนกัน…ฉันจะได้เข้าใจคนรอบข้างมากขึ้น

บางทีคุณอาจจะไม่เคยรู้ด้วยซ้ำว่าคนที่อยู่ข้างๆคุณ รักคุณมากแค่ไหน เพราะบางคนไม่กล้าพอที่จะแสดงความรักที่เขามีออกมาให้คุณได้รับรู้ตลอดเวลา แต่เมื่อใดที่คุณอ่อนแอหรือล้มลง บุคคลที่อยู่ข้างๆเหล่านี้ ก็พร้อมที่จะยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือคุณเสมอ คอยพยุงคุณไว้ในวันที่อ่อนล้า และพาคุณก้าวเดินต่อไปในวันข้างหน้า ขอเพียงแค่คุณเริ่มต้นพูดและฟังคนรอบข้างให้มากขึ้น พยายามอธิบายให้เขาเข้าใจ แล้วพวกเขาก็จะเปิดใจและให้อภัยกับความผิดพลาดที่คุณเคยทำมาอย่างแน่นอน เพราะคงไม่มีใครจะรักและเข้าใจเราได้เท่ากับคนในครอบครัวของเราอีกแล้ว

2.      ก็ดีเหมือนกัน…ฉันจะได้ลดน้ำหนักได้สักที

แน่นอนว่าผู้ป่วยที่ติดเชื้อเอชไปวีย่อมเป็นบุคคลที่มีร่างกายไม่แข็งแรง เนื่องจากเชื้อไวรัสตัวนี้จะเข้าไปทำลายระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ทำให้เจ็บป่วยหรือติดเชื้อบางเชื้อได้ง่าย ด้วยเหตุนี้เอง ผู้ติดเชื้อไอชไอวีจึงควรพยายามออกกำลังกาย เพื่อบริหารความสมบูรณ์ของร่างกายให้ได้อย่างสม่ำเสมอ เพราะการที่คุณออกกำลังกายอย่างถูกวิธี จะมีผลให้ร่างกายมีภูมิต้านทานโรคได้ดีมากขึ้น และผลพลอยได้จากการออกกำลังกายนี้ ก็ย่อมมีส่วนให้คนที่เคยมีน้ำหนักตัวมากๆสามารถมีน้ำหนักที่ลดน้อยลง หรือมีรูปร่างที่สมส่วนมากขึ้นได้ ทั้งนี้ทั้งนั้น ผู้ติดเชื้อเอชไอวี ก็ยังจำเป็นต้องรับประทานอาหารที่ดีมีประโยชน์ ครบ 5 หมู่ เพื่อให้สารอาหารเข้าไปช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งของร่างกายให้มากขึ้น พร้อมๆไปกับการรับประทานยาต้านเชื้อไวรัสอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งหากคุณสามารถปฏิบัติตามวิธีการเหล่านี้ได้ คุณก็จะสามารถมีชีวิตที่แข็งแรงได้ไม่แพ้กับคนปกติทั่วไปเลย
          3. ก็ดีเหมือนกัน…ฉันจะได้พักผ่อนให้มากขึ้น

ต้องยอมรับว่า คนบางคนใช้ชีวิตแต่ละวันที่หนักมาก “ตื่นแต่เช้าฝ่ารถติดไปทำงาน” “ตกเย็นสังสรรค์จนมืดค่ำ” “กว่าจะได้นอนก็เกือบสว่าง” ซึ่งการใช้ชีวิตซ้ำๆเช่นนี้ทุกวัน ย่อมมีผลให้ร่างกายเสื่อมถอยลงไปอย่างรวดเร็ว แต่เมื่อใดที่คุณป่วย คุณก็จะจำเป็นต้องหันมาดูแลตัวเองให้มากขึ้น พฤติกรรมเหล่านี้ก็จะหายไปโดยปลิดทิ้ง เพราะร่างกายสำคัญไปกว่าการทำงานหรือการสังสรรค์ คุณจึงจำเป็นจะต้องรักษาตัวให้ดีมากที่สุด จากที่เคยเป็นคนพักผ่อนน้อย หรือเคร่งเครียดจากการทำงานมาก ไลฟ์สไตล์ที่เคยเป็นก็จะต้องเปลี่ยนแปลงไป เพื่อปรับให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงของร่างกาย ซึ่งนี่กับเป็นผลดีที่ทำให้คุณหันมาดูแลใส่ใจตัวเองมากยิ่งขึ้น เพราะการใช้ชีวิตอย่างหนักหน่วงแบบที่คุณเคยทำ อาจทำให้ชีวิตสั้นกว่าชีวิตที่คุณดูแลตัวเองเป็นอย่างดีหลังจากได้รับเชื้อเอชไปวีไปแล้วก็ได้

          4. ก็ดีเหมือนกัน…ฉันจะได้เข้าใจในชีวิตมากขึ้น

ถ้าไม่มีทุกข์ ก็คงไม่มาตามหาสาเหตุแห่งทุกข์ แต่เมื่อใดที่เราพบถึงสาเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์แล้ว ก็ควรจะต้องแก้ไขมันให้ได้ ตามหลักความเป็นจริงใน “อริยสัจ 4”  ทุกครั้งที่เราเกิดความทุกข์ ธรรมมะจะช่วยขัดเกลาให้เรามองเห็นความเป็นจริงได้ดีมากยิ่งขึ้น  เพราะอะไรจะเกิดก็ต้องเกิด ชีวิตของเราเกิดขึ้น ตั้งอยู่และดับไป เป็นธรรมดาและเป็นความจริงที่สุด แม้ว่าวันใดที่ร่างกายของเราอ่อนแอเนื่องจากโดนพิษร้ายที่เกิดจากการติดเชื้อเล่นงาน แต่อย่าทำให้จิตใจต้องติดอยู่ในความร้ายกาจนั้นไปด้วย การทำจิตให้แน่วแน่ มีสติและสมาธิ จะช่วยให้คุณสบายใจได้มากขึ้น และเข้าใจในความเป็นไปของโลกได้มากขึ้นด้วย ซึ่งสิ่งนี้นับเป็นการพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส เพราะจากคนที่ไม่เคยเข้าใจในความเป็นไปของชีวิตเลย กลับสามารถพบทางออก หรือเข้าใจในชีวิตมากยิ่งขึ้นได้ ด้วยตัวแปรที่สำคัญที่สุด นั่นก็คือ “การติดเชื้อเอชไอวี” นั่นเอง

พอจะทราบถึง “ข้อดี” ของการเป็นเอดส์กันไปแล้ว ก็หวังว่าผู้ติดเชื้อทุกท่านจะมีกำลังใจในการมีชีวิตต่อได้มากยิ่งขึ้นนะคะ คนเราเกิดมาแล้วไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าการสร้างสิ่งที่งดงามเอาไว้ให้ผู้อื่นได้จดจำ เพราะแม้แต่ต้นไม้มันยังเกิดมาเพื่อให้ออกซิเจนกับสิ่งมีชีวิตเลย หากคุณไม่สามารถทำความดีตอบแทนให้โลกหรือทำผู้คนจดจำในความดีได้เลย ก็คงไม่ต่างอะไรกับวัชพืชที่เกิดมาแล้วก็ต้องตายไปเพียงเท่านั้น

HIV vs เอดส์ แตกต่างกัน ชัดๆ มีเพศสัมพันธ์ สร้างครอบครัวได้ปกติ

วันนี้เราขอนำเสนอประเด็นน่าสนใจที่หลายคนยังเข้าใจผิด เกี่ยวกับ “HIV” และ “เอดส์” แตกต่างกันอย่างไร ซึ่งคนส่วนใหญยังมีความเข้าใจกันว่า HIV กับเอดส์ไม่แตกต่างกันแตกต่างกัน

ทั้งนี้ ก็ได้แต่หวังว่า เรื่องราวที่เราได้นำเสนอในครั้งนี้ จะเป็นประโยชน์และสร้างความเข้าใจใหม่ๆ ว่าบุคคลเหล่านี้ก็สามารถใช้ชีวิตตามปกติได้ สามารถสร้างครอบครัวที่มีความสุขได้อย่างปกติ

มารู้จักสถานบำบัดโรคเอดส์กันเถอะ

เป็นที่รู้กันดีอยู่ว่า “โรคเอดส์” คือ โรคร้ายที่ไม่มีใครอยากพบเจอ หรือถ้าจะให้ดีขอไม่อยู่ใกล้กับคนเป็นเอดส์น่าจะดีกว่า แต่คุณรู้หรือไม่ว่า คนที่เป็นเอดส์ส่วนใหญ่ไม่ได้รับการ ตรวจ HIV อย่างถูกต้อง และคือ บุคคลผู้น่าสงสาร บางทีเขาและเธออาจจะไม่ใช่ต้นเหตุแห่งการเกิดโรคร้ายนี้ด้วยซ้ำ แต่จำเป็นต้องมารับกรรมเพราะได้รับการถ่ายทอดเชื้อไวรัสเอชไอวีจากบุคคลอื่นๆที่ประพฤติตัวไม่เหมาะสม แต่เมื่อเรื่องร้ายเกิดขึ้นแล้ว ก็คงปฏิเสธหรือถอยหลังย้อนกลับไปเริ่มต้นใหม่ไม่ได้ มีเพียงทางเดียวที่ผู้ติดเชื้อเอชไอวีทุกคนพึงกระทำ ก็คือ การพยายามอยู่กับมันให้มีความสุขมากที่สุดเท่าที่จะสามารถมีได้นั่นเอง

โลกของเราไม่ได้ใจแคบกับผู้ป่วยที่ติดเชื้อเอชไอวีมากจนเกินไปหรอกค่ะ เพราะยังมีหน่วยงานต่างๆมากมาย ที่พร้อมจะให้การบำบัดรักษาผู้ป่วยโรคนี้ ให้สามารถมีชีวิตอยู่ได้อย่างยาวนานมากที่สุด หรือช่วยเติมเต็มชีวิตของพวกเขาให้มีความสุขมากเท่าที่จะสามารถทำได้

ในประเทศไทยของเรา มีองค์กรที่กล่าวถึงนี้อยู่หลายที่ด้วยกัน วันนี้เราจะมายกตัวอย่างสถานบำบัดโรคเอดส์ที่สำคัญในประเทศไทย ว่าใครบ้างที่พร้อมจะให้ความพึงพิงแก่ผู้ป่วยโรคร้ายเหล่านี้

1.      วัดพระบาทน้ำพุ หรือวัดพระพุทธบาทประทานพร

เมื่อกล่าวถึงชื่อ  “วัดพระบาทน้ำพุ” เชื่อว่าคงไม่มีใครไม่รู้จัก เพราะสถานที่แห่งนี้ไม่ได้เป็นเพียงศาสนสถานที่ให้ความสงบทางจิตใจเพียงเท่านั้น แต่วัดพระบาทน้ำพุ ยังเป็นที่ตั้งของ “มูลนิธิธรรมรักษ์” ซึ่งเป็นสถานที่พักฟื้นผู้ติดเชื้อเอชไอวีระยะสุดท้ายอีกด้วย โดยวัดพระบาทน้ำพุ เริ่มต้นรับผู้ป่วยโรคเอดส์ครั้งแรกตั้งแต่ พ.ศ. 2535 โดยได้รับการสนับสนุนและได้รับงบประมาณจากกระทรวงสาธารณสุขและกรมศาสนา สถานที่แห่งนี้สร้างขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการรองรับผู้ป่วยที่ติดเชื้อเอดส์จากทั่วประเทศ พร้อมมีกิจกรรมพิเศษที่ช่วยบำบัดจิตใจของผู้ติดเชื้อทุกคน เช่น การสวดมนต์ การเดินจงกรม การเล่นโยคะ รวมถึงการออกกำลังกายในรูปแบบต่างๆ อีกทังยังรับอุปการะเด็กกำพร้าที่ได้รับผลกระทบโรคเอดส์จากบิดามารดาซึ่งเป็นผู้ป่วยที่ติดเชื้อด้วย

 2.       มูลนิธิดวงประทีป

            เป็นอีกหนึ่งองค์กรที่ทำงานเพื่อเด็กและเยาวชนที่ยากจน รวมถึงผู้ป่วยโรคเอดส์ที่ต้องการความช่วยเหลือมาโดยตลอด ทั้งนี้ เนื่องจากวัตถุประสงค์ขององค์กรต้องการที่จะพัฒนาและส่งเสริมประชาชนให้มีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาชุมชน รวมถึงเพื่อเผยแพร่ความรู้และประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องกับโรคเอดส์ และยาเสพติด ทำให้ที่นี่มีบริการที่เกี่ยวข้องกับการดูแลผู้ป่วยโรคเอดส์อยู่หลากหลายด้าน ยกตัวอย่างเช่น การให้คำปรึกษาเรื่องวิธีในการปฏิบัติตนหรือการดูแลผู้ป่วยโรคเอดส์ รวมไปถึงการออกเยี่ยมผู้ป่วยตามบ้านเรือนในบริเวณใกล้เคียงด้วย

3.      ศูนย์โฮปไลน์

เป็นศูนย์บริการที่ทำงานเพื่อผู้ป่วยโรคเอดส์อีกแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร ซึ่งเปิดให้บริการทุกวันยกเว้นวันอาทิตย์ ที่ศูนย์บริการแห่งนี้มีอาจารย์อนุกูลเป็นที่ปรึกษา และมีนายแพทย์ประยุกต์ เสรีเสถียร เป็นผู้อบรมกลุ่มนักศึกษาอาสาสมัครที่เรียนมาทางด้านจิตวิทยาโดยตรง เพื่อให้พวกเขาเข้ามาทำหน้าที่ให้คำปรึกษาแก่ผู้ติดเชื้อทุกท่าน ที่เข้ามาขอคำปรึกษาในเรื่องราวต่างๆที่เกี่ยวข้องกับโรคเอดส์ ซึ่งกำลังใจจากองค์กรแห่งนี้ ก็ถือเป็นหนึ่งในแรงผลักดันที่ช่วยให้ผู้ติดเชื้อสามารถใช้ชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ได้อย่างมีความสุขมากยิ่งขึ้น

4.         บ้านธานน้ำใจ

บ้านธานน้ำใจดำเนินงานโดยสมาคมพัฒนาประชากรและชุมชน (PDA) สถานที่แห่งนี้เป็นสถานที่รับเลี้ยงทารกที่เกิดมาจากมารดาที่ติดเชื้อเอชไอวี และถูกทอดทิ้งเอาไว้ตามโรงพยาบาลต่างๆ โดยหน้าที่หลักของบ้านธานน้ำใจ ก็คือ การให้ความรักความอบอุ่นแก่เด็กแรกเกิดผู้โชคร้ายเหล่านี้ รวมถึงการจัดหาครอบครัวให้แก่เด็กน้อยที่ไม่ได้รับการติดเชื้อจากแม่ เพื่อให้เด็กน้อยเหล่านั้นสามารถดำเนินชีวิตต่อไปได้อย่างเป็นปกติสุขหลังจากที่พวกเขาเริ่มเติบโตขึ้นแล้ว และเพื่อเป็นการแบ่งเบาภาระการเลื้ยงดูทารกของโรงพยาบาลต่างๆ ที่แม่ผู้ติดเชื้อทิ้งลูกน้อยของเธอเอาไว้ด้วย

ส่วนในกรณีที่ผู้ติดเชื้อมีปัญหาด้านทางกฏหมายหรือการละเมิดสิทธิ์ทางเพศ ก็มีหน่วยงานอีกหลากหลายแห่ง ที่พร้อมจะให้ความช่วยเหลือทั้งทางด้านการแจ้งความตามกฎหมาย หรือการติดต่อประสานงานต่างๆกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยรายชื่อของหน่วยงานเหล่านี้ ได้แก่ ศูนย์คุ้มครองสิทธิ์ด้านเอดส์, องค์กรเพื่อนหญิง, มูลนิธิผู้หญิง หรือ ศูนย์พิทักษ์สิทธิเด็ก  หน่วยงานเหล่านี้จะคอยยื่นมือมาโอบอุ้มคุณในเวลาที่คุณกำลังอ่อนแอหรือล้มลงโดยไม่มีใครเหลียวแล ทั้งนี้ ก็เพื่อช่วยเหลือให้คุณสามารถกลับมามีจิตใจที่แข็งแรงได้อีกครั้ง และช่วยให้คุณสามารถมีชีวิตอย่างมีความสุขได้อย่างยาวนานที่สุดเท่าที่จะทำได้

เห็นหรือยังค่ะว่า คุณไม่ได้ยืนอยู่ตัวคนเดียวบนโลกใบนี้ ในวันที่มืดมนหมดหนทาง ยังคงมีแสงสว่างรอคอยคุณอยู่ที่ทางออกเสมอ ขอเพียงแค่อย่าเพิ่งหมดกำลังใจ หรือยกธงขาวยอมแพ้ต่อโชคชะตาไปเสียก่อน หากคุณเริ่มท้อใจก็ขอแค่เพียงนั่งพักให้พอมีแรงที่จะเดินต่อไป และเมื่อไรที่คุณสามารถเรียกพลังกลับคืนมาได้แล้ว ก็ขอให้คุณจงใช้พลังที่มีนั้นอย่างถูกทาง เพื่อให้บั่นปลายของทางเดินชีวิตที่เหลืออยู่ เต็มไปด้วยความสุขในทุกวัน และคุณจะไม่รู้สึกเสียใจเลยที่ตัดสินใจต่อสู้กับโรคร้ายชนิดนี้อีกครั้ง

ตามติดชีวิต ‘คนเป็นเอดส์’

เมื่อพูดถึง ‘คนเป็นเอดส์’ หลายๆคนอาจจะนึกถึง ผู้ป่วยที่นอนพะงาบรอความตายอยู่บนเตียง หรือคนป่วยที่มีน้ำหนองไหลเยิ้มไปทั่วร่างกาย แต่นั่นไม่ใช่ลักษณะอาการของผู้ป่วยโรคเอดส์ทุกระยะ  ผู้ป่วยโรคเอดส์บางคนสามารถออกมาเดินชอปปิ้ง ทำงาน หรือทำกิจกรรมต่างๆได้ไม่แตกต่างอะไรกับคนปกติเลย เพราะตราบใดที่เชื้อโรคเอดส์ยังถูกควบคุมไว้ด้วยยา และพวกเขาเหล่านั้นไม่ได้ไปแพร่เชื้อโรคร้ายให้แก่ใคร คนเหล่านี้ก็ไม่ได้แตกต่างอะไรเลยกับคนปกติอย่างเราๆ

คนที่ได้รับเชื้อเอชไอวีเข้าไปในร่างกาย อาจจะไม่จำเป็นต้องติดเชื้อเอดส์เสมอไป ปัจจัยที่ส่งผลให้เกิดการติดเชื้อนั้น ขึ้นอยู่กับหลากหลายตัวแปร เช่น จำนวนครั้งที่สัมผัสกับไวรัส ความร้ายกาจของไวรัสเอดส์ที่เข้าสู่ร่างกาย หรือภูมิต้านทานของร่างกายที่แต่ละคนมี เป็นต้น ซึ่งปัจจัยต่างๆก็ส่งผลอย่างยิ่งต่อการแสดงอาการของโรคเอดส์ อาการที่เกิดขึ้นสามารถเกิดได้หลายรูปแบบตามระยะการดำเนินของโรค ดังต่อไปนี้

ระยะที่ 1 – ระยะที่ไม่มีอาการ

หลังจากที่ผู้ป่วยได้รับเชื้อเอดส์เข้าไป  2 ถึง 3 สัปดาห์แรก ผู้ติดเชื้ออาจมีอาการคล้ายๆกับการเป็นไข้หวัด นั่นคือ มีไข้ เจ็บคอ ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามตัว หรือเป็นผื่นตามตัว ซึ่งอาการเหล่านี้จะปรากฏเพียงแค่ 10-14 วัน และจะหายไปเองเหมือนเวลาที่เราเป็นหวัดทั่วๆไป ทำให้ผู้ป่วยส่วนใหญ่ไม่ทันสังเกต และคิดว่าเป็นอาการที่เป็นอยู่นี้เป็นอาการของไข้หวัดธรรมดา

ประมาณ 6 ถึง 8 สัปดาห์ภายหลังการติดเชื้อ ผู้ติดเชื้อจะยังไม่แสดงอาการใดๆ เพียงแต่ถ้าผู้ป่วยได้รับการตรวจเลือด จะเริ่มพบว่ามี ‘ภาวะเลือดบวก’ หรือหมายความว่า มีภูมิคุ้นเคยต่อไวรัสเอดส์อยู่ในเลือด ซึ่งโดยส่วนใหญ่จะตรวจพบว่ามีเลือดบวกภายหลังจากการรับเชื้อไปแล้ว 3 เดือน ซึ่งภาวะเช่นนี้ ร่างกายจะตอบสนองโดยการสร้างโปรตีน “แอนติบอดี (antibody)” ขึ้นมาทำปฏิกิริยากับไวรัสเอดส์ เพื่อเป็นเครื่องแสดงว่า ได้มีเชื้อเอดส์เข้ามาสู่ร่างกายแล้ว แต่ยังไม่สามารถจะเอาชนะไวรัสเอดส์ได้

จากการศึกษาพบว่า การใช้ชุดตรวจเอชไอวีที่ไม่มีคุณภาพ ผู้ป่วยบางคนอาจจะต้องรอนานถึง 6 เดือน กว่าที่เลือดจะแสดงผลเป็นบวก ดังนั้น หากใครที่คิดว่าตนเองมีพฤติกรรมเสี่ยงต่อการติดเชื้อเอชไอวี ก็จำเป็นต้องสวมถุงยางอนามัยทุกครั้งก่อนมีเพศสัมพันธ์  เพื่อป้องกันการเพิ่มโอกาสการแพร่กระจายเชื้อ และต้องหมั่นไปตรวจเลือดบ่อยๆ เพื่อให้แน่ใจจริงๆว่าคุณยังคงปลอดภัยจากไวรัสชนิดนี้อยู่

ในช่วงเวลานี้ ผู้ติดเชื้อบางรายอาจมีอาการต่อมน้ำเหลืองโตได้ โดยจะปรากฎอยู่เป็นระยะเวลานานมากกว่า 1 เดือนขึ้นไป ต่อมน้ำเหลืองนี้จะมีลักษณะเป็นเม็ดแข็งกลม ลักษณะคล้ายลูกประคำ ขนาด 1 ถึง 2 เซนติเมตร โดยจะพบอยู่ใต้ผิวหนังบริเวณข้างลำคอทั้ง 2 ข้าง  หรืออาจพบได้ที่รักแร้และขาหนีบทั้ง 2 ข้าง ต่อมน้ำเหลืองเหล่านี้จะเป็นที่บ่มเพาะของเชื้อไวรัสเอดส์ ซึ่งจะแบ่งตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว ก่อนที่จะออกมาแพร่ความร้ายกาจไปทั่วร่างกาย

 ภาพจาก : http://hepatitisoutreachsociety.com/tag/travel/

ระยะที่ 2 – ระยะที่เริ่มมีอาการหรือระยะที่มีอาการสัมพันธ์กับเอดส์

เป็นระยะที่คนไข้เริ่มแสดงอาการ แต่ยังไม่เต็มขั้น อาการในช่วงนี้อาจเป็นในลักษณะของการเป็นไข้เรื้อรัง น้ำหนักลด หรือท้องเสียงเรื้อรัง โดยไม่ทราบสาเหตุ ในขณะที่ผู้ติดเชื้อบางรายอาจมีเชื้อราในช่องปาก เป็นเริมในช่องปาก มีผื่นขึ้นตามลำตัว แขน และขา  ซึ่งโดยรวมแล้วจะเห็นได้ว่าอาการที่เป็นในช่วงนี้ยังไม่จำเพาะสำหรับโรคเอดส์เสมอไป คนที่เป็นโรคอื่นๆก็อาจจะมีอาการเจ็บป่วยเช่นนี้ได้เสมอ  ดังนั้น หากคุณเป็นคนหนึ่งที่กำลังเกิดอาการดังที่กล่าวมานี้ จึงควรรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจเลือดพิสูจน์ว่า คุณนั้นเข้าข่ายผู้ป่วยโรคเอดส์ หรือเป็นเพียงอาการป่วยธรรมดาๆเท่านั้น

ระยะที่ 3 – โรคเอดส์เต็มขั้น หรือที่ภาษาทางการเรียกว่าโรคเอดส์

โรคเอดส์เต็มขั้น เป็นระยะที่ภูมิต้านทานของร่ายกายถูกทำลายลงไปอย่างมากแล้ว ผู้ป่วยจะมีอาการของการติดเชื้อจำพวกเชื้อฉกฉวยได้บ่อยๆ และเกิดเป็นมะเร็งบางชนิดได้ โดยเชื้อฉกฉวยในที่นี้ หมายถึง การติดเชื้อที่ไม่ก่อให้เกิดความรุนแรงในคนปกติ แต่หากบุคคลนั้นมีภูมิต้านทานต่ำลง จะทวีความรุนแรงของอาการที่มากขึ้น เช่น การได้รับยาบางชนิดอาจทำให้เกิดเป็นวัณโรคที่ปอด ต่อมน้ำเหลือง ตับ หรือสมองได้

ตัวอย่างของเชื้อฉกฉวยที่จะกล่าวถึง ได้แก่ เชื้อพยาธิที่ชื่อว่า “นิวโมซิส-ตีส-คารินิไอ” ซึ่งทำให้เกิดโรคปอดบวมขึ้นได้ หรือจะเป็นเชื้อราที่ชื่อว่า “คริปโตคอคคัส” ซึ่งทำให้เกิดโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ ส่วนเชื้อ “ซัยโตเมกกะโลไวรัส (CMV)” ก็ส่งผลให้ตาบอดหรือทำให้ปวดท้อง ท้องเสีย และถ่ายเป็นเลือดได้

นอกจากนี้ยังมีเชื้อราอีกตัวหนึ่งที่ชื่อว่า “แคโปซี่ซาร์โคมา” ซึ่งพบได้ตามเส้นเลือดที่ผิวหนัง โดยจะมีลักษณะเป็นตุ่มนูนสีม่วงแดง คล้ายๆกับจุดห้อเลือดหรือไฝ  จุดดังกล่าวจะขยายขนาดขึ้นเรื่อยๆ  และบางครั้งอาจแตกเป็นแผลและมีเลือดออกได้ เชื้อไวรัสชนิดนี้อาจทำให้ผู้ป่วยเกิดโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง หรือมะเร็งปากมดลูกได้ ดังนั้น ผู้หญิงที่ติดเชื้อเอดส์ทุกคน จึงควรตรวจมะเร็งปากมดลูกอยู่เสมอทุกๆ 6 เดือน

ส่วนใหญ่ของคนที่ป่วยเป็นโรคเอดส์เต็มขั้น จะเสียชีวิตภายใน 2 ถึง 4 ปี จากโรคติดเชื้อที่ยังไม่มียาที่สามารถรักษาได้ผล หรือจากการเป็นมะเร็งที่อันตรายมากๆ อย่างไรก็ตาม ทางการแพทย์มีการคิดค้นผลิตยาต้านเชื้อไวรัสเอดส์ขึ้นมาได้หลากหลายชนิด ซึ่งยาที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน สามารถยืดชีวิตของคนไข้ออกไปได้นาน 10 ถึง 20 ปี หรือจนกว่าผู้ป่วยคนนั้นจะสิ้นชีวิตจากความชรา