ถุงยางอนามัยช่วยป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้จริงหรือ?

Istock 175689062 %281%29

ผมเชื่อและสนับสนุนการใช้ถุงยางอนามัยเต็มที่ครับ เมื่อไรที่ผมมีโอกาสคุยกับคนไข้ที่มีคู่นอนหลายคน ไม่ว่าจะหญิงหรือชาย ผมจะถามเรื่องถุงยางอนามัยเสมอ “คุณมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ใช้ถุงยางอนามัยบ่อยแค่ไหน ? น้อยครั้ง บางครั้ง หรือเกือบทุกครั้ง” วัยรุ่นมักจะตอบคําถาม แบบนี้ตามความเป็นจริง แต่น้อยมากที่ผมจะได้คําตอบว่า “ผมใช้ทุกครั้ง เลยครับ” พวกวัยรุ่นรู้ดีว่า ควรใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเซ็กส์ แต่น่าผิดหวังที่พวกเขากลับไม่ค่อยยอมใช้ ถุงยางอนามัยไม่เพียงป้องกันการ ตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์และการแพร่เชื้อเอชไอวี/เอดส์ แต่ยังป้องกันโรค ติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (Sexual Transmited Diseases : STD)ได้อีกมาก

ตามข้อมูลของศูนย์ควบคุมป้องกันโรค มีผู้ติดเชื้อ STD รายใหม่ ปีละ 19 ล้านราย โดยมีสัดส่วนสูงสุดในกลุ่มคนอายุต่ำกว่า 25 ปี ไม่ใช่ เฉพาะหนุ่มสาวและวัยรุ่นเท่านั้น แม้แต่ในผู้ใหญ่ก็มีอัตราติดเชื้อที่สูงขึ้น ตามสถิติพบว่า 15% ของผู้ป่วย เอชไอวี / เอดส์รายใหม่ คือคนในกลุ่มอายุ เกิน 50 ปี แม้ว่าผู้ใหญ่วัย 40 ปีขึ้นไปจะเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ต่ำสุด กระนั้นใน 10 ปีมานี้ อัตราเป็นโรคก็เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน เหตุผล หนึ่งอาจเป็นเพราะการสํารวจเป็นไปอย่างกว้างขวางครอบคลุม ประกอบกัน ประชากรกลุ่มนี้ก็มากขึ้น แต่เห็นชัดว่า ไม่ว่าจะเพศและวัยใดจําเป็นระวังใส่ใจการติดเชื้อโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

แม้ว่าผมจะพยายามพูดให้คนไข้ของผมเห็นความสําคัญของการใช้ถุงยางอนามัย ว่าสําคัญต่อสุขภาพของตนเองและคู่นอนเพียงไร แต่กลับรู้สึกเหมือนกําลังเข็นครกขึ้นภูเขา ขอย้ำนะครับ ถุงยางอนามัยจะมีประสิทธิภาพ ก็ต่อเมื่อคุณสวมใส่เท่านั้น

ถุงยางอนามัยป้องกันการแพร่เชื้อ STD ได้หลายชนิด ด้วยการทําหน้าที่เป็นปราการกั้นเลือด อสุจิ สารคัดหลั่งจากช่องคลอด ซึ่งล้วนแล้วแต่มีโอกาสเป็นแหล่งเชื้อโรค ไม่ให้ส่งต่อไปยังคู่นอนในระหว่างมีเพศสัมพันธ์ เป็นเครื่องป้องกันที่มีประสิทธิภาพของโรคเอชไอวี/เอดส์ หนองในเทียม โกโนเรีย คลามายเดีย ตลอดจนโรคไวรัสตับอักเสบ แต่โรคติดต่อทาง เพศสัมพันธ์บางอย่าง ก็แพร่ผ่านการสัมผัสผิวหนังที่มีเชื้อได้ อย่างเช่น เริ่มที่อวัยวะเพศ ซิฟิลิส และหูดหงอนไก่ซึ่งเกิดจากไวรัส HPV

ถุงยางอนามัยช่วยปกป้องคุณจากโรคไม่พึงประสงค์ได้ดีที่สุด โดยเฉพาะเชื้อ hiv ซึ่งก่อให้เกิดโลกเอดส์ตามมา แม้จะป้องกันได้ไม่หมดทุกโรคก็ตาม เพราะเหตุใดถุงยางอนามัยจึงไม่ได้ผลเต็มร้อย ? ถ้าจะพูดเรื่องประสิทธิภาพของถุงยางอนามัย มีปัจจัยที่ต้องคํานึงถึงดังต่อไปนี้ครับ

  • เชื้อโรคสามารถผ่านถุงยางอนามัยได้หรือเปล่า
  • การแพร่เชื้อมักจะมากับสารคัดหลังจากช่องคลอดหรือองคชาติ ใช่หรือไม่
  • การใช้ถุงยางอนามัยถูกต้องหรือเปล่า ถุงยางปริ แตก รั่ว หรือ เลื่อนหลุดหรือไม่

ถุงยางอนามัยจะช่วยลดความเสี่ยงของการติดเชื้อได้ ตราบเท่าที่ ของเหลวหรือบริเวณที่ปนเปื้อนเชื้อ ถูกคั่นแบ่งด้วยถุงยางอนามัย ไม่เช่นนั้น ถุงยางอนามัยก็ช่วยอะไรไม่ได้ ดังเช่นกรณีออรัลเซ็กส์ และ เยื่อบุช่องปากที่สัมผัสบริเวณอวัยวะเพศหรือสารคัดหลัง ผิวหนังที่มีเชื้อ ก็อาจติดโรค STD บางชนิดได้

ประการสุดท้าย ไม่ว่าคุณจะอยู่ในวัยใด ถุงยางอนามัย หากไม่ใช้อย่างถูกต้องทุกครั้ง ก็จะส่งผลให้เกิดความคุ้มค่าไม่สมกับหน้าที่ของมัน

คําแนะนําที่น่าจะเป็นประโยชน์

  • ถุงยางอนามัยที่ทําจากลาเท็กซ์ หรือโพลียูริเทน มีคุณสมบัติ ปกป้องได้เหนือกว่าถุงยางอนามัยธรรมชาติที่ทําจากหนังแกะ ซึ่งจะมีรูขนาดใหญ่กว่า เชื้อโรคบางชนิดผ่านได้
  • เมื่อสวมถุงยางอนามัย ต้องคลุมองคชาติทั้งลํา และสวมตั้งแต่ก่อนร่วมเพศ ไปจนสิ้นสุดกระบวนการ จากนั้นค่อยๆ ถอดออกอย่างระมัด ระวัง อย่าให้รั่วหรือแตก หากใช้เป็นประจํา โอกาสผิดพลาดจะน้อย
  • สวมถุงยางอนามัยใหม่ทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์ หลังจากหลังแล้ว ต้องถอดออกด้วยความระมัดระวังทันที
  • ใช้สารหล่อลื่นสูตรน้ำ เพื่อช่วยไม่ให้ถุงยางอนามัยแตก แต่อย่า ใช้น้ำมันหรือวาสลีน เพราะจะทําให้ถุงยางอนามัยอ่อนตัวลงและแตกง่าย
  • เก็บรักษาถุงยางอนามัยใหม่ในที่เย็นและแห้ง นั่นหมายความว่า ถุงยางอนามัยเก่าเก็บที่พกในกระเป๋าสตางค์ของคุณเป็นปีนั้น อาจเสื่อม สภาพไปแล้ว

ถ้าคุณอยากฟังเหตุผลอื่น ๆ ที่สนับสนุนการมีเพศสัมพันธ์อย่างปลอดภัย นี่เป็นความรู้ที่คุณอาจไม่ทราบมาก่อน โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์บางชนิด รักษายากหรือเป็นแล้วไม่มีวันหายขาด เป็นที่ทราบกัน ขณะนี้ เรายังไม่มีวิธีรักษาโรคเอชไอวี/เอดส์ ให้หายขาดได้ แต่คุณจะแปลกใจ ถ้าได้รู้ว่า ปัจจุบันวงการแพทย์มีความกังวลต่อเชื้อหนองในเทียมสายพันธุ์ที่ดื้อยาปฏิชีวนะแทบทุกอย่าง ขณะเดียวกัน เริ่มเป็นโรคที่เราควบคุมอาการได้ แต่ก็ไม่สามารถรักษาให้หายขาด โรคหูดหงอนไก่เกิดจากเชื้อไวรัส HPV และสัมพันธ์กับการเกิดมะเร็ง มีผู้ป่วยบางรายแม้รักษาเป็นปี ๆ ก็ไม่หาย

ผมเชื่อว่า ประเด็นที่เราพูดกันนี้ ไม่ได้มีเป้าหมายจะทําลายความ หฤหรรษ์ของการมีเพศสัมพันธ์ เพศสัมพันธ์เป็นส่วนที่สําคัญของสัมพันธภาพอันลึกซึ้ง แต่เราทุกคนต้องระลึกไว้เสมอว่า ไม่มีใครเด็กเกินไปหรือ แก่เกินไป ที่จะระมัดระวังปกป้องตนเองจากโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

บทสรุป

หากคุณยังมีกิจกรรมทางเพศ ถุงยางอนามัยคืออุปกรณ์ที่ดีที่สุดในการป้องกัน คุณจากโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์และเอชไอวี แต่ไม่ใช่จะปลอดภัยเต็มร้อย เพราะถึงจะใช้อย่างถูกต้อง ก็ไม่สามารถป้องกันเริ่ม หูดหงอนไก่ และซิฟิลิสได้ และหากถุงยางอนามัยแตก ผลก็เท่ากับไม่ได้ใช้ถุงยางอนามัย และควรไปตรวจโรคต่างๆ รวมถึง hiv test อยู่ดี คนที่มีคู่นอนหลายคน แม้คุณจะใช้ถุงยางอนามัยเสมอแต่คําแนะนําสําหรับคุณก็คือ ต้องตรวจหาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เป็นประจํา

หากคุณเห็นว่าบทความนี้มีประโยชน์และอยากอ่านเกี่ยวกับหัวข้อนี้เพิ่มเติม สามารถสนับสนุนผู้แต่ง นายแพทย์ริชาร์ด เบซเซอร์  ได้โดยการซื้อหนังสือ “ความจริงจากหมอไขข้อกังขาปัญหาสุขภาพ

เชื้อ HPV คืออะไร?

ไวรัสชนิดนี้เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่พบได้บ่อยที่สุดในประเทศสหรัฐอเมริกา

โรคติดเชื้อเอชพีวี หรือโรคติดเชื้อไวรัส (HPV infection หรือ Human papilloma virus infection) คือโรคที่เกิดจากร่างกายติดเชื้อไวรัสชนิดที่เรียกว่า ไวรัสเอชพีวี (HPV หรือ Human papillomavirus) ซึ่งเป็นไวรัสสายพันธุ์ในตระกูล (Family) Papillomavirus ซึ่งมีมากกว่า 150 สายพันธุ์ย่อย โดยไว้รัสแต่ละตัวในกลุ่มนี้จะมีตัวเลขระบุสายพันธุ์ย่อย เชื้อ HPV บางสายพันธุ์สามารถทำให้เกิดหูดที่ผิวหนังได้ ยิ่งไปกว่านั้นบางสายพันธุ์สามารถทำให้เกิดโรคมะเร็งได้

ประเภทของเชื้อ HPV

เชื้อ HPV อาศัยอยู่ในเซลล์เยื่อบุผิวหนังและในเยื่อมูกที่ปกคลุมหลายส่วนของร่างกาย เช่น

  • ภายในจมูก ปาก และลำคอ
  • ด้านในของเปลือกตา
  • ด้านในของผิวหนังและท่อปัสสาวะที่องคชาติ
  • ช่องคลอด ปากมดลูกและอวัยวะเพศภายนอก
  • ทวารหนัก

เชื้อ HPV ประมาณ 75% สามารถทำให้เกิดหูดที่ผิวหนัง เช่น ที่แขน หน้า หน้าอก มือ และเท้าได้ อ้างอิงจากสมาคมโรคมะเร็งแห่งประเทศสหรัฐอเมริกา เชื้อ HPV สายพันธุ์อื่นจะเรียกว่า ชนิด mucosal หรือ genital (หรือ anogenital) เนื่องจากมักจะส่งผลต่อบริเวณทวารหนักหรืออวัยวะเพศ มีเชื้อ HPV มากกว่า 40 ชนิดที่สามารถทำให้ติดเชื้อบริเวณอวัยวะเพศได้

อ้างอิงจากศูนย์ป้องกันและควบคุมโรค (CDC) เชื้อ HPV ชนิด mucosal ยังแบ่งออกได้เป็นกลุ่มความเสี่ยงน้อยกับความเสี่ยงมาก เชื้อ HPV กลุ่มความเสี่ยงน้อยสามารถทำให้เกิดหูดที่อวัยวะเพศ รอบๆ อวัยวะเพศและทวารหนัก หรือภายในช่องปากและลำคอได้ 90% ของหูดที่อวัยวะเพศเกิดจากการติดเชื้อ HPV สายพันธุ์ 6 และ 11

อ้างอิงจากสถาบันโรคมะเร็งแห่งชาติ ตรงข้ามกับกลุ่มความเสี่ยงต่ำ เชื้อ HPV ชนิดความเสี่ยงสูงสามารถทำให้เกิดมะเร็งได้ โดยปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์ได้พบเชื้อชนิดนี้แล้วประมาณ 12 ชนิด และสายพันธุ์ 16 และ 18 เป็นเชื้อที่ทำให้เกิดโรคมะเร็งจากการติดเชื้อ HPV ส่วนใหญ่

คุณติดเชื้อ HPV ได้อย่างไร?

หูดที่ผิวหนังมีการแพร่กระจายผ่านการสัมผัสผู้ที่ติดเชื้อโดยตรง คุณสามารถแพร่เชื้อนี้ไปยังบุคคลอื่นด้วยการสัมผัสเช่นกัน โดยผู้ที่เสี่ยงต่อการได้เป็นหูดที่ผิวหนัง ประกอบด้วย เด็กและวัยรุ่น ผู้ที่ชอบกัดนิ้ว และผู้ที่มีระบบภิมคุ้มกันบกพร่อง เชื้อ HPV ชนิด Mucosal จะติดต่อผ่านการสัมผัสผัวหนังอย่างแนบชิด และมักเกิดจากการมีเพศสัมพันธ์ทางช่องคลอดหรือทางทวารหนัก แต่ก็สามารถเกิดจากการมีเพศสัมพันธ์ทางปากเช่นกัน ผู้ที่ยังมีเพศสัมพันธ์ทุกคนมีความเสี่ยงสูงต่อการติดเชื้อ HPV แม้ว่าจะมีคู่นอนเพียงคนเดียวก็ตาม

อาการของการติดเชื้อ HPV อาจเกิดขึ้นหลายปีหลังจากติดเชื้อและสามารถแพร่เชื้อไปยังคนอื่นได้ในช่วงที่ไม่มีอาการ หรืออาจจะได้รับเชื้อมาจากคนอื่นที่ไม่มีอาการเช่นกัน คุณจะมีความเสี่ยงที่จะติดเชื้อ HPV ที่อวัยวะเพศเพิ่มขึ้นหากคุณ…

  • ไม่ได้รับวัคซีนป้องกันการติดเชื้อ HPV
  • มีคู่นอนหลายคน
  • มีคู่นอนที่มีคู่นอนหลายคน
  • มีอายุน้อยกว่า 25 ปี
  • เริ่มมีเพศสัมพันธืตั้งแต่อายุน้อยกว่า 16 ปี
  • เป็นผู้ชายที่ไม่ได้ขลิบอวัยวะเพศ
  • เป็นผู้หญิงที่มีคู่นอนเป็นชายที่ไม่ได้ขลิบอวัยวะเพศ

ความชุกของการติดเชื้อ HPV

ศูนย์ป้องกันและควบคุมโรค กล่าวว่า เชื้อ HPV เป็นเชื้อที่ติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่พบได้บ่อยที่สุด โดยผู้ชายและผู้หญิงที่ยังคงมีเพศสัมพันธ์ทุกคนจะสามารถติดเชื้อ HPV ได้ในช่วงใดช่วงหนึ่งของชีวิต ดังนั้นการติดเชื้อ HPV มากกว่า 1 สายพันธุ์จึงเป็นเรื่องที่พบได้ทั่วไป ตัวอย่างเช่น ระหว่างปี ค.ศ. 2003 ถึง 2006 ก่อนการเริ่มใช้วัคซีน HPV มีผู้หญิงสหรัฐประมาณ 21.6% ที่มีการติดเชื้อ HPV ที่อวัยวะเพศมากกว่า 1 สายพันธุ์

ข้อมูลจากวารสาร Sexually Transmitted Diseases รายงานดังกล่าวยังระบุอีกว่า ในปี ค.ศ. 2008 มีการประมาณว่าผู้หญิง 39.9 ล้านคนและผู้ชาย 39.2 ล้านคนในประเทศสหรัฐอเมริกามีการติดเชื้อ HPV ที่อวัยวะเพศ และในแต่ละปีมีผู้ชายและผู้หญิงอายุระหว่าง 15-59 ปี ที่ติดเชื้อรายใหม่ 14 ล้านคนต่อปี

คำถามจากผู้ป่วยท่านอื่นเกี่ยวกับเชื้อ HPV

ไวรัส HPV ในผู้ชายเป็นอันตรายมากไหมครับ ?

คำตอบ: ไวรัส HPV เป็นเชื้อไวรัสที่ติดต่อทางเพศสัมพันธ์ การติดเชื้อนี้จึงพบได้บ่อยในผู้ที่อยู่ในวัยเจริญพันธุ์โดยพบว่าการติดเชื้อบางชนิดจะมีความสัมพันธ์กับมะเร็งปากมดลูกในผู้หญิง สำหรับผู้ชายการติดเชื้อชนิดนี้อาจทำให้เกิดโรคหูดที่อวัยวะเพศ และที่ทวารหนักหรือที่เรียกกันว่าหูดหงอนไก่ มะเร็งบริเวณช่องทวารและอวัยวะเพศ มะเร็งบริเวณช่องปาก หรือไม่มีอาการอะไรเลยหลังได้รับเชื้อ – ตอบโดย วิภา สุวรรณชีวะศิริ (พญ.)

เด็กสามารถเริ่มฉีดวัคซีนHPV ได้กี่ขวบค่ะ

คำตอบ: อายุของผู้ฉีด งานวิจัยชุดแรกทำในคนอายุ 9-26 ปี จึงเป็นคำแนะนำมาตรฐานว่าวัคซีนนี้เหมาะสำหรับคนอายุ 9-26 ปี แต่มีงานวิจัยอื่น ๆมาอีก ว่า อายุมากกว่านี้ ก็สามารถฉีดได้ครับ – ตอบโดย Dr.Chaiwat J.(หมอเปี๊ยก) (นพ.)

วัคซีนhpv มีแต่แจกให้เด็กมัธยมหรอคะ อายุ21รับฟรีได้มั้ย

คำตอบ: อายุ21ปี ไม่ฟรีครับ วัคซีน hpv รับฟรีได้อายุไม่เกิน 11 ปีนะครับ เกินกว่านี้ต้องไปฉีดเองที่โรงพยาบาลเอกชนหรือคลินิคครับ – ตอบโดย รัตน์พล อ่ำอำไพ (นพ.)

การเลือกฉีดวีคซีนป้องกัน HPV มีความคุ้มค่าเพียงใด

คำตอบ: การฉีดวัคซีน HPV จะได้ประโยชน์สูงที่สุดถ้าฉีดก่อนที่จะติดเชื้อ HPV หรือก่อนมีเพศสัมพันธ์ เพราะการติดเชื้อ HPV ส่วนใหญ่เกือบทั้งหมดเกิดจากการมีเพศสัมพันธ์กับผู้ชายที่มีเชื้อ HPV อยู่ ซึ่งผู้ชายจะไม่มีอาการผิดปกติ การฉีดวัคซีน HPV สามารถฉีดได้ตั้งแต่อายุ 9 ปีขึ้นไป ในต่างประเทศจะแนะนำให้ฉีดวัคซีนในช่วงอายุ 12-14 ปี ด้วยเหตุผล 3 ประการ คือ 1. ส่วนใหญ่ยังไม่มีเพศสัมพันธ์ 2. ยังไม่ติดเชื้อ HPV และ3. วัคซีนสามารถกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันได้สูงกว่าในผู้ใหญ่ แต่หากมีเพศสัมพันธ์แล้วก็ยังจะควรฉีดอยู่ดี เพราะเชื้อ HPV ที่ทำให้เกิดมะเร็งปากมดลูกมีหลายสายพันธุ์ ที่พบได้บ่อย คือ สายพันธุ์ 16 และ 18 วัคซีนบางชนิดมีการเสริมสารกระตุ้นภูมิคุ้มกันทำให้สามารถป้องกันเชื้อ HPV สายพันธุ์ก่อมะเร็งอื่น แม้เราจะมีเพศสัมพันธ์แล้ว ก็อาจจะยังไม่เคยติดเชื้อ HPV หรือหากติดเชื้อมาแล้วก็ยังได้ประโยชน์จากวัคซีนจากวัคซีนเนื่องจากยังสามารถป้องกันสายพันธุ์อื่นที่ยังไม่เคยติดได้ – ตอบโดย ชยากร พงษ์พยัคเลิศ (นพ.)

คำตอบ 2: วัคซีนนี้จะป้องกันมะเร็งปากมดลูกเฉพาะสายพันธ์ที่วัคซีนนั้นผลิต วัคซีนนี้จะป้องกันโรคหูดเฉพาะสายพันธ์ที่ผลิจในวัคซีน ส่วนสายพันธ์อื่นๆป้องกันไม่ได้ วัคซีนนี้ป้องกันมะเร็งปากมดลูกเฉพาะสาเหตุที่เกิดจากการติดเชื้อหูดที่วัคซีนนั้นป้องกัน ส่วนสาเหตุอื่นของการเกิดมะเร็งก็ป้องกันไม่ได้ หลังฉีดวัคซีนยังคงต้องตรวจหามะเร็งปาดมดลูกอยู่โดยการทำ PAP วัคซีนนี้ไม่สามารถป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ชนิดอื่น แม้ว่าจะฉีดวัคซีนครบก็ต้องมีความตระหนักในการป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เช่น ไม่เปลี่ยนคู่นอน สวมถุงยางอนามัยทุกครั้งหากไม่แน่ใจค่ะ – ตอบโดย วลีรักษ์ จันทร (พว.)

คำตอบ 3: วัคซีน HPV สามารถป้องกันการเกิดมะเร็งปากมดลูกได้ค่ะ แต่เนื่องจากวัคซีนมีราคาค่อนข้างสูง (เมื่อเปรียบเทียบกับวัคซีนชนิดอื่นๆที่ใช้ในการป้องกันโรค) ดังนั้น การเลือกใช้จึงขึ้นอยู่กับกำลังทรัพย์ของแต่ละบุคคลค่ะ ความสามารถในการป้องกันการติดเชื้อจะเกิดขึ้นภายใน 1 เดือน หลังจากได้รับวัคซีนครบ 3 เข็ม ส่วนระยะเวลาในการป้องกันโรคของวัคซีนยังคงต้องติดตามผลต่อไป เนื่องจากวัคซีนยังไม่มีข้อมูลประสิทธิผลของวัคซีนยาวเกินกว่า 10 ปี และเพื่อให้ได้รับประโยชน์สูงสุดจากการฉีดวัคซีน HPV ควรได้รับวัคซีนตั้งแต่ยังไม่ติดเชื้อ HPV นั่นคือ ก่อนการมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรก ซึ่งวัคซีนนี้สามารถฉีดได้ตั้งแต่อายุ 9 – 26 ปี – ตอบโดย รัชนี รุ่งราตรี (พญว.)

อายุ24 สามารถไปฉีดวัคซีนHPVป้องกันมะเร็งปากมดลูกได้เปล่าคะ แล้วเข็มละเท่าไหร่คะ ค่าใช้จ่ายแต่ละโรงพยาบาล เท่ากันเปล่าคะ

คำตอบ: อายุ 24 ปี ถ้าไม่เคยมีเพศสัมพันธ์มาก่อนสามารถฉีดวัคซีน HPV ได้เลยค่ะ แต่หากเคยมีเพศสัมพันธ์มาแล้วควรตรวจแปปสเมียร์ เพื่อหาเชื้อ HPV ก่อนเพราะถ้าได้รับเชื้อไวรัส HPV มาแล้ว วัคซีนนี้จะไม่สามารถช่วยป้องกันหรือรักษาได้ค่ะ ราคาของวัคซีน โดยเฉลี่ยเข็มละ 2,000-4,000 บาทค่ะ ขึ้นอยู่กับว่าเป็นวัคซีนชนิดกี่สายพันธุ์ แต่หากเป็นโรงพยาบาลของรัฐราคาจะถูกกว่าโรงพยาบาลเอกชน ดังนั้นลองโทรสอบถามโรงพยาบาลที่สะดวกจะไปรับบริการก่อนได้ค่ะ – ตอบโดย ศิรินทิพย์ ผอมน้อย (นักจิตวิทยาคลินิก)

เชื้อ HPV เกิดขึ้นได้อย่างไร และสามารถติดต่อกันทางเพศสัมพันธ์ได้หรือไม่ ถ้าได้..สามารถตรวจเช็คได้ทางไหนบ้าง

คำตอบ: เชื้อ HPV หรือ human papilloma virus เป็นเชื้อไวรัส ซึ่งติอต่อทางเพศสัมพันธ์ จากสถิติพบว่าผู้หญิงถึงร้อยละ 80 ติดเชื้อ HPV ในช่วงใดช่วงหนึ่งของชีวิต โดยไวรัสตัวนี้จะใช้เวลาเฉลี่ย 5 – 10 ปีในการเปลี่ยงแปลงเซลล์ปากมดลูกให้กลายเป็นมะเร็งปากมดลูก เชื้อไวรัส HPV นี้สามารถป้องกันโดยการฉีดวัคซีนป้องกันเชื้อ HPV นี้ โดยปัจจุบันมี 2 ชนิดคือ ชนิด 2 หรือ 4 สายพันธ์ และการตรวจเช็ค สามารถเช็คได้โดยการตรวจภายในเพื่อเช็คมะเร็งปากมดลูก โดยวิธี liquid base cytology plus HPV test คือการตรวจมะเร็งปากมดลูก และตรวจเชื้อ HPVด้วย โดยสามารถหาข้อมูลและแจ้งสูตินรีแพทย์ผุ้ตรวจด้วยว่าต้องการตรวจหาเชื้อ HPV ด้วย โดย วิธีนี้เป็นการตรวจทางชีวโมเลกุลร่วมกับการตรวจ Pap test เพื่อหาเชื้อไวรัส HPV โดยตรง ซึ่งการตรวจแบบนี้จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกในระยะเริ่มแรกได้ถึงร้อยละ 90-100 โดยแพทย์จะเก็บเซลล์ตัวอย่างเพื่อทำการตรวจหาเซลล์ที่ผิดปกติ และเซลล์ที่เหลือจะนำใช้ตรวจ HPV โดยไม่ต้องเก็บตัวอย่างซ้ำซ้อนซึ่งจะสะดวกแก่ผู้มารับการตรวจ – ตอบโดย รัฐวิชญ์ สุนทร (นพ.)

คำตอบ 2: เชื้อ HPV จะติดเชื้อเฉพาะในเซลล์ผิวหนังและเซลล์เยื่อเมือกหรือเซลล์เยื่อบุผนัง และจะเกิดการติดต่อได้เฉพาะจากการสัมผัสโดยตรง กับเชื้อ (Skin to skin contact) ดังนั้นจึงเป็นการติดเชื้อเฉพาะที่เฉพาะบางอวัยวะที่สัมผัสกับเชื้อได้โดยตรงเช่น อวัยวะเพศ ฉะนั้น คำตอบคือ HPV สามารถติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้ค่ะ ส่วนอาการเช่น หากเป็นลักษณะหูดหงอนไก่ก็จะพบตุ่มเนื้องอกเล็กบริเวณปากช่องคลอด หลายๆตุ่ม ไม่มีอาการเจ็บ อาจมีอาการตกขาวมากว่าปกติ มีเลือดปนตกขาวและมีกลิ่นเหม็น มีเลือดออกกระปริดกระปรอย เป็นต้น สามารถการตรวจคัดกรองการติดเชื้อได้จาก 1. การตรวจ Papanicolaou smear หรือ แปบเสมียร์ (Pap smear) โดยการใช้แผ่นไม้บางๆเล็กๆรูปร่างคล้ายไม้พาย ป้ายบริเวณรูปากช่องคลอดแล้วมาป้ายบนสไลด์แล้วนำไปย้อมสี จากนั้นนำมาดูลักษณะของเซลล์ หากมีการติดเชื้อ ลักษณะเซลล์จะผิดปกติไป 2. การตรวจด้วยเทคนิคที่เรียกว่า Liquid-based solution ซึ่งการตรวจจะคล้ายคลึงกับการตรวจแปบสเมียร์ แต่จะเป็นการเก็บเซลล์ที่จะตรวจในน้ำยาเฉพาะ แทนการป้ายเซลล์บนแผ่นแก้ว (Slide) ซึ่งจะให้ความแม่นยำในการตรวจสูงกว่าการตรวจแปบสเมียร์ 3. การตรวจหา ดีเอ็นเอของเชื้อ HPV ซึ่งสามารถบอกได้ถึงชนิดของเชื้อ HPV ว่าเป็นกลุ่มที่ทำให้เสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งสูงหรือต่ำ ค่ะ – ตอบโดย กรรณิกา สารทิศ (พว.)

อยากทราบว่าราคาตรวจเชื้อHPVราคาเท่าไร แพงมั้ย ต่างจากตรวจpap smeer ยังไงคะ

คำตอบ: Pap smear เป็นการตรวจหาเซลล์มะเร็งปากมดลูก โดยการเก็บเซลล์ไปป้ายบนสไลด์ ให้ความแม่นยำน้อยราคาประมาณ500-1000 บาทค่ะ Thin Prep Pap test เป็นการเก็บเซลล์ในน้ำยา ให้ความแม่นยำสูงขึ้น ราคาประมาณ 1,500-2,000 บาท HPV DNA เป็นการตรวจหาเชื้อ HPV ชนิดที่ก่อเซลล์มะเร็ง ราคา 2,500-3,000 บาท ราคานี้เป็นราคาโรงพยาบาลเอกชนค่ะ หากโรงพยาบาลรัฐราคาก็จะต่ำลงมาเล็กน้อย หากตรวจแล้วผลปกติ แบบที่1และ2 ควรตรวจปีละครั้ง แบบที่3ตรวจ3ปีครั้งค่ะ – ตอบโดยศิรินทิพย์ ผอมน้อย (นักจิตวิทยาคลินิก)

6 โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ตัวร้าย เป็นแล้ว อย่าอายที่จะไปหาหมอ!!

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าการมีเพศสัมพันธ์นั้นเป็นเรื่องธรรมชาติของมนุษย์ แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม การมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่รู้จักการป้องกันที่ถูกวิธี ย่อมนำมาซึ่งโรคติดต่อร้ายแรงต่างๆ ได้ และเมื่อเป็นแล้ว บางโรคก็ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ เราจึงจำเป็นต้องดูแลตัวเองอยู่ตลอดเวลา วันนี้เราจะพามาทำความรู้จักว่า โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ นั้น มีโรคอะไรบ้าง

หนองใน เริม ซิฟิลิส โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เป็นโรคที่ติดเชื้อและแพร่เชื้อไปยังผู้อื่นผ่านการมีเพศสัมพันธ์ ทั้งจากการร่วมเพศทางช่องคลอด ทางปาก หรือทวารหนัก โดยปัญหาหลักของโรคเหล่านี้ คือ คนไข้มาทราบว่าตนเองมีความผิดปกติ หรือเพิกเฉยต่ออาการเหล่านั้น และอายที่จะเข้ารับการรักษากับแพทย์

1. เชื้อราในช่องคลอด

โรคเชื้อราในช่องคลอด เกิดจากเชื้อรา แคนดิดา อัลบิแคนส์ (Candida albicans) โดยปกติเป็นเชื้อที่อยู่ในช่องคลอดโดยไม่ทำให้เกิดโรค แต่ถ้าร่างกายมีภูมิคุ้มกันต้านทานโรคต่ำ ได้รับยาปฏิชีวนะเป็นเวลานาน หรือมีโรคประจำตัวบางชนิด เช่น โรคเบาหวาน โรคเอดส์ หรือมีภาวะอับชื้นบริเวณอวัยวะเพศเป็นเวลานานๆ ก็จะทำให้เชื้อรามีปริมาณมากขึ้นจนก่อโรค โดยอาการสำคัญที่ควรต้องเข้ามาปรึกษาแพทย์ ได้แก่
  • ตกขาวผิดปกติ
  • มีกลิ่น
  • ผนังช่องคลอดมีลักษณะบวมแดง
  • มีอาการคันบริเวณอวัยวะเพศและภายในช่องคลอด

ซึ่งอาการดังกล่าวเหล่านี้เป็นอาการที่บ่งบอกถึงความเสี่ยงที่จะเป็นโรคที่ติดต่อทางเพศสัมพันธ์ขั้นรุนแรง

โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

2. โรคเอดส์ (AIDS)

เอดส์ หรือ AIDS (Acquired Immune Deficiency Syndrome) เป็นกลุ่มอาการของโรค ที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสเอดส์ (HIV) ซึ่งจะเข้าไปทำลายเม็ดเลือดขาว ซึ่งเป็นแหล่งสร้างภูมิคุ้มกันโรคทำให้ติดเชื้อโรคอื่นๆ ได้ง่าย และเป็นสาเหตุสำคัญของการเสียชีวิต

3. โรคหนองใน

เกิดจากเชื้อหนองใน (Neisseria gonorrhoeae) ซึ่งเป็นแบคทีเรียที่เจริญได้ดีในที่ชื้น และที่อบอุ่นของระบบอวัยวะสืบพันธุ์ ตั้งแต่ปากมดลูก มดลูก ปีกมดลูก ท่อปัสสาวะ (ทั้งหญิงและชาย) นอกจากนี้ หนองในยังสามารถเจริญในที่อวัยวะอื่นๆ เช่น เยื่อบุช่องปาก คอ ตา ทวารหนัก เกิดได้จากการสัมผัสเยื่อบุช่องคลอด ช่องปาก ทวารหนัก องคชาต (อวัยวะเพศชาย) โดยอาจมี หรือไม่มีการหลั่งน้ำอสุจิ ยังอาจติดจากมารดาสู่ทารกในระหว่างการคลอดได้

4. โรคซิฟิลิส

ซิฟิลิส เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่มิได้เกิดเฉพาะอวัยวะสืบพันธุ์เท่านั้น แต่สามารถเป็นได้ทุกแห่งของร่างกาย เช่น ลิ้น มือ แขน ขา รวมทั้งระบบประสาทหัวใจ เส้นเลือด ตา กระดูก ฯลฯ เกิดจากเชื้อแบคทีเรียที่มีชื่อว่า ทรีโพนีมา พัลลิดุม (TreponemaPallidum) เป็นแบคทีเรียที่มีขนาดใหญ่ รูปร่างคล้ายเกลียวสว่าน ซิฟิลิสสามารถติดต่อโดยการร่วมเพศ เชื้อจะเข้าทางรอยถลอกหรือบาดแผลเล็กน้อย หรืออาจไชเข้าเยื่อบุผิวของท่อปัสสาวะ ทวารหนัก ช่องคลอด หรือ ช่องปาก

โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

5. เริม

โรคเริมที่อวัยวะเพศเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่พบได้บ่อย เกิดจากเชื้อไวรัส (Herpes simplex virus) เกิดจากการสัมผัสโดยตรงกับผู้ที่เป็นโรคเชื้อไวรัสจะเข้าสู่ผิวหนังทำให้เกิดเป็นโรคเริมครั้งแรก หลังจากนั้นเชื้อไวรัสจะเข้าสะสมในปมเส้นประสาท และเมื่อเกิดปัจจัยกระตุ้นเชื้อจะเคลื่อนจากปมประสาทมาตามเส้นประสาทจนถึงปลายประสาทและเกิดโรคซ้ำที่ ผิวหนังหรือเยื่อบุ การเกิดโรคเริมพบได้ในหลายตำแหน่ง เช่น ที่ริมฝีปาก หรือบริเวณอวัยวะเพศ

6. หูดหงอนไก่

หูดหงอนไก่ เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่ยังคงพบได้มาก จากลักษณะนิสัยของไวรัสต้นเหตุที่เรียกว่า ฮิวแมน แปปิโลมาไวรัส (เอชพีวี) ชนิดความเสี่ยงต่ำ เมื่อมีการติดเชื้อไวรัสชนิดนี้จะเข้าไปรบกวนการแบ่งตัวของเซลล์ชั้นล่างสุดของเยื่อบุเซลล์ที่แบ่งตัวจะเปลี่ยนรูปร่างและหน้าที่จนควบคุมไม่ได้ เกิดเป็นเนื้องอกนูนออกมา ลักษณะเป็นติ่งเนื้ออ่อนๆ สีชมพูคล้ายหงอนไก่ ชอบขึ้นที่อุ่นและอับชื้น ในผู้ชายมักพบที่อวัยวะเพศบริเวณใต้หนังหุ้มปลายอวัยวะเพศชาย ตลอดทั้งบริเวณรอบรอยเปิดขอบท่อปัสสาวะ และอัณฑะ ส่วนผู้หญิงจะพบที่ปากช่องคลอด ผนังช่องคลอด ปากมดลูก ปากทวารหนักและฝีเย็บหูดมีขนาดโตขึ้นเรื่อย

เชื่อว่าคงไม่มีใครที่อยากเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์กันทั้งนั้น ดังนั้นการป้องกันจึงเป็นวิธีที่สำคัญมากที่สุด หากพบว่าตัวเองมีอาการหรือสิ่งผิดปกติเกิดขึ้น อย่าอายที่จะไปพบแพทย์นะคะ เพราะไม่อย่างนั้น จากจุดเล็กๆ อาจจะกลายเป็นโรคร้ายแรงได้ในที่สุด

ที่มา : www.paolohospital.com

เอดส์ ไม่ได้ติดต่อกันง่ายๆ อย่างที่คิด!

จากที่เคยมีข้อความที่ส่งต่อกันในอินเตอร์เน็ต จนกลายเป็นที่ตื่นตกใจเกี่ยวกับการติด เอดส์ มาจากพ่อค้าขายสับปะรด และก็มักจะมีเรื่องราวทำนองนี้ออกมาบ่อยๆ แต่รู้หรือไม่ว่า จริงๆแล้ว โรค เอดส์ไม่ได้ติดต่อกันง่ายๆอย่างที่เราเข้าใจ หลายๆคนตั้งแง่รังเกียจคนที่ติดเชื้อ เอดส์ และตราหน้าว่าพวกเขาเป็นคนไม่ดี ทั้งๆที่ไม่ทราบที่มาที่ไปว่าทำไมพวกเขาถึงติดเชื้อเอดส์มา และหลายๆคนก็กลัวที่จะอยู่ใกล้ เพราะกลัวจะติดเชื้อ เอดส์ อย่างที่กล่าวไปข้างต้นว่า เอดส์ ไม่ได้ติดต่อกันง่ายๆ วันนี้เรามีคำถามตอบยอดฮิตที่ผู้คนมักถามกันเกี่ยวกับการติดเชื้อ เอดส์ มาฝากกันค่ะ ทุกคนจะได้มีความเข้าใจเกี่ยวกับ เอดส์ มากยิ่งขึ้น และอยู่ร่วมกับคนที่ติดเชื้อเอดส์ได้อย่างมีความสุข ไปดูกันเลยดีกว่าค่ะ ว่ามีอะไรบ้าง

เชื้อเอดส์พบได้ที่ไหนบ้าง

  • น้ำทุกชนิดที่ออกจากร่างกายมีเชื้อ เอดส์ ทั้งนั้นมากบ้างน้อยบ้าง
  • ที่มีมาก – เลือด, น้ำจากช่องคลอด, ตกขาว, น้ำจากเลือดประจำเดือน, น้ำนมแม่
  • ที่มีน้อย – น้ำตา, น้ำลาย, น้ำมูก, เสมหะ
  • แทบจะไม่มี – อุจจาระ, ปัสสาวะ , เหงื่อ

ทำไมน้ำหลั่งต่างๆจึงมีปริมาณไวรัสไม่เท่ากัน

ไวรัสมันชอบเม็ดเลือดขาวในกระแสเลือดเพื่อแบ่งตัวและเจริญเติบโต ดังนั้นน้ำใดที่มีเม็ดเลือดขาวหรือเลือดเข้าไปเกี่ยวข้องจึงมีไวรัสมาก เช่น เลือด, น้ำจากช่องคลอด, ตกขาว, ประจำเดือน, น้ำหนอง, น้ำใดไม่มีเลือด หรือมีเม็ดเลือดขาวปะปนก็มีปริมาณไวรัสน้อย เช่น ปัสสาวะ, อุจจาระ, เหงื่อ เป็นต้น

เอดส์

เชื้อ เอดส์ อยู่นอกร่างกาย อยู่นานแค่ไหน

เชื้อ HIV ร้ายก็จริงแต่ใจเสาะครับ ไม่สามารถทนต่อสภาวะแวดล้อมภายนอกได้ โดยทั่วไปมันจะอยู่ได้เป็นชั่วโมงหรือแค่ไม่เกินวัน ทั้งนี้อยู่ที่สิ่งแวดล้อม ถ้าถูกความร้อน ความแห้ง กรดด่างหรือแสงแดดก็หงิกแล้ว แต่ถ้าได้ที่เหมาะสมๆ มีความชื้นดีๆ หรือห้องแอร์ที่เย็นเจี๊ยบ (ราวๆ 20 องศาเซลเซียส) ก็อยู่ได้ หลายวันแต่ไม่ถึงสัปดาห์

เชื้อ เอดส์ อยู่ในร่างกายสัตว์อื่นได้หรือไม่

มีคนกับลิงบางชนิดเท่านั้นที่ เอชไอวี จะมีชีวิตอยู่ได้ เอชไอวี ไม่สามารถจะมีชีวิตอยู่ในสัตว์อื่น เช่น สุนัข,แมว,วัว,ควายหรือแม้แต่ยุง เชื้อก็จะตายภายในเวลาไม่นานนัก ดังนั้นยุงที่มาดูดเลือดคนมีเชื้อ เอดส์ เชื้อก็จะตาย เชื้อในตัวยุง ไม่สามารถติดต่อไปยังคนอื่นที่ถูกยุงกัดได้

โรค เอดส์ ติดต่อได้กี่ทาง

โดยหลัก ๆ ก็มี 3 ทาง

  1. เลือดและการถ่ายเลือด รวมทั้งใช้เข็มร่วมกัน เครื่องมือที่ไม่สะอาดมีคราบเลือดปนเปื้อนหรือมีบาดแผลแล้วไปสัมผัสกับเลือดหรือน้ำเหลืองของคนมีเชื้อ เอดส์
  2. ทางการร่วมเพศ รวมทั้งการร่วมเพศระหว่างชายหญิง,ชายกับชาย,โดยร่วมเพศทางช่องคลอดหรือทางทวารหนัก ทั้งนี้รวมทั้ง Oral sex โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้ปากกับอวัยวะเพศชายที่มีเชื้อ เอดส์
  3. จากมารดาสู่ทารก (Vertical Transmission) ส่วนใหญ่จะติดระหว่างการคลอด และส่วนน้อยที่ติดระหว่างอยู่ในครรภ์และระหว่างให้ลูกดูดนมแม่

แบบไหนเสี่ยงที่สุด

รับเลือดค่ะ โดยเฉพาะรับการถ่ายเลือดทั้งขวดติดเกือบ100% แต่เดี๋ยวนี้เลือดทุกขวดได้รับการตรวจอย่างดีแล้วดังนั้นจึงไม่ต้องกังวล ส่วนการร่วมเพศ โอกาสติดต่อน้อยกว่าเลืดขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ ส่วนการติดจากแม่ไปสู่ลูก ถ้าแม่ไม่ไดรับยาต้าน เอดส์ ระหว่างตั้งครรภ์ลูกมีโอกาสติด 25 % แต่ถ้ารับยาระหว่างฝากครรภ์โอกาสเหลือ 12% และถ้าไม่ได้กินนมแม่ด้วย โอกายก็ลดลงเหลือ 8%

สาเหตุการแพร่เชื้อมากที่สุด

แม้มีโอกาสติดต่อมากแต่ก็ไม่ใช่สาเหตุการแพร่เชื้อมากที่สุด เพราะการให้เลือดไม่บ่อยและได้รับการตรวจแล้วแต่การมีเพศสัมพันธ์นั้นมีการกระทำที่บ่อยที่สุด จึงเป็นสาเหตุการแพร่เชื้อมากที่สุด

นอกเหนือ 3 ทางหลักที่ติดต่อแล้วมีทางอื่นอีกไหม

มีครับ แต่ก็น้อยเช่น การปลูกถ่ายอวัยวะ เปลี่ยนไต, ปลูกถ่ายไขกระดูก, ผสมเทียม ที่ใช้อสุจิผู้อื่นที่ไม่ใช่สามี โดยไม่ตรวจเลือดเจ้าของอสุจิก่อน, ฝังเข็ม, เจาะหู, สักยันต์, การใช้ของมีคมร่วมกัน เช่น มีดโกนแปรงสีฟัน, ชกมวยมีเลือดออก

ติดหรือไม่มีปัจจัยอะไรบ้าง

เอดส์ ไม่ได้ติดกันง่ายๆ อย่างที่เข้าใจกัน ขนาดไปยุ่งกับคนมีเชื้อ HIV ก็ไม่ได้แปลว่า จะต้องติดเสมอไปมันมีปัจจัยมากมายที่เข้ามาเกี่ยวข้อง ปริมาณไวรัส (Viral Load) ถ้าสิ่งสัมผัสนั้นมีปริมาณไวรัสมาก โอกาสติดเชื้อมาก ถ้ามีไวรัสน้อยโอกาสติดเชื้อน้อย ปริมาณไวรัสเรียงลำดับจากมากไปน้อย ดังนี้ เลือด, น้ำอสุจิ, น้ำจากช่องคลอด, บาดแผล ผิวหน้ามีหน้าที่ปกป้องร่างกายไม่ให้เชื้อเข้าสู่ร่างกาย แต่ถ้าผิวหนังมีรอยแตกเป็นแผลก็มีโอกาส ส่วนเยื่อบุต่างๆเป็นเยื่อบางๆ เช่น เยื่อบุในปาก ตา ช่องคลอด มีโอกาสเป็นรอยแผลเล็กๆได้จึงต้องระมัดระวังอย่าให้เข้าปากเข้าตา (เห็นหนังฝรั่งที่เขาใส่แว่นตาดำไหมครับ, หมอใช้ผ้าปิดปาก) แผลจากโรคติดต่อทางเพศสัมพันธุ์ เช่น แผลเริม แผลริมอ่อน แผลซิฟิลิส ก็เป็นแหล่งรอรับเชื้อ เอดส์ ได้เช่นกัน ความบ่อยในการสัมผัส ร่วมเพศกับคนที่มี เอดส์ ครั้งเดียวอาจไม่ติดก็ได้ หรือถูกเข็มตำครั้งเดียวก็อาจจไม่ติดก็ได้ขึ้นกับปัจจัยอื่นประกอบด้วย

พ่อเป็น เอดส์ แต่แม่ไม่เป็น ลูกเป็นไหม

ไม่เป็นค่ะ ลูกที่ติด เอดส์ จะต้องติดจากแม่เท่านั้น เชื้ออสุจิจากพ่อไม่มีเชื้อ เอดส์ (ยกเว้นน้ำอสุจิ)

นมแม่ที่มีเชื้อ เอดส์ ติดลูกไหม

ติดครับ เดี๋ยวนี้เขาห้ามแม่ที่มีเชื้อ เอดส์ ให้ลูกดูดนม แต่ให้ใช้นมผงแทน

อยู่บ้านเดียวกัน ติดกันไหม

ถ้าไม่มีเพศสัมพันธ์ก็ไม่ติด ถ้าเพียงแค่อยู่บ้านเดียวกัน กินข้าวด้วยกัน จับมือถูกเนื้อต้องตัวตามปกติ นอนเตียงเดียวกัน ใช้ห้องน้ำร่วมกัน ซักเสื้อผ้าร่วมกัน แค่นี้ไม่ติดครับ

คู่นอนมีเชื้อ เอดส์ มีโอกาสติดเรามากแค่ไหน

โอกาสรับเชื้อมีมาก มีมากก็แปลว่า ไม่ติดเสมอไป คนที่จะติดต้องมีการกระทำที่”บ่อยครั้ง” หรือ”ซ้ำซาก” และขึ้นอยู่กับระยะเวลาด้วย ดังนั้นการร่วมเพศครั้งเดียวกับคนมีเชื้ออาจติด เอดส์ ก็ได้ ไม่ติดก็ได้ แบบซื้อลอตเตอรี่นั่นแหละครับ อาจถูกก็ได้ ไม่ถูกก็ได้ (แต่ติดเอดส์มีโอกาสมากกว่าถูกล็อตเตอรี่นะครับ) อย่างไรก็ตาม ถ้ามีเพศสัมพันธ์กับคู่นอนที่ไม่ใช่ภรรยาหรือสามีละก้อใส่ถุงยางอนามัยดีที่สุด เพราะพลาดแล้วไม่มีโอกาสแก้ตัวอย่าเสี่ยงดีกว่า

จูบคุณคิดว่าไม่สำคัญ

ก็ไม่สำคัญจริงๆแหละ ในน้ำลายมีปริมาณเชื้อน้อย จูบธรรมดาไม่ติดหรอกครับ มีคนคำนวณว่าปริมาณน้ำลายที่มีเชื้อพอที่จะติดต่อกัน ต้องมีอย่างน้อย 1 ขวดลิตร ดังนั้นอย่าไปวิตกจริตมากนักอยากจูบก้จูบไปเถอะ สำคัญอย่าไปกัดจนเลือดออกก็แล้วกัน อย่างนั้นเขาเรียกว่าซาดิสแล้วครับ

น้ำลายติดไหม

น้ำลายมีเชื้อน้อย ถ้าจะติดต้องใช้น้ำลายเป็นจำนวนมาก มากขนาดเป็นลิตรๆถึงจะติดค่ะ แต่ยังไม่เคยมีรายงานทางการแพทย์ว่ามีคนติด เอดส์ จากน้ำลาย ถ้าคุณจะติดเอดส์จากน้ำลายละก้อคุณจะได้รับการบันทึกในกินเนสบุ๊คแน่นอนค่ะ คนแรกของโลกที่ติดเอดส์จากน้ำลาย

จูบหัวสิวติดไหม

การจูบแก้มที่มีหัวสิวไม่ติดหรอกค่ะ แต่ถ้าใช้ปากดูดหัวสิวด้วยความมันจนหัวสิวแตกมีเลือดออกแล้วคุณฟันผุเหงือกอักเสบด้วยละก้อ มีโอกาสค่ะ มีโอกาสแปลว่าอาจจะแต่ไม่เสมอไป

ลงอ่างติด เอดส์ ไหม

ลำพังลงอ่างเฉยก็ไม่กระไรหรอกครับ ที่มันติดก็เพราะไปเล่นจ้ำจี้กันมากกว่าปกติเชื้อไวรัส เอดส์ มักใจเสาะ โดนน้ำอุ่นในอ่าง โดนสบู่จำนวนไวรัสก็ตายไปแยะแล้ว ยิ่งเจอปะปาในเมืองไทยกลิ่นคลอรีนคลุ้งไปหมด เชื้อเอดส์ ก็อยู่ไม่ได้แล้ว ดังนั้นถ้าไปอาบน้ำเฉยๆ ก็สบายใจได้เลยครับ (ก็ไม่รู้จะไปทำไม..เน๊าะ?.ถ้าไม่นาบด้วย)

ใช้ห้องน้ำร่วมกับคนมีเชื้อเอดส์..ติดไหม

อุจจาระและน้ำปัสสาวะมีปริมาณไวรัสที่น้อยมากจนไม่สามารถติดต่อกันได้ ดีไม่ดีโดนน้ำยาฆ่าเชื้อก็หงิกไปเลย ส่วนน้ำอสุจิหรือน้ำจากช่องคลอดก็ไม่สามารถอยู่ในห้องน้ำได้นาน แม้จะสัมผัสถูกผิวหนังบางส่วนนอกร่างกายก็ไม่สามารถผ่านสู่ร่างกายได้ อย่างไรก็ตามการใช้น้ำยาล้างห้องน้ำทำความสะอาดเป็นครั้งคราวก็ช่วยได้เยอะ เพราะน้ำยาเหล่านี้เป็นตัวฆ่าเชื้อโรค เอดส์ โดยตรงทีเดียว

กินอาหารกับคนมีเชื้อ เอดส์ ติดไหม

ไม่ติดครับ น้ำลายมีปริมาณเชื้อน้อยมากจนไม่สามารถติดต่อกันได้ถ้าเป็นอาหารร้อนๆยิ่งทำให้เชื้อ เอดส์ ตายเร็วขึ้น แม้เชื้อเอดส์จะลงสู่กระเพาะก็จะโดนกรดในกระเพาะทำลายไป ยังไม่เคยมีรายงานว่ามีคนติด เอดส์ โดยวิธีนี้ ถ้ากลัวมากใช้ช้อนกลางค่ะ

คนทำอาหารมีเลือดออก จะติดไหม

เลือดที่หยดลงอาหาร ถ้าอาหารนั้นได้ผ่านการอุ่นหรือหรือทำให้ร้อน 50 องศาเซลเซียส นานกว่า 15 นาที เชื้อ เอดส์ ก็ตายหมดแล้ว แต่ถ้ายังไม่ได้อุ่นก็มีสิทธิ์ได้ (แต่ไม่มาก) ถ้าปากเรา ฟันเรา เหงือกเรา ไม่มีแผล ไม่ผุไม่อักเสบ ก็ไม่มีอะไรน่ากลัวเท่าไหร่

ในสระว่ายน้ำด้วยกัน จะติดไหม

แม้จะมีเลือด น้ำเหลือง หรือน้ำอสุจิ หรือน้ำจากช่องคลอด น้ำปัสสาวะลงไปในสระมันก็จะถูกเจือจาง ไปจนปริมาณไม่เข้มข้นพอที่จะติดต่อได้และคลอรีนในสระก็เป็นตัวฆ่าเชื้อโรคที่ดีอีกด้วย ไม่มีอะไรต้องห่วงค่ะ

ยุงกัด ติดไหม

ยุงไม่ใช่พาหะนำเชื้อ เอดส์ ได้เหมือนยุงลายนำเชื้อไข้เลือดออก หรือยุงก้นปล่องนำเชื้อมาลาเรีย เชื้อ เอดส์ เองก็ไม่สามารถมีชีวิตอยู่ในตัวยุงได้นานเมือยุงดูดเลือดคนที่มีเชื้อ เอดส์ ไปแล้วไม่นานเชื้อจะตายอยู่ในกระเพาะยุงเมื่อยุงไปกัดคนอื่นก็ไม่ติดต่อ อีกอย่างเชื้อเอดส์ไม่สามารถแบ่งตัวหรือเจริญเติบโตในกระเพาะยุงได้ จึงไม่สามารถเล็ดลอดไปสู่น้ำลายยุง จึงไม่ติดต่อ แล้วปากยุงที่เพิ่งกัดคนมีเลือดเอดส์บวกล่ะ ข้อนั้นไม่ต้องห่วงเพราะปากยุงมักไม่มีเลือดติดอยู่หรือ แม้จะมีน้อยมาก ไม่เหมือนเข็มฉีดยา ที่อาจมีเลือดติดซ่อนอยู่ได้ดังนั้นถึงแม้จะกัดคนหลายคนก็ไม่ติดค่ะ เคยมีการศึกษา ให้ยุงไปกัดคนที่มีเชื้อ เอดส์ หลังจากรั้น4 ชั่วโมงเอายุงนั้นมาประหารแล้วตรวจหาเชื้อ เอดส์ ปรากฎว่าตรวจไม่พบเชื้อ เอดส์ คิดง่ายๆว่าถ้ายุงสามารถแพร่เชื้อเอดส์ได้จริง เราคงพบคนที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ คนที่มีพฤติกรรมเสี่ยงเป็นเอดส์กันเป็นแถวๆแล้วซิค่ะ บ้านเรายุงเยอะซะด้วย

คนบ้าเที่ยวเอาเข็มมาไล่ทิ่มชาวบ้าน จะติดไหม

ถ้าคนบ้านั้นมีเลือด เอดส์ ใช้เข็มทิ่มแทงตัวเองมีเลือดสดๆ ติดอยู่ ก็มีสิทธิ์แต่ถ้านานเป็นชั่วโมง แล้วมาเพิ่มเชื้อก็จะตายไปแยะ โอกาสติดก็น้อยลงครับ

ใช้เสื้อผ้าร่วมกับคนมีเชื้อ เอดส์ ติดไหม

ไม่ติดแน่นอน ไม่ว่าเสื้อผ้านั้นจะซักหรือไม่ซักก็ตาม เพราะเหงื่อ (หรืออาจมีน้ำลายด้วย) ไม่มีปริมาณมากพอที่จะก่อโรคได้ (แม้เรามีแผลก็ตาม)ยิ่งถ้าได้ซักก่อนโดนผงซักฟอก โดนเครื่องซักผ้าหมุนติ้วอย่างนั้นก็เวียนหัวตายไปแล้วค่ะ

สุดท้าย สิ่งที่หลายคนยังเข้าใจผิด อยากให้ลองอ่านบทความ  เอดส์ กับ HIV ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน เพื่อความเข้าใจที่ดียิ่งขึ้นค่ะ

ขอบคุณที่มาจาก : www.bangkokhealth.com

แพทย์ชี้ท่าเซ็กซ์อันตราย เสี่ยงพิการได้

3 ท่าเซ็กซ์เสี่ยงอันตรายมากที่สุด

ในบรรดากระบวนท่ารักทั้งหลาย รู้หรือไม่ว่ามีบางท่าไม่เหมาะกับคนที่มีปัญหาด้านสุขภาพ ทำให้เสี่ยงถึงกับพิการได้เลย ดังนั้น เราจึงรวบรวมมาให้ระมัดระวังกัน

1. ลิงอุ้มแตง 

นพ.สุกมล วิภาวีพลกุล ได้เผยในหนังสือ เพศศึกษา ฮาสุดขีด โดยระบุไว้ว่า เป็นท่วงท่าที่ผู้ชายยืนตรงแล้วอุ้มผู้หญิงเอาไว้ จัดการกระแทกกระทั้นด้วยการโอบอุ้มท่าแนบแน่นต่อกัน  เป็นท่าร่วมรักอันตรายที่ไม่เหมาะกับผู้ชายที่ไม่แข็งแรงหรือกระดูกสันหลังบาง หรือเป็นโรคกระดูกพรุน เพราะต้องใช้แรงรับน้ำหนักอย่างมาก จึงไม่เหมาะกับผู้ชายที่ไม่เป็นนักกีฬา อาจเสี่ยงต่อระบบกล้ามเนื้อกระดูกสันหลังได้ จึงไม่ควรเลียนแบบ

2. ท่าซิกซ์ตี้ไนน์ หรือ ท่า 69

เป็นท่าที่เร้าอารมณ์แบบเต็มรูปแบบ เสี่ยงต่อผู้ที่เป็นโรคหัวใจ มีโอกาสหัวใจวายกะทันหันได้ ถ้ามีปัญหาโรคนี้ ขอให้ละไว้ เพราะท่านี้ผู้ชายต้องเกร็งกล้ามเนื้อแขนและหน้าท้องอย่างมาก อาจทำให้เลือดไปเลี้ยงสมองได้น้อยลงแล้วเกิดอาการวูบได้

3. ท่า Women On Top

เป็นท่าทางที่ผู้หญิงจะอยู่ด้านบน มีความอันตรายสำหรับฝ่ายชาย เพราะแพทย์ศัลยกรรมทางเดินปัสสาวะ ระบุว่า ต้องผ่าตัดศัลยกรรมของรักชายหนุ่มจำนวนมากเนื่องจากอาการ “หักกลางลำ”

4.ออรัลเซ็กซ์ในรถ

ถึงแม้จะดูเหมือนว่า ไม่มีความพิสดารใดๆ แต่กลับที่ความเสี่ยงไม่แพ้กัน หากว่าการออรัลเซ็กซ์นั้น ทำในขณะขับขี่รถอยู่ เพราะในขณะที่ฝ่ายหญิงทำให้ฝ่ายชายขณะขับขี่รถ ในช่วงที่เกร็งตัวสุดๆ ของฝ่ายชาย อาจทำให้เกิดอุบัติเหตุถึงกับพิการได้

6 โรคที่เกิดจากการจูบอย่างดูดดื่ม ถ้าไม่ระวังคุณอาจจะกลายเป็นแบบนี้ได้

          การแสดงความรักผ่านความใกล้ชิดกันด้วยการจูบ ถือเป็นเรื่องปกติสำหรับคู่รัก แต่ถ้าถึงขนาดถึงพริกถึงขิงกับอีกฝ่ายที่เรายังไม่รู้จักดีพอคงจะไม่ดีแน่

          เพราะความเสี่ยงที่จะติดโรคผ่านการจูบของอีกฝ่ายนั้นมีสูงจนคุณต้องตกใจ นี้คือตัวอย่างของ 6 โรคที่มาจากความไม่ระวังตัวเองให้ดีพอขณะ

1. อาการไอทั่วไปและมีไข้ขึ้น 

สาเหตุเกิดจากการติดไวรัสของอีกฝ่าย ที่สามารถส่งผ่านกันทางน้ำลาย ดังนั้นก่อนจะจูบกันควรให้แน่ใจก่อนว่าฝ่ายตรงข้ามเป็นไข้อยู่หรือไม่

2. อาการเจ็บคอและแผลในช่องปาก

คอหอยอักเสบจากเชื้อแบคทีเรียที่่ชื่อว่าสเตร็ปโตค็อกคัสที่ติดต่อโดยตรงจากฝ่ายตรงข้าม ส่งผลกระทบต่อต่อมทอนซิล และอาจส่งผลถึงกล่องเสียงด้วย

3. โรคเริม

ไวรัสโรคเริม (HSV) สามารถแพร่เชื้อในคนได้อย่างง่ายดาย โดยติดต่อจากคนใกล้ชิดด้วยการสัมผัสโดยตรง ยิ่งผ่านทางการจูบยิ่งแล้วใหญ่ รักษาได้ยาก ดังนั้นหากคุณเป็นควรหลีกเลี่ยงการจึ๊กกะดึ๋ยกันจนกว่าคุณจะรักษาได้หายขาด

4. ไวรัสตับอักเสบบี (hepatitis b)

มันติดต่อผ่านทางสายเลือด แต่ในบางกรณีสามารถผ่านทางการจูบได้ด้วย ถ้าหากอีกฝ่ายมีแผลในปากที่มีเลือดซึมอยู่ นอกจากนี้ยังติดต่อผ่านน้ำเชื้อ และน้ำหลั่งอย่างอื่น เช่น น้ำเหลือง

5. โรคหูด

เกิดจากการติดเชื้อไวรัส HVP ที่ทำให้มีเนื้องอกขนาดเล็กที่อาจลุกลามเป็นมะเร็งในช่องปากได้

6. โรคมือ เท้า ปาก

เกิดจากการติดเชื้อเอนเทอโรไวรัสจากฝ่ายตรงข้าม  มักติดต่อโดยการได้รับเชื้อจากอุจจาระ ฝอยละอองน้ำมูก น้ำลาย หรือน้ำในตุ่มพองหรือแผลของผู้ป่วยเข้าสู่ปาก  – ขอบคุณข้อมูลจาก สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์การแพทย์ทหาร

ที่มา http://www.wittyfeed.com/story/9952/these-harmful-diseases-caused-by-kissing-can-kill-you

ผอ.ศูนย์วิจัยโรคเอดส์หารือ สปสช. ชงผู้ติดเชื้อ HIV รับยาต้านไวรัสวันเดียวหลังผลตรวจยืนยัน

“หมอประพันธ์” หารือ สปสช.ชง 3 แนวทาง พัฒนาสิทธิประโยชน์เอดส์ หนุนผู้ป่วยรับยาต้านไวรัสวันเดียวหลังผลตรวจยืนยัน พร้อมเพิ่มเอกซเรย์ปอด/ตรวจค่าการทำงานไตก่อนเริ่มการรักษาที่หน่วยบริการเข้ารับการตรวจได้ การให้ยาป้องกันติดเชื้อเอชไอวีในกลุ่มเสี่ยง พร้อมปรับหลักเกณฑ์ขึ้นทะเบียนหน่วยตรวจและให้ศูนย์บริการด้านเอดส์ภาคประชาสังคมเบิกจ่ายค่าตรวจได้

นพ.ประพันธ์ ภานุภาค

นพ.ประพันธ์ ภานุภาค ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยโรคเอดส์ สภากาชาดไทย กล่าวว่า สัปดาห์ที่ผ่านมาได้เข้าพบผู้บริหาร สปสช.เพื่อหารือ 3 แนวทางในการพัฒนาระบบดูแลผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ตามการณรงค์โครงการเอดส์สหประชาชาติ Getting to zero รวมถึงการป้องกันผู้ติดเชื้อรายใหม่ที่เป็นนโยบายสำคัญรัฐบาลในการยุติเอดส์ ไม่ให้มีผู้ติดเชื้อรายใหม่ (Zero new infection) ไม่มีผู้เสียชีวิตจากเอดส์ (Zero death) และไม่มีการตีตราแบ่งแยกผู้ติดเชื้ออีกต่อไป (Zero stigma and discrimination)

เรื่องแรกคือการให้ยาต้านไวรัสเอชไอวีกับผู้ติดเชื้อหลังจากที่ได้รับการตรวจวินิจฉัยยืนยันแบบทราบผลในวันเดียว (same day result) เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับยาต้านไวรัสโดยเร็ว ซึ่งจะช่วยลดการเจ็บป่วย เพราะมีหลักฐานวิชาการยืนยันแล้วว่า ผู้ติดเชื้อเอชไอวีที่เข้าถึงยาได้เร็วจะเสียชีวิตช้ากว่าผู้ที่ได้รับยาช้า ขณะเดียวกันยังลดโอกาสการแพร่กระจายเชื้อ สอดคล้องกับนโยบายชุดสิทธิประโยชน์หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าการให้ยาต้านไวรัสไม่จำกัดค่า CD4 ก่อนหน้านี้

ทั้งนี้การให้ยาต้านไวรัสผู้ติดเชื้อรายใหม่ที่ได้รับการตรวจยืนยัน ควรจะได้รับการเอกซเรย์ปอดและตรวจค่าการทำงานของไตก่อนเพื่อไม่ให้เกิดผลต่อสุขภาพ รวมถึงดูว่าผู้ป่วยเป็นวัณโรคหรือไม่เพื่อให้การรักษาก่อน โดยกรณีผู้ติดเชื้อเข้ารับการตรวจที่ไม่ใช่หน่วยบริการที่ขึ้นทะเบียนสิทธิโดยตรง จะไม่ได้รับการเอกซเรย์และตรวจค่าทำงานของไตในวันเดียวกัน เนื่องจากติดการเบิกจ่ายค่าบริการซึ่งไม่ได้รวมอยู่ในงบกองทุนผู้ติดเชื้อเอชไอวีและเอดส์ ทำให้ยังไม่สามารถเริ่มให้ยาต้านไวรัสในวันเดียวกันได้ แต่ในกรณีผู้ติดเชื้อที่เข้ารับการตรวจยังหน่วยบริการที่ขึ้นทะเบียนสิทธิโดยตรง จะได้รับการเอกซเรย์และตรวจค่าทำงานของไตพร้อมกับเริ่มให้ยาต้านไวรัสในวันเดียวกันได้ ซึ่งอยู่ในดุลยพินิจของแพทย์ โดยหน่วยบริการจะเบิกจ่ายจากงบเหมาจ่ายรายหัว

ดังนั้นจึงขอให้ สปสช.ปรับหลักเกณฑ์การเบิกจ่าย เพื่อทำให้ผู้ติดเชื้อเอชไอวีได้รับยาต้านไวรัสในวันเดียวกัน หลังรับผลตรวจยืนยันเชื้อเอชไอวี และขอให้เอกซเรย์ปอดและตรวจค่าการทำงานของไต ณ หน่วยบริการที่ให้บริการได้เลยโดยไม่ต้องกลับหน่วยบริการต้นสังกัด ซึ่งหน่วยบริการส่วนใหญ่มีความพร้อมอยู่แล้ว

“จากการนำร่องโครงการวิจัยที่คลินิกนิรนาม 6 เดือน ตรวจพบผู้ติดเชื้อ 900 คน ได้เอกซเรย์ปอด ตรวจค่าทำงานของไตและให้ยาต้านไวรัสในวันเดียวกัน ซึ่งได้ผลที่ดี ผู้ติดเชื้อเข้าสู่ระบบการรักษาทั้งหมดจึงได้เสนอ หาก สปสช.ให้ปลดล็อกเกณฑ์การเบิกจ่ายให้มีความหยืดหยุ่น นอกจากดูแลผู้ป่วยให้ได้รับยาโดยเร็วแล้ว ยังทำให้ผู้ติดเชื้อไม่หลุดหายออกไปจากระบบ” นพ.ประพันธ์ กล่าวและว่า ทั้งนี้คลินิกนิรนามปัจจุบันไม่ได้เป็นหน่วยบริการที่ขึ้นทะเบียนในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ทำให้ไม่สามารถเบิกจ่ายค่าเอกซเรย์และการตรวจค่าการทำงานของไต รวมทั้งจ่ายยาต้านไวรัสให้กับผู้ติดเชื้อ เบิกได้เฉพาะค่าตรวจเอชไอวีเท่านั้น

นพ.ประพันธ์ กล่าวว่า ส่วนเรื่องที่ 2 เป็นการเพิ่มสิทธิประโยชน์การให้ยาป้องกันการติดเชื้อเอชไอวี(PrEP: Pre-Exposure Prophylaxis) กับกลุ่มที่มีพฤติกรรมเสี่ยง เช่น กลุ่มชายรักชาย กลุ่มผู้ให้บริการ เป็นต้น เป็นมาตรการเสริมจากการป้องกันโดยใช้ถุงยางอนามัยให้มีเกราะป้องกันชั้นที่ 2 ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงและป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีได้เกือบ 100% ขณะนี้ได้มีการนำร่องแล้วภายใต้โครงการการให้ยาต้านไวรัสเอดส์ก่อนการสัมผัสเชื้อ เพื่อความยั่งยืน จึงเสนอให้ สปสช.นำเรื่องนี้เข้าสู่การพิจารณาอยู่ในชุดสิทธิประโยชน์ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติได้หรือไม่ เพราะเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าในการลดการแพร่ระบาดของโรคเอดส์

เรื่องที่ 3 การสนับสนุนค่าตรวจเอชไอวีให้กับศูนย์บริการสุขภาพที่มีชุมชนเป็นผู้นำในการขับเคลื่อนบริการสุขภาพ จากที่สภากาชาดไทยร่วมกับกรมควบคุมโรค จัดอบรมแกนนำชุมชน ให้เป็นที่ปรึกษาและคำแนะนำกับกลุ่มเสี่ยง ทั้งด้านการป้องกันและการเข้าสู่ระบบรักษาหากติดเชื้อเอชไอวี พร้อมการจัดบริการตรวจเชื้อเอชไอวีในศูนย์บริการ ซึ่งจากข้อมูลบริการการตรวจเชื้อเอชไอวีทั่วประเทศ พบว่า 1 ใน 3 เป็นการตรวจโดยศูนย์บริการเหล่านี้ ทั้งมีความแม่นยำเพราะจากการส่งผลการตรวจมายืนยันที่คลินิกนิรนาม มีความถูกต้อง 100% ซึ่งงบที่ใช้ในการตรวจปัจจุบันมาจากกองทุนโลก และเพื่อให้เกิดความต่อเนื่อง จึงอยากให้เบิกจ่ายจากกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติได้

นพ.ศักดิ์ชัย กาญจนวัฒนา

ด้าน นพ.ศักดิ์ชัย กาญจนวัฒนา เลขาธิการ สปสช. กล่าวว่า สปสช.ได้รับข้อเสนอทั้ง 3 แนวทาง จากการหารือร่วมกับศูนย์วิจัยโรคเอดส์ สภากาชาดไทยไปพิจารณา เพื่อแก้ไขปัญหาที่เป็นอุปสรรคต่อการเข้าถึงบริการของผู้ติดเชื้อเอชไอวี ทั้งนี้เพื่อให้การดูแลผู้ป่วยเอชไอวีในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติได้รับการดูแลและเข้าถึงการรักษาเพิ่มขึ้น เป็นไปตามนโยบายของโครงการเอดส์แห่งสหประชาชาติ ซึ่งระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติที่ดำเนินอย่างมีประสิทธิผลมาแล้วจนองค์การอนามัยโลกมอบเกียรติบัตรรับรองความสำเร็จของประเทศไทย ยุติเอชไอวีและซิฟิลิสจากแม่สู่ลูกขยายผลไปสู่การดูแลผู้มีสิทธิได้อย่างครอบคลุมและทั่วถึงต่อเนื่อง ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากเสียงสะท้อนของผู้ที่เกี่ยวข้อง ภาคประชาสังคม กระทรวงสาธารณสุข และคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยการป้องกันและแก้ไขปัญหาเอดส์นำไปสู่การปรับปรุงและพัฒนาระบบร่วมกัน

ประโยชน์ 6 ข้อที่ควรตรวจ HIV

กระทรวงสาธารณสุขและภาคีเครือข่ายด้านเอดส์กำหนดให้วันที่ 1 กรกฎาคมทุกปีเป็นวันรณรงค์ตรวจเลือดหาเชื้อเอชไอวี (Voluntary Counselling and Testing Day : VCT Day) เพื่อให้ประชาชนตรวจเลือดหาเชื้อเอชไอวี ข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุขระบุว่า ขณะนี้ ไทยมีผู้ติดเชื้อเอชไอวีประมาณ 500,000 คน ในจำนวนนี้ มีเพียงครึ่งหนึ่งหรือ 250,000 รายเท่านั้นที่ทราบผลเลือดและเข้าสู่ระบบการรักษาแล้ว โดยกระทรวงสาธารณสุขได้จัดระบบบริการด้านเอชไอวี/เอดส์ไว้อย่างครบถ้วน ตั้งแต่ระบบบริการปรึกษา การตรวจวินิจฉัย การรักษาด้วยยาต้านไวรัส ครอบคลุมในโรงพยาบาลทั่วประเทศ ตั้งแต่โรงพยาบาลชุมชน โรงพยาบาลทั่วไป และโรงพยาบาลศูนย์ จึงเป็นที่น่าเสียดายสำหรับผู้ที่ยังไม่ตรวจเลือดและไม่ได้เข้าสู่ระบบการรักษา

ซึ่ง “ประโยชน์ 6 ข้อที่ควรตรวจเอชไอวี” เป็นประเด็นรณรงค์ในปี 2557 นี้ โดยมีความหมายว่า การตรวจเอชไอวีจะทำให้

1.สามารถเข้ารับการรักษาได้ทันที ไม่ต้องรอให้แสดงอาการ

2.ได้รับการรักษา จะทำให้มีสุขภาพที่แข็งแรง สามารถทำงานได้อย่างปกติ

3.สามารถวางแผนป้องกันคู่ของตนเองติดเชื้อ และชวนคู่ไปตรวจเลือดได้

4.สามารถวางแผนป้องกันการติดเชื้อไปสู่ลูกได้

5.สามารถป้องกันตนเองไม่ให้ติดเชื้อเอชไอวีได้

6.มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเอชไอวี/เอดส์ และการป้องกันตนเองได้อย่างถูกต้อง

กระทรวงสาธารณสุขระบุว่า ประชาชนสามารถไปรับการตรวจเลือดเอชไอวี ได้ที่โรงพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขทุกแห่ง ฟรี ปีละ 2 ครั้ง ทั้งนี้ การทราบผลการตรวจเลือดจะช่วยให้ผู้ที่ไม่ติดเชื้อเกิดความตระหนักในการป้องกันตนเอง ส่วนผู้ที่ติดเชื้อเอชไอวี ก็จะป้องกันไม่ถ่ายทอดเชื้อไปให้ผู้อื่น ขณะเดียวกันจะได้รับการรักษาด้วยยาต้านไวรัสอย่างรวดเร็ว ซึ่งจะช่วยลดการป่วยจากโรคฉวยโอกาส เช่น วัณโรค และลดการเสียชีวิตลง เป็นไปตามยุทธศาสตร์ของกระทรวงสาธารณสุขที่มุ่งสู่เป้าหมายที่เป็นศูนย์ (Getting to Zero) คือลดจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ ลดจำนวนผู้เสียชีวิตจากเอดส์ และลดการรังเกียจตีตราเรื่องเอดส์

ขอบคุณภาพจาก สายด่วนปรึกษาเอดส์และท้องไม่พร้อม 1663

ข้อควรรู้ ก่อน การตรวจเอดส์ (Pre-test counseling / Pre-test information)

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ sex

 

  1. เรามีโอกาสจะติดเอดส์ไหม?  เช่นเคยเสพยาโดยการฉีด  หรือเคยมีเพศสัมพันธ์กับใครโดยไม่ได้ใส่ถุงยางอนามัยหรือไม่  (แม้กระทั่งกับสามีหรือภรรยาของเราเอง เพราะเราไม่รู้ว่าเขาเคยมีเพศสัมพันธ์กับผู้ติดเชื้อมาก่อนหรือไม่)
  2. รู้ประโยชน์ของการตรวจหรือไม่  เช่น  ถ้าตรวจไม่เจอ  จะได้เริ่มต้นป้องกันตัวเองอย่างจริงจัง  หรือถ้าตรวจเจอ  ต้องถือว่าโชคดีที่รู้ตัวก่อนที่จะป่วยขึ้นมา  จะได้เข้าสู่กระบวนการรักษาแต่เนิ่น ๆ จะได้ไม่ป่วยหรือเสียชีวิตจากเอดส์  อีกทั้งสามารถป้องกันคนที่เรารักและคนอื่นๆ ไม่ให้ติดเชื้อจากเรา
  3. รู้หรือว่าตอนนี้  เอดส์รักษาได้  แม้จะไม่หายขาด  คนไทยทุกคนมีสิทธิ์ได้รับการรักษาฟรีหมด  และถ้ารักษาแต่เนิ่นก็จะได้ไมป่วย  หรือเสียชีวิตจากโรคเอดส์  สามารถมีอายุยืนยาวได้เท่ากับคนอื่น  และไม่แพร่เชื้อให้ผู้อื่น
  4. ต้องรับรู้ว่าการตรวจเอดส์อาจเกิดผลเสีย (โทษ)ก็ได้  เช่น  คนอื่นอาจคิดว่าเราเป็นคนไม่ดี  จึงต้องไปตรวจ  ทั้งๆ ที่คนที่ไปตรวจน่าจะได้รับการยกย่องว่าเป็นคนที่มีความรับผิดชอบต่อตนเอง  ต่อครอบครัว  และต่อสังคม  หรือถ้าตรวจเจออาจเป็นทุกข์ใจแสนสาหัสในช่วงต้น  แต่ถ้าได้รับการปรึกษาและเข้าใจกระบวนการดูแลสุขภาพ จะทำให้ผ่านพ้นช่วงวิกฤตไปได้
  5. ถ้าผลตรวจออกมาเป็นลบ  (ไม่ติดเชื้อ)  หรือถ้าออกมาเป็นบวก  (ติดเชื้อ)  เราจะทำอะไรต่อ  รวมทั้งจะบอกหรือไม่บอกผลเลือด (ทั้งบวกและลบ) กับใคร  ด้วยเหตุผลอย่างไร
  6. ต้องชั่งดูว่าประโยชน์ของการตรวจเอดส์ ซึ่งล้วนแต่เป็นความจริง  และมีประโยชน์สำหรับทุกคนเพื่อวางแผนในการดูแลสุขภาพ  จะมีมากกว่าผลเสียที่ล้วนเป็นเพียงการคาดเดาหรือไม่  ถ้าประโยชน์มีมากกว่า  เราสมัครใจจะตรวจจริง ๆ นะ  ไม่มีใครบังคับหรือหลอกเรานะ
  7. ต้องเข้าใจเรื่องของWindow  period  กล่าวคือ  ระยะเวลาที่ยังอาจตรวจไม่เจอ  เพราะเพิ่งได้รับเชื้อเข้ามาไม่ถึง  14  วัน  เป็นต้น  ดังนั้น  ในระหว่างที่รอไปอีก 1-2สัปดาห์เพื่อไปตรวจใหม่  จึงยังต้องใส่ถุงยางอนามัยกับคู่นอนไปก่อน  แม้ว่าจะตรวจครั้งแรกไม่เจอแล้วก็ตาม
  8. ต้องเข้าใจความสำคัญของการพาคู่นอนมาตรวจพร้อมกัน  จะได้บอกผลให้กันและกันง่ายขึ้น  และจะได้ปลอดภัยจริง ๆ แม้จะไม่ใส่ถุงยางอนามัย
  9. ในกรณีที่ตรวจแล้วผลเป็นลบ  จะต้องมีความเข้าใจว่าจะต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในอนาคตอย่างไร  หรือป้องกันตนเองอย่างไร  จะได้ไม่ติดเอดส์ไปตลอดชีวิต  เช่น  การใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งเวลามีเพศสัมพันธ์กับใครที่ไม่เคยรู้ผลเลือดเอดส์ของตัวเองเลย  หรือการเลิกเสพยา  หรือใช้เข็มสะอาดทุกครั้งที่ฉีดยาเสพติดเข้าเส้นเลือด
  10. และถ้าพลาดพลั้งไป  มีพฤติกรรมที่อาจเสี่ยงต่อการติดเชื้อเอชไอวีอีก  ต้องรีบปรึกษาแพทย์เพื่อรับยาป้องกัน และควรตรวจเอดส์ซ้ำ  โดยที่ในระหว่างรอไปตรวจเลือดซ้ำ  จะต้องใส่ถุงยางอนามัยกับคู่นอนของตัว ซึ่งเคยไปตรวจเอดส์แล้วไม่พบไปก่อน

 

WHO ยกย่องไทยเป็นประเทศแรกในเอเชียแปซิฟิคที่สามารถกำจัดการติดเชื้อ HIV จากแม่สู่ลูกได้

องค์การอนามัยโลกหรือ WHO ประกาศว่าไทยเป็นประเทศแรกในเอเชียแปซิฟิคที่สามารถกำจัดการติดเชื้อ HIV จากแม่สู่ลูกได้

เจ้าหน้าที่สาธารณสุขทั่วโลกยกย่องว่า ไทยเป็นประเทศแรกในโลกที่มีการระบาดในวงกว้างของเชื้อ HIV และสามารถหาทางป้องกันการแพร่ของโรค เพื่อทำให้เกิด “AIDS-free generation” หรือประชากรรุ่นที่ไม่มีการติดเชื้อ HIV ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคเอดส์

ความสำเร็จครั้งนี้มีปัจจัยเอื้ออำนวยจากบริการด้านสุขภาพที่ทั่วถึง การตรวจโรคก่อนคลอด และการให้ความรู้จากหน่วยงานต่างๆ และนอกจาก HIV แล้ว ไทยยังประสบความสำเร็จในการหยุดการระบาดของโรคซิฟิลลิสจากมารดาสู่ทารกด้วย

Mukta Sherma โฆษกขององค์การอนามัยโลกให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าว Ron Corben ของวีโอเอว่า เมื่อมองย้อนกลับไป ไทยเป็นประเทศแรกๆ ในโลก ที่สนใจทดลองยาต้านไวรัส HIV และเป็นประเทศแรกๆ ที่ใช้ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์การแพทย์เข้าแก้ไขปัญหา ตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นในปี ค.ศ. 2000 เป็นต้นมา

ระหว่างปี ค.ศ. 2000 และ 2014 จำนวนสตรีที่ติดเชื้อ HIV รายใหม่ลดลงเกือบร้อยละ 90 จาก 15,000 รายมาอยู่ที่ 1,900 ราย และเมื่อปีที่แล้ว มีเด็กเกิดใหม่ในประเทศไทย 86 คนติดเชื้อ HIV เทียบกับ 1,000 รายเมื่อสิบปีก่อน

หากว่าสตรีมีครรภ์ที่ติดเชื้อ HIV ไม่ได้รับการดูแลทางการแพทย์ที่เหมาะสม โอกาสของการแพร่เชื้อสู่ลูกมีสูงถึงกว่าร้อยละ 30 ความเสี่ยงต่อการถ่ายทอดเชื้ออาจเกิดขึ้นระหว่าง ตอนคลอดและการให้นมทารกหลังคลอด

แต่ความเสี่ยงนี้จะลดลงเหลือ 1% กว่าๆ เท่านั้น ถ้ามารดาได้รับยาต้านไวรัสขณะตั้งครรภ์

กระทรวงสาธารณสุขไทยกล่าวว่า ร้อยละ 98 ของสตรีมีครรภ์ที่ติดเชื้อ HIV สามารถเข้าถึงยาต้านไวรัสและการบำบัดต่างๆ และนั่นทำให้อัตราการถ่ายทอดเชื้อจากแม่สู่ลูกเหลือเพียงไม่ถึง 2%

นอกจากนั้น การตรวจเชื้อ HIV สำหรับประชากรกลุ่มนี้ยังอยู่ในระดับสูงสุดของเอเชียแปซิฟิกด้วย และในกลุ่มเด็กแรกคลอด ทารกยังได้รับการดูแลทางการแพทย์อย่างทั่วถึงด้วย

Mukta Sherma โฆษกของ WHO บอกว่า ไทยมีระบบสาธารณสุขที่แข็งแกร่งมาก และประชาชนได้รับการดูแลด้านสุขภาพอย่างทั่วถึง ซึ่งร่วมถึงบริการทางการแพทย์ต่อสตรีก่อนการคลอดด้วย

อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จจากการต่อสู้กับการแพร่ของ HIV จากมารดาสู่ทารกของไทยในระดับมหภาค ไม่ได้หมายความว่าความสูญเสียระดับบุคคลจะหมดไป

หน่วยงานด้านเอดส์ของสหประชาชาติประเมินว่า ในประเทศไทยยังมีสตรี 2 แสนคนที่อายุ 15 ปีขึ้นไปที่มีเชื้อ HIV และเด็กอีก 7,000 คนที่ติดไวรัสนี้อยู่

กระทรวงสาธารณสุขไทยหวังว่า จะสามารถใช้ประสบการณ์การต่อสู้กับการระบาดของ HIV ช่วงที่ผ่านมา ในการกำจัดโรคเอดส์ให้หมดไปภายในปี ค.ศ. 2030 หรืออีก 14 ปีจากนี้