ชุดตรวจโรคติดต่อทาง เพศ การตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (STD test)

 

ชุดตรวจโรคติดต่อทาง เพศ

ชุดตรวจโรคติดต่อทาง เพศ โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เป็นโรคที่ติดต่อ จากบุคคลหนึ่งไปยังบุคคลหนึ่ง ผ่านทางการมีเพศสัมพันธ์ โดยไม่มีการป้องกัน ซึ่งจากเดิม จะเรียกว่า กามโรค แทนการเรียก โรคเหล่านี้ คือ หนองใน แผลริมอ่อน ซิฟิลิส เป็นต้น ปัจจุบันก็ยังพบว่า มีโรคติดต่ออีกหลายชนิด ที่สามารถติดต่อได้ผ่านทางวิธีอื่น ๆ อีกทั้งยังสามารถ ติดต่อได้ผ่านทางการมีเพศสัมพันธ์ กับผู้ป่วยอีกด้วย ดังนั้นเราจึงเรียก โรคเหล่านี้ว่า โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ได้แก่ โรคตับอักเสบจากเชื้อไวรัสชนิดบี โรคภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง จากเชื้อเอดส์ เป็นต้น

ปัจจุบันการรักษา โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ มีหลากหลายวิธี โดยมีหลักการที่สามารถกำจัดเชื้อทั้งหมดในร่างกาย ลดการทุกข์ทรมาน จากการเจ็บป่วย และป้องกัน การเกิดภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ ตลอดจน การป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำ และแพร่เชื้อไปสู่ผู้อื่นอีกด้วย ทั้งนี้ยา ที่ใช้สำหรับรักษา อาจมีหลายชนิดแตกต่างกันออกไป เช่น ยาฉีด ยารับประทาน หรือยาเหน็บช่องคลอด เป็นต้น

แต่ระยะเวลาในการรักษา ก็ย่อมแตกต่างกันออกไป แล้วแต่ชนิด และระยะของโรค ซึ่งการรักษาโรคติดต่อทางเพศ ด้วยยา ไม่ว่าจะขนาดเท่าใด หรือนานแค่ไหน ก็ควรอยู่ในการดูแลของแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญ หากมีซื้อยามารับประทานเอง อาจจะทำให้ ไม่หายขาดจากโรคนี้ได้ หรืออาจเกิดภาวะแทรกซ้อน จากโรคที่เป็นอยู่

อย่างไรก็ตาม ยังคงมีโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ บางชนิดที่ไม่สามารถรักษา ให้หายขนาดได้ คือ โรคภาวะภูมิคุ้มกัน ในร่างกายบกพร่อง จากการติดเชื้อเอดส์ โดยการรักษา จะมุ่งเน้นไปที่ การประคับประคองผู้ป่วย เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนการติดเชื้อซ้ำเติม การมีพฤติกรรมทางเพศที่ไม่เหมาะสม และปลอดภัย เช่น การมีเพศสัมพันธ์แบบไม่ใช้ถุงยางอนามัย การเปลี่ยนคู่นอนหลายคน ซึ่งอาจมีความเสี่ยง ในการเกิดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้ ฉะนั้น หากใครที่มีพฤติกรรมดังกล่าว ก็ควรทำการเข้ารับการตรวจ โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ หรือทำการตรวจ STD (Sexually-Transmitted Diseases) เพื่อความปลอดภัย ของตนเอง และหากรู้ว่าติดเชื้อก็จะได้เข้ารับการรักษา ได้อย่างเหมาะสม และถูกต้อง เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อไปสู่ผู้อื่น

ชุดตรวจโรคติดต่อทาง เพศ  โรคติดต่อ ทางเพศสัมพันธ์ ยกเป็นอีกหนึ่ง สาเหตุที่สามารถ ก่อให้เกิดการติดเชื้อ เอชไอวี หรือเอดส์ ซึ่งอาจมีแนวทางหนึ่ง ที่จะช่วยในการชะลอ การระบาดของ เชื้อไวรัสเอชไอวี คือการตรวจคัดกรองเบื้องต้น เพื่อวินิจฉัยเชื้อเอชไอวี รวมถึง โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ อีกด้วย

เพราะเนื่องจาก โรคเหล่านี้ จะไม่มีการแสดงอาการ ที่เจาะจง และการติดเชื้อโรคทางเพศสัมพันธ์ เช่น ซิฟิลิส (Syphilis) หนองในเทียม (Chlamydia) หนองในแท้ (Gonorrhea) เริมที่อวัยวะเพศ (Herpes Simplex Virus Type II) เป็นต้น

ซึ่งจะเพิ่มความเสี่ยง ในการแพร่เชื้อเอชไอวี ไปสู่ผู้อื่นสูงมาก ชุดตรวจเอชไอวีในปัจจุบันนี้ จึงได้มีการพัฒนา ให้ใช้งานได้ง่าย ซึ่งอาจมีความคล้ายคลึงกัน กับเครื่องตรวจนำตาลในเลือด หรือชุดตรวจเบาหวาน ที่สามารถใช้ตรวจได้ด้วยตนเอง โดยไม่มีขั้นตอนที่ยุ่งยาก และอุปกรณ์นั้น ยังมีขนาดเล็กอีกด้วย

ชุดตรวจ ที่นำมาใช้ ในการตรวจหาการติดเชื้อ ได้ผ่านการทดสอบ การใช้งานจริง โดยโรงพยาบาล และคลินิกต่าง ๆ จึงทำให้ผลการทดสอบ ที่มีความแม่นยำ กับความเป็นจริงที่สุด อย่างไรก็ตามทางคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้ปลดล็อค ให้ประชาชนสามารถเข้าถึง ชุดตรวจคัดกรองการติดเชื้อเอชวี ด้วยตนเอง เพื่อยุติเกี่ยวกับปัญหา การติดเชื้อเอชไอวี หรือโรคติดต่ออื่น ๆ เพื่อเป็นทางเลือก แทนที่จะ ไปตรวจตามโรงพยาบาล หรือคลินิก

จากที่กล่าวมาข้างต้น โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ จะมีหลากหลายชนิด ที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งนั่นก็อาจเป็นปัญหา ที่สามารถก่อให้เกิดการติดเชื้อเอชไอวี หรือเอดส์ได้ ดังนั้น หากใครที่ไปมีพฤติกรรมเสี่ยง ในการเกิดโรคติดต่อทางเพศมา ก็ควรทำการตรวจโดยเร็วที่สุด เพราะถ้าหากปล่อยไว้นาน อาจจะให้เกิดการติดเชื้อเอดส์ได้

หากไม่สะดวก ที่จะเดินทางไปตรวจ ตามสถานพยาบาล ก็มีชุดตรวจ ที่สามารถตรวจหาเชื้อได้ วางขายตามร้านขายยา หรือทางออนไลน์ เพื่อเป็นช่องทาง สำหรับผู้ที่ไม่กล้าที่จะไปตรวจ ตามสถานพยาบาล

อยาก ตรวจเลือด เอชไอวี ตรวจเลือดบอกอะไร

อยาก ตรวจเลือด

อยาก ตรวจเลือด ปัจจุบันการตรวจเลือด ถือเป็นอีกวิธีการสำคัญเพื่อบอกถึงการทำงานของอวัยวะต่าง ๆ ภายในร่างกาย โดยจะเป็นการตรวจเพื่อวิเคราะห์ หาปัจจัยเสี่ยงของสุขภาพแต่ละบุคคล ซึ่งจะให้ทางแพทย์สามารถวินิจฉัยโรคหรือสภาวะต่าง ๆ ที่ผิดปกติของร่างกายได้ ใบผลการตรวจเลือดจากแพทย์ มักจะมีความหมายของค่าต่าง ๆ ของผลการตรวจเลือด ที่ผู้เข้ารับการตรวจสุขภาพ อาจไม่เข้าใจ ซึ่งจำเป็นที่แพทย์ อาจจะต้องอธิบายผลตรวจให้เข้าใจ

หลาย ๆ คนมักคิดว่า ผู้ป่วยที่ติดเชื้อเอชไอวี มักจะมีอาการไข้ขึ้นสูง ลิ้นเป็นฝ้า มีผื่นขึ้นตามตัว เป็นต้น แต่นั่นก็ไม่ใช่สิ่งที่จะสามารถยืนยันได้ว่า บุคคลที่มีอาการเหล่านี้ จะเกิดจากการติดเชื้อเอชไอวีเท่านั้น เพราะอาการเหล่านี้อาจจะเกิดขึ้นจากโรคอื่นๆ หรือการที่คุณปล่อยปะละเลย ที่จะดูแลสุขภาพในบางครั้ง ผู้ป่วยที่ติดเชื้อบางรายอาจมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง โดยที่ไม่มีการแสดงอาการใด ๆ เลยเป็นเวลานานหลายปี

ดังนั้นแล้ว การตรวจเลือด จึงเป็นประเด็นที่สำคัญ และยังคงเป็นวิธีเดียวที่จะสามารถยืนยันได้ว่า คุณติดเชื้อเอชไอวีหรือไม่ โดยปัจจุบันด้วยวิทยาการทางการแพทย์ จึงทำให้การตรวจเลือดหาเชื้อเอชไอวี สามารถทำการตรวจ ได้อย่างรวดเร็ว ไม่เจ็บตัว และมีค่าใช้จ่ายไม่สูงมาก

อยาก ตรวจเลือด โดยหลักการตรวจเอชไอวีนั้น เมื่อร่างกายของเราได้รับเชื้อเข้าไปแล้ว ระบบภูมิคุ้มกันภายในร่างกาย จะทำการสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมา เพื่อต่อสู้กับเชื้อไวรัส หรือเชื้อโรคที่เข้าสู่ร่างกาย ทำให้การตรวจเอชไอวี จึงใช้หลักการตรวจหาภูมิคุ้มกัน ในเลือด ซึ่งสามารถตรวจได้ตั้งแต่ 21 วันหลังจากได้รับเชื้อ และควรตรวจซ้ำที่ประมาณ 3 เดือนหลังจากติดเชื้อเอชไอวีอีกครั้ง จึงจะสามารถเชื่อถือได้

เพราะการสร้างภูมิคุ้มกันในร่างกาย ของแต่ละบุคคลนั้นมีความแตกต่างกัน บางคนใช้เวลาสั้นๆ เพียง 3 สัปดาห์ (มีงานวิจัยรับรอง ว่าสามารถตรวจได้ไวที่สุด 3 สัปดาห์) แต่บางคนกับต้องรอถึง 3 เดือน จึงจะสามารถตรวจพบ ซึ่งเราจะเรียกระยะเวลา 3 เดือนนี้ว่า ระยะฟักตัว (Window period)

อย่างไรก็ตาม หากได้เข้ารับการตรวจหาเชื้อเอชไอวี ในช่วงที่เป็นระยะของการฟักตัว ผลที่ได้จะอาจจะออกมาเป็นผลลบปลอม ทั้งที่จริงแล้วคุณอาจติดเชื้อแล้วก็ได้ ซึ่งผลที่ออกมานี้อาจทำให้คุณเข้าใจผิด ว่าตนเองนั้นไม่ได้ติดเชื้อ แต่ก็อย่าพึ่งวางใจไป เพราะหากมีภาวะเสี่ยง ก็ควรทำการตรวจซ้ำอีกครั้งที่ 3 เดือนหลังจากที่ได้ตรวจในครั้งแรกไปแล้ว ทั้งนี้แล้วระยะฟักตัวของการตรวจ ในแต่ละวิธีอาจแตกต่างกันออกไป

การตรวจเลือดหาเชื้อเอชไอวี โดยหลัก ๆ จะมี 3 วิธี ได้แก่

1. การตรวจแบบ Anti-HIV การตรวจด้วยวิธีนี้สามารถให้ประชาชน ผู้ที่มีความเสี่ยงสามารถเข้ารับการตรวจได้ฟรีปีละ 2 ครั้ง ตามโรงพยาบาลรัฐทั่วประเทศ ซึ่งการตรวจด้วยวิธีนี้ จะให้ผลการตรวจได้ใน 1-2 ชั่วโมงหลังการตรวจ แต่ผลที่ได้จะเป็นผลเลือดย้อนหลังไปประมาณ 1 เดือน

2. การตรวจแบบ NAT (Nucleic Acid Testing) การตรวจด้วยวิธีนี้จะมีข้อแตกต่างจากการตรวจแบบ Anti-HIV คือ จะสามรถชี้วัดจากร่างกายเราย้อนหลังไปประมาณ 1-2 สัปดาห์หลังจากที่ได้รับความเสี่ยง ยกตัวอย่างเช่น หากมีเพศสัมพันธ์แบบไม่ได้ป้องกันมาเมื่อ 7 วันก่อน แล้วกังวลว่าจะได้รับเชื้อเอชไอวี ซึ่งการตรวจแบบ NAT จะทำให้เราทราบผลเลือดว่าเป็นบวก หรือลบได้แน่ชัดกว่าการตรวจแบบ Anti-HIV

3. การตรวจแบบ Rapid HIV Test หรือการตรวจแบบชนิดเร็ว โดยการตรวจด้วยวิธีนี้จะสามารถรู้ผลเลือดได้เวลา 20 นาทีเท่านั้น ถึงแม้ว่าจะให้ผลเลือดที่เร็วกว่าวิธีอื่น แต่ก็เป็นเพียงการตรวจเพื่อคัดกรองเบื้องต้นเท่านั้น หากการตรวจแบบ Rapid HIV Test ให้ผลเลือดเป็นบวก ผู้ที่ตรวจต้องทำการตรวจซ้ำอีกครั้งเพื่อยืนยันว่า มีการติดเชื้อจริงด้วยขั้นตอน Anti-HIV หรือ NAT แล้วแต่ระยะเวลาที่ได้รับเชื้อมา

อย่างไรก็ตาม การตรวจเลือด (Blood Tests) จะเป็นการนำผลเลือดไปตรวจเพื่อวิเคราะห์หาสาเหตุที่เกิดขึ้นกับร่างกาย ดังนั้นแล้วคุณมีสิทธิ์ที่จะตัดสินใจตรวจ หรือไม่ตรวจก็ได้ โดยการตรวจเลือดเพื่อหาเชื้อจะเป็นสิทธิของแต่ละบุคคล จึงไม่สามรถไปบังคับคนที่ไม่อยากตรวจให้ตรวจได้ไม่ว่าจะกรณีใด ๆ ก็ตาม ทั้งนี้ยังรวมไปถึงการตรวจสุขภาพประจำปี การรับพนักงานเข้าทำงาน ก็ถือเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล หรือผิดกฎหมายได้ หากผู้ตรวจไม่ยินยอม

หากคุณมีความคิดที่อยากจะตรวจเลือดเพื่อหาเชื้อเอชไอวี เพราะคุณได้รับความเสี่ยงมาไม่ว่าจะในรูปแบบใด คุณสามารถที่จะไปตรวจได้ที่โรงพยาบาลฟรี ปีละ 2 ครั้ง เพียงมีบัตรประชาชน แต่ถ้าคุณไม่กล้าพอที่จะไปตรวจ คุณมีทางเลือกอีกหนึ่งทาง คือการซื้อชุดตรวจเอชไอวีด้วยตนเองมาลองตรวจคัดกรอง เพื่อคัดกรองก่อนว่ามีโอกาสติดเชื้อหรือไม่ หากพบว่าผลเป็นบวก จึงค่อยเดินทางไปตรวจยืนยันและเข้าระบบการรักษาที่โรงพยาบาล

ตรวจเอดส์ รู้ผลทันที ตรวจเอชไอวีแบบไม่ต้องรอนาน

ตรวจเอดส์ รู้ผลทันที

ตรวจเอดส์ รู้ผลทันที ปัจจุบันการตรวจเอชไอวี ( HIV) หรือเอดส์ (AIDS) นั้น จะแตกต่างกันออกไป เพราะเมื่อร่างกายคุณ ได้รับเชื้อเอชไอวีแล้ว ระบบภูมิคุ้มกันภายในร่างกาย จะทำการสร้างภูมิคุ้มกัน ขึ้นมาเพื่อต่อสู้ และกำจัดเชื้อไวรัส ที่เข้าไปสู่ร่างกาย ซึ่งการตรวจเอชไอวี จะใช้หลักการตรวจ หาภูมิคุ้มกันในเลือด ปกติแล้วจะใช้ ระยะเวลาประมาณ 3 เดือน หลังจากที่ติดเชื้อไปแล้ว จึงจะสามารถปิดเคส การตรวจวินิจฉัยได้

โดยเรามักจะเรียกระยะเวลา 3 เดือนนี้ว่า ระยะฟักตัว (window period) ซึ่งอาจเป็นช่วงเวลาที่มีการติดเชื้อแล้ว แต่ยังไม่สามารถตรวจพบได้ ขึ้นกับร่างกายของแต่ละบุคคล ส่วนใหญ่แล้วก็สามารถตรวจพบได้ภายใน 3 สัปดาห์หลังจากรับความเสี่ยง

แต่บางรายนั้นต้องใช้เวลานานกว่า 3 เดือน จึงจะตรวจพบ ฉะนั้นแล้วหากเข้ารับการตรวจเอชไอวี แพทย์จะพิจารณาถึงช่วงของระยะฟักตัว (window period) ที่อาจทำให้ผลการตรวจออกมาเป็นลบ โดยจะให้ทำการตรวจซ้ำๆ เป็นระยะๆ

การตรวจหาเชื้อเอชไอวีจะมี 3 วิธีหลัก ๆ คือ

การตรวจแบบ Anti-HIV เป็นการตรวจ ที่สามารถให้บุคคล ที่มีความเสี่ยง เข้ารับการตรวจ ได้ฟรีถึงปีละ 2 ครั้ง ที่โรงพยาบาลรัฐทั่วประเทศ โดยที่ไม่มีค่าใช้จ่ายใด ๆ เพียงแค่ยื่นบัตรประชาชนเท่านั้น โดยการตรวจ ด้วยวิธีนี้ จะให้ผลลัพธ์ได้ ภายใน 1-2 ชั่วโมง หลังการตรวจ แต่ผลที่ได้ จะเป็นผลย้อนหลังประมาณ 1 เดือน หลังจากที่คุณไปเสี่ยงมา นอกจากนี้แล้ว โรงพยาบาลเอกชน ก็ยังสามารถตรวจหาเชื้อแบบ Anti-HIV แต่จะมีค่าใช้จ่ายอยู่ที่ประมาณ 500 – 800 บาท ต่อครั้ง สำหรับ การเจาะเลือดหาเชื้อเอชไอวีแล้ว อาจจะมีค่าแพทย์ ตามแต่ละโรงพยาบาล ที่แตกต่างกันออกไป

การตรวจแบบ NAT หรือ Nucleic Acid Testing การตรวจแบบ NAT จะแตกต่าง จากการตรวจแบบ Anti-HIV คือ จะสามารถ ชี้วัดผล จากร่างกายของเรา โดยย้อนหลัง ไปประมาณ 1-2 สัปดาห์ หลังจากที่ไปเสี่ยงมา  ยกตัวอย่างเช่น หากคุณ ไปมีเพศสัมพันธ์ แบบไม่ได้สวมถุงยางอนามัย หรือไม่ได้มีการป้องกันมา เมื่อ 1 สัปดาห์ที่แล้วมา แล้วมีความวิตกกังวลใจ ว่าจะมีความเสี่ยง ที่จะได้รับเชื้อเอชไอวีมา ซึ่งการตรวจแบบ NAT จะสามารถทราบผลเลือด ว่า เป็นบวก หรือเป็นลบ ที่แน่ชัด กว่าการตรวจ ในรูปแบบ Anti-HIV

การตรวจแบบ Rapid HIV หรือ การตรวจเอชไอวี ชนิดเร็ว การตรวจด้วยวิธีการนี้ จะใช้เวลา ในการตรวจหาเชื้อ เพียง 20 นาทีเท่านั้น ถึงแม้ว่า จะให้ผลลัพธ์เร็ว กว่าการตรวจแบบวิธีอื่น แต่ก็เป็นเพียง การตรวจ เพื่อคัดกรองเบื้องต้นเท่านั้น

ปัจจุบัน การตรวจแบบนี้ ถูกนำมาผลิต เป็นชุดตรวจเอชไอวีด้วยตนเอง ซึ่งการตรวจด้วยวิธีการนี้ จะสามารถทำการตรวจ ได้เองที่บ้าน จึงเหมาะ กับผู้ที่ไม่สะดวก เดินทางไปตรวจ ตามสถานพยาบาล ตรวจเอดส์ รู้ผลทันที

อย่างไรก็ตาม หากคุณไปรับความเสี่ยง ที่จะติดเชื้อเอชไอวีมา ไม่ว่าจะตรวจ ด้วยวิธีการไหนก็ตาม หากภายในร่างกาย ของคุณมีเชื้อเอชไอวี อยู่แล้ว ทั้ง 3 วิธีนี้ ก็จะสามารถตรวจ พบเชื้อได้ทั้งหมด

แต่ก็ขึ้นอยู่กับ ระยะเวลาของการได้รับเชื้อ หรือขึ้นอยู่กับการตรวจ ในแต่ละวิธี ว่าสามารถรู้ผลช้า หรือเร็วแค่ไหน ทั้งนี้ หากคุณ มีความวิตกกังวลใจ ก็สามารถเลือก ซื้อชุดตรวจที่คัดกรองเบื้องต้นด้วยตนเอง มาทำการตรวจ เพื่อคลายความกังวลใจ ก่อนที่จะเดินทางไปตรวจที่โรงพยาบาล เพื่อรับคำแนะนำจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

เพราะหากตรวจพบตั้งแต่เนิ่น ๆ ทั้งตนเอง และครอบครัว ก็จะได้เตรียมรับมือกับปัญหาที่เกิดขึ้นได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม และพร้อมเข้ารับการรักษาเพื่อไม่ให้เชื้อเอชไอวีลุกลามไปถึงขั้นภาวะเอดส์ได้

ติดเชื้อเอชไอวี แต่ปัจจุบัน ตรวจเอดส์ ไม่เจอ

ตรวจเอดส์ ไม่เจอ

ตรวจเอดส์ ไม่เจอ เอดส์ (AIDS) เกิดจากอาการของ โรคภูมิคุ้มกันที่มีความบกพร่อง โดยสาเหตุ เกิดจากเชื้อไวรัสเอชไอวี (HIV) ได้เข้าไปสู่ร่างกาย และได้ไปทำลาย เซลล์เม็ดเลือดขาว ซึ่งเซลล์เม็ดเลือดขาว จะทำหน้าที่กำจัดสิ่งแปลกปลอม หรือเชื้อโรคต่าง ๆ ที่เข้ามาสู่ร่างกาย โดยเซลล์เม็ดเลือดขาว จะถูกทำลายมากขึ้นเรื่อย ๆ จึงทำให้ผู้ป่วย มีระบบภูมิคุ้มกันที่ต่ำลง

จนในที่สุด ร่างกายของผู้ป่วย ไม่สามารถต่อสู้กับเชื้อโรคต่าง ๆ ที่เข้าไปสู่ร่างกายได้ และหลังจากนั้น ร่างกายของผู้ป่วย จะเกิดการติดเชื้อได้ง่ายขึ้น และจะส่งผล ให้เกิดโรคการ ติดเชื้อฉวยโอกาส เช่น วัณโรค เชื้อรา ปอดบวม เป็นต้น โดยส่วนมาก ผู้ป่วยโรคเอดส์มักจะเสียชีวิตลงด้วยโรคแทรกซ้อนต่าง ๆ

การแพร่เชื้อไวรัสเอชไอวี จากคนที่ติดเชื้อ ไปสู่คนที่ยังไม่ติดเชื้อ สาเหตุการแพร่เชื้อได้นั้น เกิดจากการที่ทั้งสองคน ไปมีเพศสัมพันธ์โดยที่ไม่มีการป้องกัน หรืออาจเกิดจากการ ที่ใช้เข็มฉีดยาเสพติด ที่มีเลือดของผู้ที่ติดเชื้อปนเปื้อนอยู่ ก็สามารถแพร่ หรือส่งต่อเชื้อได้ในปริมาณที่มาก ในระดับหนึ่งในเลือด น้ำคัดหลั่งที่อยู่ในช่องคลอด หรือแม้แต่ในทวารหนัก เป็นต้น โดยทั่วไปแล้ว จะใช้เกณฑ์ปริมาณของไวรัส ในเลือดมากกว่า 200-1,000 ตัว ต่อซีซีของเลือด เป็นตัวเทียบเคียง

หากผู้ที่ติดเชื้อ มากกว่าร้อยละ 90-95 ที่ได้เข้ารับการรักษา และรับยาต้านไวรัสเกิน 6 เดือนขึ้นไป ซึ่งอาจะมีปริมาณของเชื้อไวรัส ในเลือดต่ำกว่า 50 ตัวต่อซีซีของเลือด โดยทั่ว ๆ ไปแล้ว เราจะเรียกกันว่า ตรวจไม่เจอ (undetectable) แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า เชื้อที่อยู่ภายในร่างกายได้หมดไปแล้ว เพียงแต่ จะมีปริมาณที่เหลือน้อยมาก ๆ จนทำให้ ชุดทดสอบไม่สามารถ ทำการตรวจเจอได้ ซึ่งชุดทดสอบอาจจะ ตรวจเจอได้ต่ำสุดอยู่ที่ 20 , 40 หรือ 50 copies

สาเหตุที่ ตรวจเอดส์ ไม่เจอ อาจเกิดจากการที่ยาต้านไวรัสเอชไอวี ได้ไปกดทับเชื้อไว้ ถ้าหากมีการหยุดกินยาต้าน เชื้อไวรัสก็กลับมามีปริมาณเพิ่มมากขึ้นภายใน 1-2 สัปดาห์ ฉะนั้นแล้ว หากจะทำการตรวจ ให้ไม่เจอได้จะต้องกินยาอย่างต่อเนื่อง ตรงต่อเวลาไปเรื่อย ๆ และควรตรวจหาปริมาณของไวรัสในเลือด อย่างน้อยปีละครั้ง หากผู้ป่วยติดเชื้อเอชไอวี ได้กินยาต้านเชื้อไวรัสเกิน 6 เดือนขึ้นไป และได้ทำการตรวจแล้ว ว่าไม่เจอเชื้อไวรัสในเลือด คนนั้นก็จะไม่สามารถแพร่เชื้อเอชไอวี ไปสู่ผู้อื่นได้

ทั้งนี้ศูนย์วิจัยโรคเอดส์ สภากาชาดไทย ได้กล่าวไว้ว่า ในทางการแพทย์จะเรียกกระบวนการนี้ว่า U=U คือ Undetectable (ตรวจไม่พบเชื้อ) และ Untransmittable (ไม่ถ่ายทอด) ดังนั้น จึงหมายความว่า หากทำการตรวจไม่เจอเชื้อเอชไอวี ก็จะไม่สามารถถ่ายทอด หรือแพร่ไปสู่ผู้อื่นได้

ประเด็นหลักของ U=U ไม่ใช่เพื่อให้ผู้ที่ติดเชื้อเอชไอวี และทานยาต้านไวรัส จนเชื้อนั้นเหลือน้อยเกินกว่า ที่จะตรวจพบ ไปมีเพศสัมพันธ์แบบไม่ป้องกัน อย่างที่เป็นข่าวดัง ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง แน่นอนว่าคุณอาจจะสามารถทำได้กับคู่รักของคุณ คู่นอนเพียงคนเดียวของคุณ โดยควรให้อีกฝ่ายยินยอมด้วย

แต่หากเป็นกับคนอื่นๆ การไม่สวมใส่ถุงยางอนามัยนั้น ไม่ใช่เรื่องที่ถูกต้อง ดังนั้น คุณจึงควรสวมใส่ถุงยางอนามัยและป้องกันทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์ เพื่อความปลอดภัยทั้งของตัวคุณเอง และคู่นอน และที่สำคัญ คือ ควรที่จะกล้าตรวจเอชไอวี

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันนี้ผู้ป่วยที่ ติดเชื้อเอชไอวี ส่วนใหญ่แล้วจะมีสุขภาพร่างกาย ที่แข็งแรงไม่ต่างจากผู้ที่ไม่ได้ติดเชื้อ ซึ่งเกิดจากการรักษาด้วยยาต้านไวรัส โดยผู้ป่วยติดเชื้อเอชไอวี สามารถเข้ารับการรักษาได้ ตามสิทธิด้านสุขภาพ ที่ตนเองนั้น มีไม่ว่าจะเป็นสิทธิประกันสังคม สิทธิข้าราชการ อีกทั้งยังรวมไปถึงสิทธิของ ผู้ที่ถือบัตรทอง เพื่อเข้ารับการรักษาอย่างถูกต้อง และเหมาะสม

ทั้งนี้ หากผู้ที่มีความเสี่ยง ต่อการติดเชื้อเอชไอวี ไม่สะดวกจะเดินทาง ไปตรวจคัดกรองที่โรงพยาบาล ก็สามารถทำการตรวจคัดกรองเบื้องต้นด้วยตนเอง ด้วย ชุดตรวจที่มีความปลอดภัย แม่นยำ มาตรฐานเดียวกันกับโรงพยาบาล เพื่อทำการตรวจ และคลายความกังวลใจ เพราะหากตรวจพบตั้งแต่เนิ่น ๆ ก็จะสามารถเข้ารับการรักษาได้อย่างเหมาะสม และถูกต้อง

อย่างไรก็ตาม จากที่กล่าวมา การตรวจด้วยชุดตรวจ เป็นเพียงการตรวจ เพื่อคัดกรองเบื้องต้นด้วยตนเองเท่านั้น หากผลตรวจออกมาเป็นบวกหรือลบ ก็อย่างพึ่งวางใจ แต่ให้เดินทางไปตรวจตามสถานพยาบาลต่าง ๆ เพื่อยืนยันผลตรวจที่ชัดเจนอีกครั้ง

ตรวจเอดส์ฟรี ไปตรวจได้ที่ไหนบ้าง

ตรวจเอดส์ฟรี

 

ตรวจเอดส์ฟรี การตรวจหาเชื้อเอชไอวี หรือเอดส์ ในปัจจุบันยังมีบุคคล จำนวนไม่น้อย ที่ให้ความสำคัญ กับผู้ป่วยติดเชื้อเอชไอวี และผู้ป่วยโรคเอดส์ โดยทีมแพทย์หลาย ๆ ฝ่าย ต่างก็พยายามคิดค้นหา ตัวยาต่าง ๆ เพื่อนำมารักษาอาการ เหล่านี้ให้หายขาด ซึ่ง การตรวจหาเชื้อเอชไอวี นับว่าเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างมาก และแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นการรักษา และการตรวจหาเชื้อ ปัจจุบันทางการแพทย์ และศูนย์บริการต่าง ๆ ได้มีการพัฒนาอยู่เรื่อย ๆ ซึ่งอาจจะ เป็นเรื่องที่ยาก สำหรับผู้ที่มีความเสี่ยง ในการเดินหน้า เข้าโรงพยาบาล เพื่อทำการตรวจหาเชื้อ เพราะในบางครั้ง อาจไม่มั่นใจในสายตา ของผู้คนรอบข้าง หรือบางครั้ง ก็กลัวจะเสียทั้งเวลา และเสียทั้งค่าใช้จ่าย ที่ไม่มีทางรู้ได้เลย ว่าจะสูงขนาดไหน

การตรวจหาเชื้อเอชไอวี (HIV) ไม่ว่าอดีต หรือปัจจุบัน การตรวจหาโรคนี้ จะให้ได้ผลดีที่สุดก็คือ การเจาะเลือด แต่การรักษา ก็จะขึ้นอยู่กับโรงพยาบาล ว่ามีอุปกรณ์ หรือบุคลากรในการตรวจ หรือรักษามากน้อยเพียงใด แต่ทว่าในอดีตนั้น จะต้องเสียค่าใช้จ่าย โดยไม่มีข้อแม้ใด ๆ

อีกทั้ง ยังรวมไปถึง ผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี จำเป็นที่จะต้องให้ผู้ปกครอง มาเซ็นยินยอม ซึ่งจะแตกต่าง จากปัจจุบัน เพียงแค่มีบัตรประชาชนใบเดียว ที่ต้องพกมากับ ความสมัครใจ เพียงแค่นี้ ก็สามารถเข้ารับ การตรวจได้แล้ว อีกทั้งยังสามารถ ทำการตรวจได้ฟรีไม่มีค่าใช้จ่ายใด ๆ ถึงปีละ 2 ครั้งอีกด้วย

การตรวจหา เชื้อเอชไอวี มีขั้นตอนอย่างไรบ้าง

การตรวจหา เชื้อเอชไอวี (HIV) ฟรี ตรวจเอดส์ฟรี นั้นไม่ได้มี ขั้นตอนที่ยุ่งยาก อย่างที่หลาย ๆ คนคิด เพราะหากผู้ที่มีความเสี่ยง ต้องการไปตรวจหาเชื้อ ตามโรงพยาบาล เพียงแค่มีบัตรประชาชนใบเดียว ก็สามารถรับสิทธิ ในการ ตรวจหาเชื้อเอชไอวี ฟรีได้ โดยมีขั้นตอน คือ
1. ทำการยื่นบัตรประชาชน แก่เจ้าหน้าที่ พร้องแจ้งว่ามาตรวจเชื้อเอชไอวี (HIV)
2. รับคำปรึกษา และคำแนะนำ จากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ก่อนทำการตรวจเลือด
3. เข้ารับการตรวจเลือด
4. รอฟังผลตรวจเลือด (ภายในวันเดียว หรือขึ้นอยู่กับ แต่ละโรงพยาบาล ได้กำหนดไว้)

ทั้งนี้ หากเด็ก ที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี ก็สามารถเข้ารับการตรวจ หาเชื้อเอชไอวีได้ฟรี โดยที่ไม่ต้องมี ผู้ปกครองมาเซ็นยินยอม การตรวจ อีกทั้งยังไม่จำเป็น ที่จะต้องมีการอดอาหารใด ๆ ทั้งสิ้น หรือแม้กระทั่ง การกินยาฆ่าเชื้อก็จะไม่มีผล ต่อการตรวจเอชไอวี เพียงแค่กำจัดความกลัว ความเขินอายในตัวคุณ และพกเพียง แค่บัตรประชาชนใบเดียว ก็สามารถรับสิทธิ ในการตรวจเอชไอวี ฟรีได้เลย

อย่างไรก็ตาม หากผู้ที่มีความเสี่ยง จะเข้ารับ การตรวจหาเชื้อ หรือรักษาได้นั้น จะต้องมีความพร้อม ทางด้านจิตใจ และบุคคลรอบข้าง เป็นอย่างมาก เพราะถึงแม้ว่า จะเป็นการตรวจฟรี หรือตรวจง่ายแค่ไหนก็ตาม ถ้าหากว่า ทัศนคติ ที่มีต่อบุคคลเหล่านี้ ยังไม่เปลี่ยนไป ยังมองพวกเขา ด้วยสายตา ที่น่ารังเกียจ ก็คงไม่มีใคร อยากเข้ารับการตรวจ และรักษา

เพราะอาจจะมีความเกรงกลัว สายตาจากผู้คนรอบข้าง ดังนั้น เราควรให้กำลังใจ และสร้างความมั่นใจ ให้กับพวกเขาเหล่านั้น เพื่อให้มีความมั่นใจ ในการตรวจหาเชื้อ และเข้ารับการรักษา ได้อย่างเหมาะสม และถูกต้อง

อีกทางเลือกหนึ่ง สำหรับใคร ที่ยังไม่มีความมั่นใจ ในการไปตรวจ ตามโรงพยาบาล ทางอย.ไทย ได้ปลดล็อค ชุดตรวจเอชไอวีด้วยตนเอง ที่ประชาชนสามารถ ทำการตรวจคัดกรองเบื้องต้น ด้วยตนเองได้

โดยหาซื้อชุดตรวจ ที่มีความปลอดภัย แม่นยำ มาตรฐานเดียวกัน กับโรงพยาบาล มาทำการตรวจเบื้องต้น ไปก่อนเพื่อความสบายใจ และคลายความกังวล หากผลเป็นบวก ก็สามารถไปตรวจซ้ำอีกครั้ง ที่โรงพยาบาลได้

ชุดตรวจ HIV การตรวจเอชไอวีด้วยตนเอง ทำได้จริง?

ชุดตรวจ HIVชุดตรวจ HIV ปัจจุบัน การติดเชื้อเอชไอวี จะแตกต่าง จากการติดเชื้อโรคอื่น ๆ เพราะ การติดเชื้อเอชไอวี มักจะมีแนวทาง ที่นำไปสู่การถูกตีตรา และถูกมองว่าตนนั้น เป็นผู้ที่มีพฤติกรรมเสี่ยง และไม่เหมาะสม

ตามที่สังคมได้ กำหนด และยอมรับ หรืออาจเป็นเพราะ บุคคลเหล่านั้น มีความเกรงกลัวว่า ผู้ป่วยติดเชื้อเอชไอวี จะมีการแพร่เชื้อ ไปสู่ผู้อื่น

ซึ่งนั่น ก็เป็นปัญหา ที่นำไปสู่ การเลือกปฏิบัติ ต่อผู้ป่วยติดเชื้อ โดยการที่ อาจจะถูกมองว่า เป็นผู้ป่วยติดเชื้อเอชไอวี และการที่อาจจะ ถูกเลือกปฏิบัติต่อตน นั่นจึงอาจเป็นปม ปัญหาสำคัญ ของกำแพงในใจ

ทำให้คนจำนวนมาก ไม่กล้า ที่จะมาตรวจหา การติดเชื้อเอชไอวี เพราะเกรงว่าจะถูกมอง ด้วยสายตาอย่างไร หรือผู้ป่วย ที่ติดเชื้อแล้วนั้น ไม่กล้าที่จะเปิดเผยตนเอง ต่อสังคม

นอกจากนี้แล้ว ปัญหา และอุปสรรคมากมาย จึงทำให้ คนจำนวนมาก ไม่ไป ตรวจหาเชื้อเอชไอวี เพราะคิดว่าอาจมีความยุ่งยาก ต่อการไปตรวจตาม สถานพยาบาล หรือคลินิกต่าง ๆ รวมไปถึงการที่ จะมีการแสดงตัวตน เมื่อไปตรวจตาม สถานบริการต่าง ๆ ถึงแม้ว่าผลตรวจนั้น จะออกมาเป็นบวก หรือลบก็ตาม

ซึ่งการไปตรวจหา เชื้อเอชไอวีนั้น เปรียบเสมือนว่า ได้ประกาศให้สังคม รับรู้ไปแล้วว่าตนเองนั้น เป็นผู้ที่มีความเสี่ยง ต่อการติดเชื้อเอชไอวี  จึงทำให้คนในสังคม เลือกที่จะปฏิบัติ กับตนอย่างไม่เหมาะสม

อย่างไรก็ตาม ชุดตรวจ HIV การมีชุดตรวจเอชไอวี ด้วยตนเอง จะทำให้ผู้ที่มีความเสี่ยง ต่อการติดเชื้อเอชไอวี สามารถตรวจหาเชื้อได้ อย่างรวดเร็ว และจะไม่ปล่อย ให้ตนเองนั้น มีการแสดงอาการ หรือพบการติดเชื้อ ในระยะที่สามารถ ทำการรักษาลำบาก หากตรวจเจอก่อน โอกาสในการรักษา จะยิ่งง่าย และอาจจะมีคุณภาพชีวิต ที่ดียิ่งขึ้น การอยู่ร่วมกัน กับคนในสังคม จะยิ่งใช้ชีวิตได้ง่าย ซึ่งนอกจากนี้แล้ว ยังช่วยลดภาระ ของเจ้าหน้าที่ โดยในกรณี ที่บางคนนั้น ได้ไปบริจาคเลือด เพื่อแฝง ไปกับการตรวจ หาเชื้อเอชไอวี ทางอ้อมไปอีกด้วย

ชุดตรวจเอชไอวีด้วยตนเอง นั้นมีความจำเป็น ที่จะต้อง กำหนดคุณภาพ ของชุดตรวจ เช่น การแสดงฉลาก ที่มีข้อบ่งชี้ วิธีการใช้ วิธีการเก็บรักษา คำเตือน ข้อควรระวัง องค์ความรู้ เกี่ยวกับระยะ การตรวจหาเชื้อ และวิธีการอ่านค่า อย่างละเอียด เพื่อให้ได้ผล ที่ชัดเจน และมีความใกล้เคียง มากที่สุด ซึ่งถ้าหาก ในกรณีที่ มีการใช้ชุดตรวจ ไม่ถูกต้อง เช่น มีการอ่านค่า เกี่ยวกับชุดตรวจผิด หรือการตรวจเพียงครั้งเดียว อาจจะไม่สามารถ ยืนยัน ผลที่ชัดเจนได้ จึงทำให้ มีการแบ่งชุดตรวจ เป็นการตรวจกรอง และตรวจยืนยันขึ้น โดย การตรวจกรองนั้น ก็สามารถตรวจได้ ด้วยตนเอง และหากได้ใช้ ชุดตรวจกรองแล้ว พบว่า มีปฏิกิริยา ( reactive ) หรือผลบวก ผู้ตรวจจะต้องมีการตรวจ เพื่อยืนยันผลตรวจ การติดเชื้อเอชไอวีอีกครั้ง กับหน่วยบริการ ที่ให้บริการตรวจวินิจฉัย เพื่อหาเชื้อเอชไอวี และการใช้ชุดตรวจด้วยตนเอง นั้นไม่ควรตรวจเพียงครั้งเดียว ควรจะต้องตรวจซ้ำอีก ที่ระยะเวลาแตกต่างกัน เพราะชุดตรวจด้วยตนเอง จะเป็น เพียงการตรวจ เพื่อคัดกรอง เบื้องต้นเท่านั้น

ชุดตรวจกรอง เอชไอวี ในปัจจุบัน โดยเฉพาะ ที่ผ่านมาตรฐานอย.ไทย จะมี ความแม่นยำ มากกว่า 99.5%

จากที่กล่าวมาข้างต้น หากใครที่มีความเสี่ยง ว่าจะติดเชื้อเอชไอวี ก็ควรทำการตรวจ เพื่อคัดกรองเบื้องต้นก่อน โดย การเลือกซื้อชุดตรวจ ที่มีความปลอดภัย แม่นยำ มาตรฐานเดียวกัน กับโรงพยาบาล มาทำการตรวจ เพื่อคัดกรอง เบื้องต้นก่อน เพราะหากรู้ผลตั้งแต่เนิ่น ๆ ก็จะได้ เข้ารับการรักษา และรับยาต้าน ได้อย่างถูกต้อง และเหมาะสม

อาการติดเชื้อHIV มีลักษณะอย่างไร?

อาการติดเชื้อhiv

อาการติดเชื้อHIV โรคเอชไอวี (HIV) เป็นโรคที่เกิดจาก เชื้อไวรัสชนิดหนึ่ง จะแพร่เชื้อ ขณะมีเพศสัมพันธ์ ผ่านทางช่องคลอด หรือ ทางทวารหนัก โดยที่ไม่ได้ป้องกัน เชื้อไวรัสชนิดนี้ จะสามารถ แพร่เชื้อได้ ไม่ว่าจะมีเพศสัมพันธ์ทางปาก โดยไม่ได้ป้องกัน โดยเฉพาะถ้าหากว่า ฝ่ายชายนั้น ต้องหลั่งอสุจิภายในปาก และหากว่าช่องปากนั้น มีบาดแผล นอกจากนี้แล้ว เชื้อไวรัสเอชไอวี ก็ยังสามารถติดต่อได้ ผ่านทางเลือด หากว่าคุณใช้หลอด หรือ เข็มฉีดยาร่วมกับผู้อื่น ซึ่งเป็นพาหะนำเชื้อไวรัสชนิดนี้

อาการ ของโรคเอชไอวี

หากเกิด การติดเชื้อเอชไอวี ในช่วงแรก ๆ จะยังไม่รู้สึกถึงอาการใด ๆ หรือบางคน อาจจะมีอาการเจ็บคอ บ้างเล็กน้อย มีไข้ และต่อมน้ำเหลืองโต หรือบางคนอาจเป็นผื่น ขึ้นตามร่างกาย ซึ่งอาการจะปรากฏ ในประมาณ 1-4 สัปดาห์ หลังจากที่ติดเชื้อ โดยจะเรียกว่า อาการติดเชื้อระยะแรก อาจจะมีอาการคล้าย ๆ กับเป็นไข้หวัด และมักจะหายหลังจาก 1 สัปดาห์ แต่เชื้อไวรัส ก็จะยังค่อย ๆ ไปทำลายระบบภูมิคุ้มกัน ของร่างกาย ให้อ่อนแอลงเรื่อย ๆ และเชื้อจะแพร่กระจายมากขึ้น ในช่วง 2-3 เดือนแรก หลังจากที่ติดเชื้อ จึงทำให้ปริมาณของเชื้อ เพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ ก่อนที่ระบบภูมิคุ้มกัน ของร่างกาย จะมีการตอบโต้ทัน หรือว่าจะมีอาการ หรือไม่มีอาการก็ตาม

ระยะ ของการติดเชื้อเอชไอวี มี 3 ระยะ ( อาการติดเชื้อHIV ) คือ

– ระยะเฉียบพลัน (Acute HIV Infections) ซึ่งเป็นระยะแรกของ การติดเชื้อเอชไอวี จะเกิดขึ้นระหว่าง 2-4 สัปดาห์ หลังจากการติดเชื้อ ในระยะแรกนี้ ผู้ติดเชื้อจำนวนมาก จะเริ่มมีอาการ คล้ายกับเป็นไข้หวัดใหญ่ เช่น เจ็บคอ มีไข้ ปวดเมื่อยตามร่างกาย ต่อมน้ำเหลืองโต ปวดหัว และมีผื่นขึ้น ซึ่งจะเรียกอาการเหล่านี้ว่า เฉียบพลัน หรือ acute retroviral syndrome (ARS) จะเกิดขึ้น จากการที่ร่างกาย มีการตอบสนอง ต่อการติดเชื้อเอชไอวี ในระยะนี้ เชื้อเอชไอวี จะมีปริมาณเพิ่มมากขึ้น เป็นจำนวนมากในร่างกาย ทำให้เซลล์เม็ดเลือดขาว ในร่างกายลดจำนวนลง อย่างรวดเร็ว ซึ่งจะเป็นระยะ ที่มีความเสี่ยงสูงมาก ที่ผู้ป่วยจะแพร่เชื้อไปสู่ผู้อื่น ดังนั้นจึงจำเป็นที่จะต้องมีการป้องกัน การแพร่กระจาย ของเชื้อเอชไอวี

– ระยะสงบทางคลินิก (Clinical Latency Stage) จะเป็นระยะที่เชื้อไวรัสอยู่ภายในร่างกาย โดยที่ไม่แสดงอาการ หรืออย่างมาก ก็มีอาการเพียงเล็กน้อย ซึ่งจะเรียกระยะนี้ว่า ระยะติดเชื้อเรื้อรัง (chronic HIV infection) โดยในระยะนี้ เชื้อไวรัสจะมีปริมาณที่เพิ่มากขึ้น ในระดับต่ำ และมักจะใช้ระยะเวลาถึง 10 ปี หรือสำหรับผู้ติดเชื้อบางราย อาจจะใช้เวลาน้อยกว่านั้น

– ระยะ โรคเอดส์ (AIDS) เป็นการติดเชื้อในขั้นสุดท้าย ของการติดเชื้อเอชไอวี โดยระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ที่แข็งแรงมีปริมาณ ของเซลล์เม็ดเลือดขาว อยู่ระหว่าง 500-1,600 ในขณะที่ผู้ป่วยโรคเอดส์นั้น จะมีเซลล์เม็ดเลือดขาวต่ำกว่า 200 เมื่อถึงจุดนี้ ระบบภูมิคุ้มกัน ของร่างกายได้ถูกทำลายลง อย่างรุนแรง จนทำให้ผู้ป่วย มีการติดเชื้อฉวยโอกาสได้ง่าย

ซึ่งเกิดจากเชื้อโรค ที่ไม่ก่อให้เกิดโรค ในคนที่มีระบบภูมิคุ้มกันที่แข็งแรง แต่ทำให้เกิดโรค กับผู้ที่มีระบบภูมิคุ้มกันที่อ่อนแอ ไม่ว่าผู้ป่วย จะมีปริมาณเซลล์เม็ดเลือดขาวเท่าใดก็ตาม

จากที่กล่าวมา ไม่ว่าจะด้วยเหตุใดก็ตาม หากคุณมีความกังวล ว่าคุณอาจติด เชื้อเอชไอวี ก็ควรที่จะทำการตรวจเลือดด้วย ชุดตรวจคัดกรองเบื้องต้น สามารถตรวจได้เองที่บ้าน ปลอดภัย แม่นยำ และได้มาตรฐาน ซึ่งเป็นวิธีที่รวดเร็ว และง่ายมาก ๆ

สำหรับ ผู้ที่ไม่สะดวกเดินทางไป ตรวจตามสถานพยาบาล เพราะหากตรวจพบ การติดเชื้อตั้งแต่เนิ่น ๆ จะช่วยลดความกังวลใจ และทำให้คุณได้รับการรักษา ที่ถูกต้อง และเหมาะสม

อาการของโรคเอดส์ผู้ชายระยะแรก มีลักษณะอย่างไร แตกต่างหรือไม่

อาการของโรคเอดส์ผู้ชายระยะแรก
อาการของโรคเอดส์ผู้ชายระยะแรก โรคเอดส์ (AIDS) เป็นโรคที่เกิดจาก เชื้อไวรัสเอชไอวี ที่ไปทำลายระบบภูมิคุ้มกัน ของร่างกายให้เสื่อมสภาพลง จนไม่สามารถ ต่อสู้ หรือกำจัดเชื้อที่เข้าสู่ร่างกายได้ จึงทำให้เกิดการเจ็บป่วย ด้วยโรคต่าง ๆ ซึ่งอาจนำไปสู่ การเสียชีวิตลงได้ และปัจจุบัน ยังไม่มีวิธีการใด ที่สามารถรักษาโรคนี้ ให้หายขาดได้ มีเพียงยา ที่ช่วยในการชะลอการพัฒนา ของเชื้อเอชไอวี เพื่อไม่ให้เชื้อพัฒนา ไปถึงขั้นโรคเอดส์ได้ ซึ่งโรคเอดส์เป็นเชื้อไวรัส ที่ติดต่อจากคนหนึ่ง ไปยังอีกคนหนึ่ง

โดยจะสามารถติดต่อ ผ่านทางการมีเพศสัมพันธ์เป็นหลัก และสัมผัสของเหลวสารคัดหลั่ง ซึ่งของเหลวเหล่านั้น รวมถึง เลือด น้ำอสุจิ ของเหลวภายในช่องคลอดด้วย และการติดเชื้อนี้ จะสามารถติดต่อผ่านทางทวารหนักได้เช่นกัน หากไม่ได้มีการป้องกัน ในการมีเพศสัมพันธ์ทางปาก หรือทางทวารหนัก

จริงๆ แล้ว อาการของโรคเอดส์ผู้ชายระยะแรก หรือ ผู้หญิง ก็ตาม อาการของโรคเอดส์ในระยะแรก มักไม่แตกต่างกัน หรือ ไม่สามารถจำแนกได้ เพราะหากผู้ใดที่ได้รับเชื้อเข้าสู่ร่างกาย จะมีสัญญาณเตือน อาการของโรคแสดงออกมาให้เห็น จนผู้ที่ได้รับเชื้อรู้สึกว่า ตนเองนั้นป่วย ซึ่งอาการทั่วไปจะคล้าย ๆ กับเป็นไข้หวัดใหญ่

เช่น จะมีอาการปวดเมื่อย ตามร่างกาย มีไข้ ร่างกายอ่อนเพลีย มีผื่นขึ้นตามแขนขา ซึ่งอาการเหล่านี้ จะเกิดขึ้นในระยะเวลาประมาณ 2-6 สัปดาห์ หลังจากที่ร่างกาย ได้รับเชื้อเอชไอวีเข้าไป ภายในร่างกาย

สำหรับผู้ชายที่ได้รับเชื้อ ในระยะแรกนี้ จะสามารถแพร่เชื้อ ไปสู่ผู้อื่นได้ เพราะเนื่องจากร่างกาย จะผลิตไวรัสออกมา เป็นจำนวนมากทั้งในเลือด และสารคัดหลั่งต่าง ๆ ซึ่งอาการเป็นไข้หวัด ที่ได้กล่าวมาข้างต้นจะเกิดขึ้น ในช่วงระเวลาสั้น ๆ เท่านั้น และจะไม่มีอาการอีกเลยเป็นปี ๆ หรือสำหรับบางคน อาจมีอาการเป็น ๆ หาย ๆ อย่างไรก็ตาม อาการของผู้ป่วยโรคเอดส์นี้ จะสามารถแบ่งออกเป็น 3 ระยะหลัก ๆ คือ

– ระยะไม่แสดงอาการ เป็นระยะติดเชื้อเอดส์ แต่ยังไม่มีการแสดงอาการใด ๆ โดยระยะนี้ ผู้ที่ได้รับเชื้อ จะมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง เหมือนกับคนปกติทั่วไป อาจมีเพียงอาการที่ได้กล่าวมาข้างต้น ในระยะ 2-3 สัปดาห์แรกเท่านั้น เพราะหลังจากนั้น อาการเหล่านี้ ก็จะหายไป หากมีการเจาะเลือด เพื่อตรวจหาเชื้อในระยะนี้ จะสามารถตรวจพบเชื้อได้ ในระยะเวลาประมาณ 3- 12 สัปดาห์  หลังจากที่ร่างกายได้รับเชื้อ

– ระยะปรากฏ อาการเริ่มแรก จะเป็น ระยะที่อาการสัมพันธ์กับเอดส์ โดยผู้ป่วย จะเริ่มมีอาการอย่างใดอย่างหนึ่ง เกิดขึ้นพร้อมกัน เช่น เจ็บคอ ต่อมน้ำเหลืองโต อุจจาระร่วงเรื้อรังเป็นเวลา 1 เดือน โดยไม่ทราบสาเหตุ มีอาการโรคเริมลุกลาม และเรื้อรัง เป็นต้น

– ระยะโรคเอดส์เต็มขั้น จะเป็นระยะที่เชื้อเอชไอวี ได้เข้าไปทำลายระบบภูมิคุ้มกันภายในร่างกาย จนทำให้ผู้ป่วย เกิดการติดเชื้อฉวยโอกาสได้ง่าย เนื่องจากภูมิคุ้มกันของร่างกายได้ถูกทำลายลงไปเป็นอย่างมาก จึงทำให้ผู้ป่วย เกิดการติดเชื้อในระบบต่าง ๆ ได้ง่ายขึ้น เช่น การติดเชื้อในระบบทางเดินอาหาร ระบบหายใจ และระบบประสาท เป็นต้น

โดยโรคที่ผู้ป่วยมักจะมีโอกาสเป็นมากที่สุด ได้แก่ โรคประเภทปอดบวม โรคมะเร็งผิวหนัง เป็นต้น นอกจากนี้ผู้ป่วยบางรายอาจจะมีอาการสมองเสื่อมเกิดขึ้นได้

อย่างไรก็ตาม การเฝ้าสังเกตอาการตนเองหลังรับรู้ว่ามีความเสี่ยง หรือคิดว่าตนเองมีความเสี่ยงนั้นเป็นเรื่องดี แต่จริงๆ แล้ว อาการเอชไอวีในระยะแรกมันก็คล้ายคลึงกับอาการป่วยไข้หวัดธรรมดา ไข้หวัดใหญ่
ซึ่งบางครั้งเราอาจจะไม่ได้เอะใจ ว่าเป็นอาการเอชไอวี เพราะแบ่งแยกไม่ออก ดังนั้น สิ่งที่ควรทำ คือ หากรู้ว่าตนเองนั้นมีความเสี่ยงที่จะติดเชื้อ ก็ให้ตัดสินใจตรวจ โดยคำนวณระยะเวลาเสี่ยง หากเกิน 21 วัน ที่ไปเสี่ยงมา ก็รีบตรวจทันที

อาจมีหลายปัจจัยที่ส่งผลในการตัดสินใจที่จะไปตรวจเลือดตามสถานพยาบาลต่าง ๆ เพราะอาจมีผู้ป่วยบางรายไม่กล้าที่จะไปตรวจ ดังนั้น ด้วยเทคโนโลยีในปัจจุบันจึงได้มีการผลิตชุดตรวจเอชไอวีด้วยตนเองที่มีความแม่นยำ ปลอดภัย และได้มาตรฐาน โดยสามารถตรวจได้เองที่บ้าน

เพื่อให้ผู้ที่มีความเสี่ยงและมีความวิตกกังวลใจสามารถเลือกตรวจเลือดด้วยชุดตรวจคัดกรองเบื้องต้น ซึ่งเป็นอีกช่องทางหนึ่งในการเผชิญหน้ากับโรคร้ายนี้ เพราะหากตรวจพบเชื้อตั้งแต่เนิ่น ๆ ก็จะได้เตรียมเข้ารับการรักษาได้เท่าทันอาการของโรค

ร้านขายยามีชุดตรวจเอดส์ไหม

ร้านขายยามีชุดตรวจเอดส์ไหม

ร้านขายยามีชุดตรวจเอดส์ไหม การตรวจเอชไอวี ในแต่ละแบบ จะมีความแตกต่างกันออกไป ปัจจุบันนี้หากว่าคุณติดเชื้อเอชไอวี ระบบภูมิคุ้มกันภาย ในร่างกายจะสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมา เพื่อต่อสู้กับเชื้อไวรัสนี้ ซึ่งการตรวจเอชไอวีจะใช้หลัก ในการตรวจหาภูมิคุ้มกันนี้ในเลือด ปกติแล้วจะใช้ระยะเวลาประมาณ 21 วัน หลังจากมีการติดเชื้อเอชไอวี

จึงจะสามารถตรวจพบ ระดับของภูมิคุ้มกันนี้ได้ ทั้งนี้ แพทย์จะให้ตรวจซ้ำที่ 90 วัน เนื่องจากบางครั้ง ในช่วงระยะเวลา 3 เดือน ที่ผ่านมา อาจจะเป็นช่วงเวลา ฟักตัวของเชื้อ

หากเข้ารับการตรวจ หาเชื้อเอชไอวี ในช่วงของระยะฟักตัว จะได้ผลเป็นลบ ทั้งที่จริง ๆ แล้วอาจติดเชื้อแล้วก็ได้ ด้วยผลที่ออกมานี้ อาจจะทำให้เข้าใจผิด คิดว่าไม่มีการติดเชื้อ แต่ในทางปฏิบัติ หากมีภาวะเสี่ยง ต่อการติดเชื้อแล้วก็ควรไปตรวจซ้ำอีก 3 เดือน หลังจากมีการตรวจครั้งแรกไปแล้ว อย่างไรก็ตาม การตรวจหาเชื้อเอชไอวี ในแต่ละวิธีอาจมีระยะฟักตัวไม่เท่ากัน

ร้านขายยามีชุดตรวจเอดส์ไหม ปัจจุบัน สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้มีการประกาศปลดล็อค ให้ประชาชนสามารถหา ซื้อชุดตรวจคัดกรองเชื้อไวรัสเอชไอวี ที่เป็นสาเหตุ ทำให้ระบบภูมิคุ้มกัน ของร่างกาย มีความบกพร่อง และเสื่อมสภาพลง ด้วยตนเองได้จาก ร้านขายยา ซึ่งเป็นช่องทาง ให้กับผู้ที่ อยากตรวจหาเชื้อด้วยตนเอง และไม่สะดวก ที่จะไปตรวจตามสถานพยาบาล ได้หาซื้อชุดตรวจเอชไอวี ด้วยตนเองได้ง่ายยิ่งขึ้น

เลขาธิการ ของคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้กล่าวถึงสาระสำคัญ ของการแก้ไขประกาศกระทรวงสาธารณสุข คือ ได้มีการระบุสิ่งสำคัญ ที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพมาตรฐาน และข้อกำหนด ซึ่งจำต้องผลิต โดยผู้ผลิตที่ได้รับ การยืนยันเกี่ยวกับ คุณภาพการผลิต ตามมาตรฐาน ระดับประเทศและสากล เช่น มีหลักเกณฑ์ และมีวิธีการที่ดี สำหรับการผลิต รวมไปถึงข้อกำหนด ให้แสดงฉลาก ต่อผู้บริโภคในประเด็นต่าง ๆ เช่น วิธีการใช้งาน วิธีการเก็บรักษา คำเตือน ข้อควรระวัง องค์ความรู้เกี่ยวกับ ระยะเวลาการตรวจหาการติดเชื้อ ไม่พบของชุดตรวจนั้น แบบประเมินความเสี่ยง ต่อการได้รับเชื้อเอชไอวี ด้วยตนเอง มีช่องทางในการ ให้ข้อมูลสนับสนุน ผู้ผลิต หรือผู้นำเข้าสำหรับในการใช้งาน ชุดตรวจดังกล่าว มีการสาธิตกระบวนการตรวจ การสรุปผล การเชื่อมเข้าระบบบริการ หมายเลขโทรศัพท์เพื่อให้ คำแนะนำเพิ่มเติมอีกด้วย

นอกจากนี้ ยังต้องให้ ผู้รับใบอนุญาตผลิต หรือนำเข้าจัด ให้มีเอกสาร ที่เกี่ยวกับข้อมูล ที่ผู้ถูกตรวจควรจะรู้ ก่อนที่จะมีการตรวจ และภายหลังทราบผลการตรวจ เพื่อให้กระบวนการแนะนำ มีความชัดเจน ยืนยัน รักษาและป้องกัน ทั้งนี้ ข้อมูลดังกล่าว ต้องผ่านการตรวจสอบจาก อย. โดยอาจเป็นไปตามหลักเกณฑ์ ที่ประกาศฯ กำหนด

การยุติปัญหาโรคเอดส์ โดยมีการปลดล็อค ให้ประชาชนได้ มีการเข้าถึง การตรวจคัดกรองการติดเชื้อเอชไอวีด้วยตนเอง เป็นการเพิ่มทางเลือก ในการตรวจคัดกรอง หาเชื้อเอชไอวี แทนที่จะไปตรวจ ตามสถานพยาบาลต่าง ๆ

นอกจากนี้ ยังทำให้ประชาชน ได้รู้ถึงการติดเชื้อตั้งแต่เริ่มแรก จึงจะมีโอกาสป้องกัน การแพร่เชื้อเอชไอวีไปสู่ผู้อื่น แต่ถ้าหาก ผู้ที่มีความเสี่ยง ต่อการติดเชื้อเอชไอวี เมื่อตรวจเจอเชื้อเร็ว ก็จะสามารถเข้ารับ การรักษา และรับยาต้านได้ไว เพื่อลดการเสี่ยง ในการแพร่กระจายเชื้อ ซึ่งจากเดิมที่ต้องให้ ประชาชนไป ตรวจตามโรงพยาบาล

ก็สามารถหาซื้อชุดตรวจ คัดกรองด้วยตนเอง ได้ตามร้านขายยา แต่ถ้าตรวจแล้วพบการได้รับเชื้อ ก็ควรที่จะไปตรวจยืนยัน ซ้ำตามโรงพยาบาล หรือคลินิกนิรนาม เพื่อให้ได้ผลที่ชัดเจน

ใครบ้างที่ที่ควรเข้ารับการตรวจคัดกรองการติดเชื้อเอชไอวี ?

สำหรับผู้ที่ควรเข้ารับการตรวจเอชไอวี สามารถจัดเป็นกลุ่มได้ ดังนี้

1. ผู้ที่ได้รับความเสี่ยงจากการมีเพศสัมพันธ์กับบุคคลที่มีความเสี่ยงโดยไม่ได้ป้องกัน หรือผู้ที่มักจะเปลี่ยนคู่นอนบ่อยๆ และไม่ชอบสวมใส่ถุงยางอนามัย
2. ชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชายทางทวารหนักโดยไม่ได้ป้องกัน
3. ผู้ที่เสพสารเสพติดร่วมกัน และที่ใช้เข็มฉีดยาในการเสพร่วมกัน
4. หญิงตั้งครรภ์ที่เข้ามาฝากครรภ์ที่สถานพยาบาล ไม่ต้องตกใจหากคุณหมอให้ตรวจ เนื่องจากเป็นหนึ่งในการตเรียมความพร้อมสำหรับการตั้งครรภ์และคลอด หากคุณไม่ได้ติดเชื้อเอชไอวีลูกของคุณก็จะปลอดภัย แต่หากคุณติดเชื้อเอชไอวี คุณหมอก็จะสามารถช่วยลูกของคุณได้ทันจากการติดเชื้อเอชไอวี รู้หรือไม่ว่า หากคุณแม่เป็นผู้ป่วยติดเชื้อเอชไอวี ลูกที่อยู่ในครรภ์ไม่จำเป็นต้องติดเชื้อเอชไอวีเสมอไป
5. ทารกที่เกิดจากมารดาที่ติดเชื้อเอชไอวี
6. ผู้ป่วยวัณโรค ผู้ป่วยโรคเอชไอวีระยะสุดท้ายมักจะมีโรคแทรกซ้อน
7. ผู้ที่เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
8. บุคลากรทางการแพทย์ที่เกิดอุบัติเหตุที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อเอชไอวี
9. ผู้ที่ถูกล่วงละเมิดทางเพศ

โรคเอดส์สาเหตุ ของการเกิดโรค

โรคเอดส์สาเหตุ

โรคเอดส์สาเหตุ โรคเอดส์ (AIDS) เป็นภาวะการณ์ป่วย ในขั้นสุดท้ายของ การติดเชื้อไวรัสเอชไอวี (HIV) ซึ่งเป็นเชื้อไวรัส ที่เข้าไปทำลาย เซลล์เม็ดเลือดขาว ภายในร่างกาย ทำให้ระบบภูมิคุ้มกัน มีความบกพร่องจนไม่สามารถ กำจัด หรือต่อสู้กับเชื้อ ที่เข้าไปสู่ร่างกายได้ จึงทำให้เกิด อาการเจ็บป่วยต่าง ๆ ได้ง่าย ซึ่งอาจนำไปสู่ การเสียชีวิตลงได้ ปัจจุบันนี้ ยังไม่มีวิธีการใด ที่สามารถ รักษาโรคเอดส์ ให้หายขาดได้ มีเพียงยาที่ช่วยชะลอ การพัฒนาของโรค และยังช่วยลด อัตราการเสียชีวิตลง ด้วยโรคเอดส์ หากว่าผู้ติดเชื้อรู้ตัว และได้รับการรักษา ตั้งแต่เริ่มแรก ก็อาจจะช่วย ลดความเสี่ยง ไม่ให้เชื้อเอชไอวีลุกลาม ไปสู่ระยะเอดส์ได้

โรคเอดส์สาเหตุ ที่ทำให้เกิดโรค สันนิษฐานว่ามาจากลิง ซึ่งถูกค้นพบ ที่แรกที่แถบทวีปแอฟริกา มานานกว่า 70 ปี ต่อมาโรคนี้ ก็ได้วิวัฒน์มาสู่คน

เอดส์ คือ ระยะสุดท้าย ของการติดเชื้อเอชไอวี เชื้อไวรัสเอชไอวี เมื่อเข้าสู่ร่างกาย จะมุ่งทำลายระบบภูมิคุ้มกัน ของร่างกาย ทำให้เกิด ภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง นั่นเอง

สาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดการติดเชื้อเอชไอวี คือ

– การมีเพศสัมพันธ์ การมีเพศสัมพันธ์ ผ่านทางช่องคลอด และทางทวารหนัก โดยที่ไม่ได้มีการป้องกัน หากว่ามีฝ่ายใด ฝ่ายหนึ่ง ติดเชื้อเอชไอวี อาจจะมีความเสี่ยงสูง ที่คู่นอน จะได้รับเชื้อ เข้าสู่ร่างกาย จากการมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ป้องกัน

ทั้งจากของเหลวในช่องคลอด น้ำอสุจิ หรือหากเกิดบาดแผล และมีเลือดออก จากการร่วมเพศ อีกทั้งยังรวมไปถึง การมีกิจกรรมทางเพศ โดยการใช้ปาก (Oral sex) โดยความเสี่ยง ที่อาจจะได้รับเชื้อเอชไอวี ก็ขึ้นอยู่กับปริมาณของเชื้อ ที่อยู่ในสารคัดหลั่งด้วย

เพราะปกติแล้ว การมีเพศสัมพันธ์ ด้วยปากจะมีความเสี่ยงต่ำ ที่จะติดเชื้อผ่าน ทางน้ำลายของอีกฝ่าย แต่จะมีความเสี่ยงเพิ่มมากขึ้น เมื่ออีกฝ่าย เกิดมีบาดแผลภายในช่องปาก

– การตั้งครรภ์ และการคลอด ทารกที่อยู่ในครรภ์ สามารถติดเชื้อได้ จากทั้งระหว่างที่อยู่ภาย ในครรภ์ของมารดา ระหว่างการทำคลอด และ ระหว่างที่แม่ให้นมลูก หากว่าแม่ ที่เป็นผู้ติดเชื้อเอชไอวี ได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง และต่อเนื่อง อาจจะช่วยลดความเสี่ยง ที่ลูกจะได้รับเชื้อไปด้วย

– การใช้เข็มฉีดยา หรือกระบอกฉีดยา ร่วมกับผู้ที่ติดเชื้อ อาจทำให้ได้รับเชื้อเอชไอวี จากเลือดในอุปกรณ์นั้น ซึ่งมักเกิดจาก การใช้ยาเสพติดร่วมกัน หรืออุปกรณ์ต่าง ๆ ที่ไม่ได้ทำความสะอาดมาก่อน

– การรับเลือด การรับเลือดไปยังผู้ป่วย ที่ต้องการ การรักษาอาการป่วยต่าง ๆ แต่ถ้าหากว่า เป็นการถ่ายเลือด ตามสถานพยาบาล ก็จะมีขั้นตอน ตามมาตรฐานสากล ในการคัดกรอง และตรวจเลือด ก่อนจะมีการรับบริจาค ซึ่งเกิดขึ้นตั้งแต่ 2530 และได้กลายเป็นหลักบังคับ ให้ใช้ในสถานพยาบาลทุกแห่ง ซึ่งต้องมีการตรวจคัดกรอง ก่อนที่จะบริจาคเลือด ในปี 2533 เพื่อให้มั่นใจ ได้ว่าผู้ที่มาบริจาคเลือดนั้น ไม่ได้มีการติดเชื้อไวรัสเอชไอวี หรือเชื้อต่าง ๆ ที่อาจเป็นอันตรายแฝง มากับเลือดที่บริจาค ก่อนที่จะนำไปใช้ กับผู้ป่วยที่ขาดเลือด ซึ่งหลักการสากลนี้ จะทำให้ความเสี่ยงจากการติด เชื้อไวรัสเอชไอวี ผ่านการรับเลือดลดน้อยลง เป็นอย่างมาก

การที่เรามีเชื้อไวรัสเอชไอวี อยู่ภายในร่างกายนั้น ไม่ใช่ว่าจะเป็นโรคเอดส์ อย่างที่หลายคนคิด ซึ่งอาจมีบุคคลอีกมากมาย ที่ร่างกายมีเชื้อไวรัสเอชไอวี แต่ก็ยังมีสุขภาพร่างกาย ที่แข็งแรงดี แต่เชื้อเหล่านี้ ก็จะยังค่อย ๆ เข้าไปในร่างกาย เพื่อเข้าไปทำลายระบบภูมิคุ้มกัน ให้ลดน้อยลง จึงส่งผลให้เกิดการเจ็บป่วย และอาจเกิด โรคฉวยโอกาสได้ ดังนั้น สิ่งที่ควรทำ หากมีความกังวลว่าตนเอง มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ คือ เข้ารับการตรวจ ถ้าไม่กล้าที่จะ ไปตรวจตามโรงพยาบาล ก็ให้รีบทำการ ตรวจคัดกรองเบื้องต้นด้วย ชุดตรวจคัดกรองด้วยตนเอง ปลอดภัย แม่นยำ ได้มาตรฐาน และสามารถทำการตรวจ ด้วยตนเองที่บ้าน ได้อย่างปลอดภัย เพื่อความสบายใจ และคลายความกังวลใจ เพราะหากรู้ผลตั้งแต่เนิ่น ๆ ก็จะสามารถเข้ารับการรักษา และรับยาต้านไวรัส ได้ทันเวลา และเหมาะสม