ซิฟิลิส กับ เอดส์ เหมือนกันไหม ?

ซิฟิลิส กับ เอดส์ เหมือนกันไหม โรคซิฟิลิส (Syphilis) เป็นโรคติดต่อ ทางเพศสัมพันธ์ ชนิดหนึ่ง ที่มีสาเหตุ มาจากการติดเชื้อ แบคทีเรีย ที่มีชื่อว่า ทริปโปนีมาพัลลิดุม ( Treponema Pallidum ) เมื่อร่างกาย ได้รับเข้าไปแล้ว เชื้อจะกระจาย เข้าไปตามกระแสเลือด และอาศัยอยู่ ภายในร่างกาย ของเราเกือบทุก ๆ ส่วน

เมื่อเชื้อได้เข้าสู่ ร่างกายแล้ว หากปล่อยไว้ ไม่เข้ารับ การรักษาอาการ อาจมีความรุนแรง มากยิ่งขึ้นกว่าเดิม จนอาจนำไปสู่ การเสียชีวิตลงได้

ซิฟิลิส กับ เอดส์ เหมือนกันไหม

ในส่วนของ โรคเอดส์ (AIDS) โรคเอดส์ เป็นภาวการณ์ป่วย ในขั้นสุดท้าย ของการติดเชื้อไวรัสเอชไอวี (HIV) ซึ่งหากร่างกาย ได้รับเชื้อ เข้าไปแล้ว เชื้อเอชไอวี จะเข้าไปทำลาย เม็ดเลือดขาว ทำให้มีระบบภูมิคุ้มกัน ที่มีความบกพร่อง จนไม่สามารถกำจัด หรือต่อสู้กับเชื้อ ที่เข้าไปสู่ ร่างกายได้ จึงทำให้ผู้ป่วย ที่ติดเชื้อเอชไอวี เกิดอาการ เจ็บป่วยต่าง ๆ และอาจนำไปสู่ การเสียชีวิตลงได้

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันก็ยังไม่มีวิธีการใด ที่สามารถรักษาโรคเอดส์ ให้หายขาดได้ มีเพียงแต่ยา ที่ช่วยชะลอการพัฒนาโรค และลดอัตรา ความเสี่ยงต่อการเสียชีวิต ด้วยโรคเอดส์

ซิฟิลิส กับ เอดส์ เหมือนกันไหม ตอบได้เลยว่าไม่เหมือนกัน โรคซิฟิลิส (Syphilis) จะต่างจาก โรคเอดส์ (AIDS) ตรงที่สามารถ รักษาให้หายขาดได้ ในระยะที่หนึ่ง ระยะที่สอง ซึ่งทั้งสองระยะนี้ สามารถรักษาได้ ไม่ยาก อาจรักษา ด้วยการรับประทานยา หรือการฉีดยา โดยมีแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญ ในการดูแลรักษา จึงสามารถ ทำให้หายขาดได้

แต่ หากปล่อยไว้ไม่เข้า รับการรักษา การติดเชื้อ ในระยะที่หนึ่ง หรือสอง ที่มีโอกาสหาย อาจลุกลามไปถึงระยะที่สาม หรือสี่ ที่มีอาการร้ายแรงมากขึ้น จนสามารถ รักษาได้ยากขึ้น เพราะอวัยวะต่าง ๆ ภายในร่างกาย ได้ถูกทำลายไปบ้างแล้ว หากปล่อยไว้ อาจทำให้เสียชีวิตลงได้

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าโรคซิฟิลิสนั้น จะสามารถ รักษาให้หายขาดได้ แต่หากมีพฤติกรรมเสี่ยง ก็สามารถรับเชื้อเพิ่ม และกลับมาเป็นใหม่ได้ ดังนั้น สิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งเลย คือ การหลีกเลี่ยง การไปสัมผัสกับเลือด สารคัดหลั่งของผู้อื่น เป็นต้น

ดังนั้น นอกจากโรคซิฟิลิส จะแตกต่าง กับโรคเอดส์ตรงที่ ซิฟิลิสสามารถ รักษา ให้หายขาดได้ ซึ่งจากต่างจาก โรคเอดส์ ที่ไม่สามารถ รักษาให้หายขาดได้ จะมีก็เพียง แต่ยาที่ช่วย ในการชะลอการพัฒนาโรค และลดอัตราความเสี่ยงในการเสียชีวิตลง ด้วยโรคเอดส์ก็เท่านั้น

ทั้งนี้ ทั้ง 2 โรค นับเป็นโรค ที่มีสามเหตุ มาจากการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่สวมถุงยางอนามัย ถือว่าเป็นโรค ที่ร้ายแรงเป็นอย่างมาก ดังนั้น หากผู้ที่กำลัง มีความเสี่ยงต่อการได้รับเชื้อ ก็ควรทำการตรวจ ตั้งแต่เนิ่น ๆ ซึ่งในปัจจุบัน ได้มีชุดตรวจซิฟิลิสด้วยตนเอง และชุดตรวจเอชไอวีด้วยตนเอง ที่มีความปลอดภัย แม่นยำและได้มาตรฐาน

โดยทาง อย. ได้มีการปลอดล็อค ให้สามารถ วางจำหน่าย ชุดตรวจเอชไอวีด้วยตนเอง ผ่านทางร้านขายยา หรือผ่านทางอินเตอร์เน็ต เพื่อให้ ประชาชนทั่วไป สามารถ เข้าถึงได้ง่าย และเพื่อเป็นทางออก ให้สำหรับ ผู้ที่มีความเสี่ง แต่ไม่กล้าเดินทาง ไปตรวจ ตามสถานพยาบาล หรือคลินิกนิรนาม

อย่างไรก็ตาม หากไปได้รับความเสี่ยง ต่อการติดเชื้อมา ทางออก ที่ดีที่สุด ที่จะทำให้คุณคลาย ความกังวลใจได้ ก็คือ การตรวจคัดกรอง เพื่อหาสาเหตุ ของการติดเชื้อ เพราะหากรู้ผล ตั้งแต่เนิ่น ๆ ก็ได้เข้ารับการรักษา ได้อย่างถูกต้อง และ เหมาะสม

ตรวจ NAT 10 วัน ผลที่ได้แม่นยำแค่ไหน

ตรวจ NAT 10 วัน ตรวจเอชไอวีด้วยวิธีแนท เอชไอวี คือ โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เกิดจากเชื้อไวรัส ที่มีชื่อว่า Human Immunodeficiency Virus เมื่อเข้าสู่ร่างกายไวรัสนี้จะขยายตัวและเพิ่มจำนวนมากขึ้น กระจายไปทั่วร่างกาย โดยเชื้อไวรัสนี้ มีกลไกในการทำลาย ระบบภูมิคุ้มกัน ของร่างกาย

ที่ทราบกันดี คือ ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายมีหน้าที่ในการปกป้องร่างกายจากการเกิดโรคต่าง ๆ หรือแม้กระทั่งอาการไม่สบาย โดยจะช่วยกำจัดเชื้อไวรัส แบคทีเรีย หรือสิ่งแปลกปลอม ที่เข้าสู่ร่างกาย ดังนั้นการที่เชื้อไวรัส HIV เข้าสู่ร่างกาย นอกจากจะทำให้เกิดโรคแล้วยังทำลายระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายอีก จะส่งผลให้ร่างกายอ่อนแอและเป็นโรคแทรกซ้อน หรือโรคฉวยโอกาสได้ง่ายขึ้น ยิ่งส่งผลให้สุขภาพแย่ลง และอาการ ของโรคเอชไอวีหนักขึ้น และหากไม่มีการรักษา จะดำเนินเข้าสู่สภาวะเอดส์ กระทั่งเสียชีวิตในที่สุด

การตรวจคัดกรองเอชไอวี จึงเป็นสิ่งที่วัยรุ่น วัยผู้ใหญ่ ที่เริ่มมีเพศสัมพันธ์ หรือผู้ที่เปลี่ยนคู่นอนบ่อย ๆ ควรได้รับการตรวจ โดยวิธีการตรวจคัดกรองเอชไอวีในปัจจุบันสามารถเริ่มตรวจได้ตั้งแต่เสี่ยงมา 5-7 วัน หรือหากเป็นการเช็คสุขภาพเรื่อย ๆ อาจจะเลือกตรวจด้วยวิธีที่สามารถตรวจได้ที่ 14-21 วันก็ได้ วิธีตรวจคัดกรองเอชไอวีมีหลายวิธีแต่ที่นิยมใช้ตรวจคัดกรองในตอนนี้มีอะไรบ้าง
1. Anti-HIV ตรวจหาแอนติบอดี ที่ร่างกายสร้างขึ้น เฉพาะเพื่อกำจัดเชื้อเอชไอวี สามารถตรวจได้ เมื่อรับความเสี่ยงมา 21 วัน
2. Anti-HIV และ Antigen เป็นการตรวจหาทั้งแอนติบอดีที่มีต่อเชื้อเอชไอวี และแอนติเจนของเชื้อไวรัสเอชไอวี ในน้ำยาเดียวกัน สามารถตรวจได้เมื่อได้รับความเสี่ยงมา 14 วัน
3. ตรวจ NAT คือ การตรวจโดยใช้เทคนิค Nucleic acid Amplification Testing เทคนิคนี้จะใช้เอนไซม์ PCR เข้าไปตรวจจับตัวไวรัสเอชชไอวี สามารถตรวจได้ตั้งแต่ 5-7 วัน

ตรวจ NAT 10 วัน

สำหรับท่านใด ที่กังวลว่าได้รับความเสี่ยงมา และร้อนใจ สามารถตรวจได้เร็วสุดที่ 5-7 วัน ด้วยวิธีการตรวจแนท โดยที่ ๆ มีบริการตรวจแนท คือ สภากาชาด และโรงพยาบาลขนาดใหญ่ของรัฐ หรืออย่างไรหากต้องการตรวจ ที่สถานพยาบาลใด ท่านสามารถติดต่อ สอบถามกับเจ้าหน้าที่ก่อนได้

สำหรับการ ตรวจ NAT 10 วัน หากผลเป็นลบ ก็สามารถสบายใจได้ เพราะผลที่ได้ คือ ผลย้อนหลัง 10 วัน ที่ผ่านมา และไม่ต้องกังวลเรื่องระยะ window period เพราะระยะเวลา ที่ตรวจได้ 5-7 วัน ที่กำนหดไว้นี้ เท่ากับระยะ window period นั่นเอง แต่หากท่านใด ที่ไม่สบายใจ สามารถตรวจซ้ำได้อีก ที่ระยะเวลาที่นานกว่านั้น ซึ่งในระหว่างที่รอตรวจอีกครั้ง ก็ไม่ควรรับความเสี่ยงเพิ่ม เพื่อผลที่ได้จะได้มีความถูกต้องแม่นยำขึ้น

เอชไอวี นอกจากจะติดเชื้อ ผ่านการมีเพศสัมพันธ์แล้ว ยังสามารถ ติดต่อได้ผ่านทาง การทำออรัลเซ็กส์ ผ่านทางเลือด การใช้สิ่งของที่มีความเสี่ยงร่วมกัน เช่น เข็มฉีดยา และสามารถติดต่อได้ จากแม่ที่ติดเชื้อสู่ทารกในครรภ์

อย่างไรก็ตาม หากไม่อยาก ที่จะต้องมากังวล เกี่ยวกับความเสี่ยง วิธีที่ง่ายที่สุด คือ สวมใส่ถุงยางอนามัยทุกครั้ง ที่จะมีเพศสัมพันธ์ และหลีกเลี่ยงกิจกรรมอื่น ๆ ที่เสี่ยง ทำให้ติดโรคเอชไอวี แต่หากไม่มั่นใจ ว่าได้รับความเสี่ยงมา หรือไม่ ก็ควรที่จะตรวจให้ไวที่สุด หรือตรวจเช็คเสมอ ถ้าหากไม่ต้องการ ไปตรวจที่สถานพยาบาลเลย แต่อยากจะลองเช็คดูก่อน ท่านสามารถหาซื้อ ชุดตรวจเอชไอวีด้วยตัวเอง มาตรวจเองก่อนได้ เพื่อเป็นการคัดกรองด้วยตนเอง ว่ามีความเสี่ยงติดเชื้อหรือไม่ ทั้งนี้ควรเลือกชุดตรวจให้เหมาะสม กับระยะเวลาเสี่ยงผลที่ได้จึงจะแม่นยำ

หากท่านมีความเสี่ยง และรีบตรวจให้ไวที่สุด จะช่วยให้รู้ผลไวขึ้น หากพบว่ามีการติดเชื้อจะสามารถรับการรักษาได้ไวขึ้น ช่วยให้ลดอาการที่จะเกิดขึ้น หรือบางรายก็ไม่มีการแสดงอาการเลย

อีกทั้ง ยังช่วยทำให้ไวรัสไม่เพิ่มจำนวนขึ้น และลดปริมาณลงต่ำสุด เท่าที่จะเป็นไปได้ ถึงแม้ว่า จะรักษาไม่หายขาด และต้องทานยาต่อเนื่องตลอดชีวิต แต่อย่างไรก็ตาม มันจะช่วยให้คุณสามารถ ใช้ชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างปกติ โดยที่ไม่เจ็บป่วย ด้วยโรคเอชไอวี และมีอายุขัยยืนยาวเหมือนคนอื่น ๆ

ซิฟิลิส เลือดบวก หมายความว่าอะไร ติดต่อได้จากทางใดบ้าง

ซิฟิลิส เลือดบวก

ซิฟิลิส เลือดบวก หมายความว่าอะไร โรคซิฟิลิส (Syphilis) นับเป็นโรคติดต่อ ทางเพศสัมพันธ์ ที่มีความร้ายแรง ไม่น้อยไปกว่า โรคเอดส์ เพราะเป็นโรคหนึ่ง ที่มีสาเหตุมาจากการ ติดเชื้อแบคทีเรีย โรคซิฟิลิสสามารถ รักษาให้หายได้ แต่หากปล่อยทิ้งไว้  ไม่เข้ารับการรักษา เป็นเวลานาน หรือในระยะยาว ซิฟิลิส อาจจะแสดงอาการหลากหลาย ภายในระบบร่างกาย ซึ่งถือว่าร้ายแรงมากกว่า โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ชนิดอื่น ๆ

โดยโรคซิฟิลิสนี้ จะมีระยะ ที่สามารถแฝงตัว ของโรคที่ยาวนาน และ สามารถแพร่เชื้อ ไปสู่ผู้อื่นได้อีกด้วย ในปัจจุบัน โรคซิฟิลิสเป็น โรคที่สามารถ พบได้บ่อย รองมากจากโรคหนองในแท้ และหนองในเทียม ซึ่งโรคนี้สามารถเกิดขึ้นได้ ทั้งกับผู้ชาย และผู้หญิง

ซิฟิลิส เลือดบวก หมายความถึง การแปลผลตรวจซิฟิลิส โดยผลเลือดบวก สามารถแปลได้ว่า มีการติดเชื้อซิฟิลิส ต้องเข้ารับการรักษาโดยเร็วที่สุด

โรคซิฟิลิสนั้น สามารถติดต่อได้อย่างไร หากผู้ที่มีความเสี่ยงที่จะเป็นซิฟิลิสนั้น เชื้อจะเข้าไปสู่ร่างกาย ซึ่งจะเข้าไปได้ผ่านทางการสัมผัสกับแผล หรือเชื้อโดยตรง ไม่ว่าจะเป็น การจูบ อม เลีย หรือแม้แต่ การไปสัมผัสกับบริเวณแผล โดยตรงในตำแหน่งของ ท่อปัสสาวะ ทวารหนัก ช่องคลอด ช่องปาก เยื่อบุต่าง ๆ หรือแม้แต่การไปสัมผัส กับแผลถลอกเล็กน้อย บนผิวหนังของผู้ติดเชื้อ และเมื่อเชื้อได้เข้าสู่กระแสเลือดแล้ว เชื้อซิฟิลิสจะเข้าไป จับตามอวัยวะต่าง ๆ แล้วทำให้สามารถ เกิดโรคแทรกซ้อนได้ง่าย ในระยะยาว หากผู้ที่กำลังมีความเสี่ยงนั้น โรคซิฟิลิส จะสามารถสังเกตให้เห็นได้ ตามระยะการติดเชื้อ คือ

– ระยะแรก ในระยะแรก ของซิฟิลิสนี้ จะเกิดขึ้นหลังจากที่ได้รับเชื้อมาประมาณ 3 สัปดาห์ โดยมักจะมีแผลบริเวณอวัยวะเพศ ลูกอัณฑะ ทางทวารหนัก บริเวณช่องคลอด และริมฝีปาก หากได้รับเชื้อมาจะเรียกว่า แผลริมแข็ง จะไม่รู้สึกเจ็บ แผลจะเรียบ หลังจากนั้นประมาณ 3 – 6 สัปดาห์ แผลนั้นจะหายไปเอง

– ระยะสอง หลังจากระยะแรก ผ่านไประยะที่สองจะเกิดขึ้น ประมาณ 2 สัปดาห์ – 2 เดือน จะเรียกว่า “ระยะออกดอก หรือระยะผื่น” โดยในระยะนี้ จะมีผื่นขึ้นตามร่างกาย เช่น ฝ่ามือ ฝ่าเท้า ซึ่งจะเป็นลักษณะเฉพาะ เกิดขึ้นภายในปากได้ อาจมีไข้ เจ็บคอ ต่อมน้ำเหลืองโต หรืออาจจะมีอาการแทรกซ้อนอื่น ๆ ที่สามารถเกิดขึ้นได้

– ระยะแอบแฝง ในระยะนี้ เชื้อที่อยู่ภายในร่างกาย จะไม่มีการปรากฏให้เห็น แต่หากทำการตรวจเลือด ก็อาจตรวจพบเชื้อได้

– ระยะสาม ในระยะที่สามนี้ จะเป็นระยะสุดท้าย ของการติดเชื้อ โดยทั่วไป อาการจะปรากฏ ได้ในสมอง ซึ่งเรียกง่าย ๆ ว่า “ซิฟิลิสขึ้นสมอง” โดยมีอาการคือ

1. เชื้อจะไปทำลาย ไขสันหลัง ทำให้ร่างกายอ่อนแอ เสียการทรงตัว เดินไม่ถนัด รู้สึกขาลาก จะไม่สามารถอั้นปัสสาวะได้

2. อาจมีพฤติกรรม ที่เปลี่ยนไปจากเดิม เช่น การรับรู้จะเสียไป ตาผิดปกติ สัมผัสทั้งห้าจะเปลี่ยนไป การพูดการจาจะช้าลง เป็นต้น

3. ม่านตาจะเล็กลง ตาจะไม่ตองสนองต่อแสง

 

อย่างไรก็ตาม หากใครที่ตรวจแล้ว เลือดเป็นบวก ปัจจุบันมีวิธีการรักษา ที่สามารถรักษาโรคซิฟิลิสให้หายได้ ถึงแม้ว่าจะรักษาให้หายแล้วก็จริง แต่หากทำการตรวจอีกครั้ง ผลตรวจก็จะยังตรวจพบเชื้อได้ เพราะชุดตรวจแต่ละรูปแบบ จะมีวิธีการตรวจ ที่แตกต่างกันออกไป บางชุดตรวจ อาจมีการจดจำแอนติบอดี ของร่างกาย ไม่ว่าตรวจกี่ครั้ง ก็จะตรวจเจอเชื้อซิฟิลิส

ทั้งนี้ หากผู้ที่กำลัง มีความเสี่ยงก็ให้ทำการตรวจคัดกรองเบื้องต้น เพื่อเป็นการวินิจฉัย ซึ่งปัจจุบันได้มี ชุดตรวจซิฟิลิสด้วยตนเอง ที่สามารถทำการตรวจได้ที่บ้านโดยที่ไม่ต้อง เดินทางตรวจตามสถานพยาบาล มีความปลอดภัย แม่นยำ และได้มาตรฐาน โดยชุดตรวจ จะเป็นการตรวจ เพื่อคัดกรองเบื้องต้นเท่านั้น หากไม่แน่ใจ ก็ควรเดินทาง ไปตรวจตาม สถานพยาบาล

ชุดตรวจโรค เอชไอวีและซิฟิลิส โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ยอดฮิตของคนไทย

ชุดตรวจโรค

ชุดตรวจโรค เอชไอวี และซิฟิลิส โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ยอดฮิตของคนไทย มีผู้ป่วยเพิ่มขึ้น จำนวนมาก จากประวัติเข้ารับ การรักษา และผู้ป่วย อีกจำนวนมาก ที่ไม่ยอมไปตรวจ โดยติดเชื้อ อยู่แบบไม่รู้ตัว และปัจจุบัน ก็มีผู้คนจำนวนมาก ไม่สวมใส่ ถุงยางอนามัย เมื่อมีเพศสัมพันธ์ ทำให้ติดโรคเอชไอวีและ ซิฟิลิสได้ง่ายขึ้น

ชุดตรวจโรค ติดต่อทางเพศสัมพันธ์ มีการพัฒนา ขึ้นมาเรื่อย ๆ ตั้งแต่อดีต จนถึงปัจจุบัน มีหลายประเภท แบ่งเป็นการตรวจคัดกรอง และการตรวจยืนยัน แตกต่างกัน คือ

ผู้ที่ เข้ารับการตรวจ จะได้ตรวจคัดกรองก่อน เพื่อดูผลว่า มีโอกาสเสี่ยง หรือไม่ เนื่องจากการตรวจคัดกรอง สามารถทำได้รวดเร็ว ซึ่งช่วยทำให้ ประหยัดเวลา และค่าใช้จ่ายถูกกว่า หากตรวจพบว่า มีโอกาสได้รับการติดเชื้อ ก็ต้องรอตรวจยืนยันผล ในขั้นตอนต่อไป

หากพบว่า ไม่มีโอกาสติดเชื้อ ก็สามารถเดินทาง กลับบ้านได้เลย (ทางการแพทย์ จะสอบถามผู้ป่วย ก่อนว่า เสี่ยงมานานแค่ไหน เพื่อเลือกวิธีตรวจ และแนะนำการตรวจ) การตรวจยืนยัน จะเป็นการส่งตัวอย่างเข้า ไปตรวจในห้องปฏิบัติการ ตรวจวิเคราะห์ ด้วยวิธีที่แม่นยำ และละเอียดขึ้น เพื่อสรุปผลว่า ผู้ป่วยติดเชื้อหรือไม่

ตัวอย่างที่ใช้ ในการตรวจมีทั้ง ตรวจจากเลือด หรือ ตรวจจากน้ำในช่องปาก แต่ที่นิยมตรวจ จะเป็นการตรวจจาก เลือดมากกว่า เนื่องจากเลือดนั้น ไหลเวียนไปทั่วร่างกาย และสิ่งที่พบได้ ในเลือดก็จะเป็น ไวรัส แบคทีเรีย ปรสิต

ชุดตรวจ โรคเอชไอวี ในปัจจุบัน ที่เป็นการตรวจคัดกรอง มีทั้งหมด 3 ประเภท ที่พบเห็น ได้บ่อย ในปัจจุบันนี้ คือ
1. ตรวจ NAT สามารถ ตรวจได้ตั้งแต่ 1 สัปดาห์หลังเสี่ยง
2. ตรวจหาแอนติบอดี และแอนติเจนในชุดตรวจเดียวกัน สามารถ ตรวจได้ตั้งแต่ 2 สัปดาห์หลังเสี่ยง
3. ตรวจหาแอนติบอดี ต่อเชื้อเอชไอวี สามารถตรวจได้ ตั้งแต่ 3 สัปดาห์หลังเสี่ยง
ทั้งหมด มีควาแม่นยำสูง แตกต่างกันที่ ระยะเวลา ที่สามารถตรวจได้

ชุดตรวจโรคซิฟิลิส จริง ๆ แล้ว การวินิจฉัยซิฟิลิส สามารถตรวจวิเคราะห์ ได้จากแผลซิฟิลิส ในระยะที่หนึ่ง ตรวจจากเลือด และ ตรวจน้ำไขสันหลัง ส่วนใหญ่จะใช้ตรวจ ในผู้ป่วย ที่มีอาการเข้าขั้น ที่สามแล้ว การตรวจซิฟิลิส มักจะนิยมตรวจ ทางห้องปฏิบัติการ ที่เป็นชุดตรวจโรค ที่พบเห็น ในปัจจุบัน จะเป็นแบบ Rapid test โดยตรวจ จากตัวอย่าง เลือดที่ปลายนิ้ว

การตรวจโรค ในปัจจุบันสามารถ ตรวจได้ด้วยตนเอง ซึ่งจะรู้ผล ภายในไม่กี่นาที ซึ่ง มีความแม่นยำสูง แต่จะแม่นยำจริง หรือ ไม่ขึ้นอยู่กับระยะเสี่ยงจริง ๆ ที่ผู้ตรวจไปเสี่ยงมา เป็นการ ตรวจคัดกรองเท่านั้น หากผลออกมา พบว่า มีความโอกาส ได้รับการติดเชื้อ ผู้ตรวจก็ควรไปตรวจยืนยัน ที่โรงพยาบาล อีกครั้งหนึ่ง แต่ หากผลตรวจ พบว่า ไม่มีการติดเชื้อ ก็สามารถสบายใจได้

ช่องทาง ที่สามารถติดเชื้อ ได้มากที่สุด คือ การรับเลือด ผู้ป่วยเป็นโรคติดเชื้อ หรือ มีความเสี่ยงในการติดเชื้อ  ไม่สามารถ บริจาคเลือดได้ เนื่องจาก สามารถส่งต่อโรค ไปทางเลือดได้ ยกตัวอย่างโรคเอชไอวี เครื่องตรวจ ที่ดีที่สุด สามารถตรวจหา เชื้อเอชไอวี จากเลือดได้ต่ำสุด คือ 20 ตัว/CCเลือด

ดังนั้น หากมีความเสี่ยงมา หรือทานยาต้านไวรัส หรือเชื้ออยู่ ในระยะฟักตัว ปริมาณของเชื้อ อาจต่ำกว่าที่เครื่อง สามารถตรวจได้

ตรวจ NAT ที่ไหน เอชไอวี

ตรวจ NAT ที่ไหน

ตรวจ NAT ที่ไหน เอชไอวี (Human Immunodeficiency Virus : HIV) เป็นโรคติดต่อ ทางเพศสัมพันธ์ ซึ่งเกิดจากเชื้อไวรัส ที่สามารถติดต่อกันได้ จากอีกคน ไปยังอีกคน ได้ผ่านทางเลือด ผ่านทางการมีเพศสัมพันธ์ หรือแม้แต่จากแม่ไปยังลูก

โดยเชื้อ จะเข้าไปทำลายเซลล์เม็ดเลือดขาว ที่มีหน้าที่ปกป้อง ร่างกายจากการติดเชื้อ และเมื่อเซลล์เม็ดเลือดขาว และระบบภูมิคุ้มกันภายในร่างกาย ได้ถูกเชื้อเอชไอวี ทำลาย จะทำใหร่างกายอ่อนแอ และสามารถเกิดโรคแทรกซ้อนต่าง ๆ ได้ง่าย จึงทำให้ผู้ป่วยติดเชื้อมีอาการป่วยบ่อยกว่าผู้ป่วยทั่วไป เพราะระบบภูมิคุ้มกันภายในร่างกาย ได้ถูกทำลายลง ให้มีการทำงานที่บกพร่อง

ในปัจจุบันการ ตรวจหาเชื้อเอชไอวี นั้นมีหลากหลายรูปแบบ ซึ่งวิธีการตรวจหาเชื้อ ถ้าจะให้เห็นผล ได้ชัดที่สุด คือ การตรวจด้วยเลือด ดังนั้น การตรวจหาเชื้อเอชไอวี จะสามารถแบ่งออกเป็น 3 วิธีหลัก ๆ คือ

– แอนติบอดี (Antibody) การตรวจ ด้วยวิธีการนี้ เป็นการตรวจหา “ภูมิคุ้นเคย” หรือเรียกอีกอย่างว่า “ภูมิคุ้มกัน” ซึ่งร่างกาย ได้สร้างขึ้นมาเพื่อทำการตอบสนอง ต่อเชื้อเอชไอวี ที่เข้าไปสู่ร่างกาย

– แอนติเจน (p24 antigen) วิธีการนี้ เป็นวิธีการตรวจหา ชิ้นส่วนของ เชื้อไวรัส ซึ่งวิธีการนี้ สามารถทำการ ตรวจพบเชื้อได้ หลังจากที่ได้รับเชื้อมาแล้ว 2 – 3 สัปดาห์

– แนท (NAT หรือ Nucleic Acid Testing) การตรวจด้วยวิธีการนี้ เป็นการตรวจหา สารพันธุกรรม ของเชื้อเอชไอวี วิธีการนี้ สามารถตรวจเจอเชื้อ ได้หลังจากที่ได้รับเชื้อมาแล้ว 1-2 สัปดาห์ ยกตัวอย่างเช่น

หากเรา ไปมีเพศสัมพันธ์ แบบไม่ได้มีการป้องกัน มาแล้วเมื่อ 1 สัปดาห์ที่แล้ว แล้วมีความกังวลใจ ว่าจะได้รับความเสี่ยง ในการติดเชื้อเอชไอวี ซึ่ง วิธีการตรวจแบบ NAT เป็นวิธี ที่จะทำให้คุณ สามารถรู้ผลตรวจ ว่าเป็นบวก หรือ ลบ ได้แน่ชัดกว่า วิธีการอื่น

ตรวจ NAT ที่ไหน ปัจจุบัน ได้มีคลินิกนิรนาม ที่ให้คำปรึกษา ด้านโรคติดต่อ ทางเพศสัมพันธ์ มีบริการตรวจหาเอเอชไอวี ด้วยวิธีการตรวจแบบ NAT ฟรี ปีละ 2 ครั้ง เพียงผู้ที่ต้องการตรวจยื่นบัตรประชาชนเพื่อรับสิทธิเพียงนี้ก็สามารถเข้ารับการตรวจได้แล้ว

อย่างไรก็ตาม NAT เป็นการตรวจสำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการได้รับเชื้อมา หรือสำหรับผู้ที่มีความกังวลหลังจากมีความเสี่ยง โดยวิธีการตรวจด้วย NAT เป็นวิธีการตรวจ ที่รวดเร็ว ปลอดภัย และมีความแม่นยำ จึงไม่จำเป็น ที่จะต้องรอ ให้ถึงระยะเวลาถึง 1 เดือน เหมือนอย่างที่ผ่านมา

คนส่วนใหญ่ทั่วไป หากติดเชื้อเอชไอวี จะตรวจพบโดยวิธีการตรวจแบบ NAT อยู่ที่ประมาณ 1 สัปดาห์ หลังจาก ไปมีความเสี่ยงมา เพราะวิธีการตรวจเลือด แบบแนท ถือว่า มีความไว ในการตรวจกว่า วิธีการเดิม คือ Anti-HIV ที่จำเป็น จะต้องรอ ให้ร่างกาย ได้สร้างภูมิคุ้นเคยเพื่อต่อต้าน กับเชื้อ จึงจะสามารถตรวจพบเชื้อได้

ซึ่ง การตรวจด้วยแนท จะทำงาน ด้วยการตรวจ เพื่อหาเชื้อเอชไอวีโดยตรง ดังนั้น เราจึง ไม่จำเป็น ที่จะต้องรอ ให้ร่างกาย สร้างภูมิคุ้นเคยหลังจาก ที่ได้รับความเสี่ยงมา

ทั้งนี้แล้ว หากผู้ที่มีความกังวลใจ ว่าจะติดเชื้อหรือไม่ ปัจจุบันได้มีชุดตรวจ ที่สามารถทำการตรวจได้ด้วยตนเอง เพื่อเป็นทางออก สำหรับผู้ที่ไม่กล้าเดินทางไปตรวจตามโรงพยาบาล

ชุดตรวจHIVด้วยตนเอง จะมีความปลอดภัย แม่นยำ และได้มาตรฐาน ซึ่งเป็นการตรวจ เพื่อคัดกรองเบื้องต้นเท่านั้น หากตรวจแล้วพบว่าผลเป็นบวก คือ มีโอกาสได้รับการติดเชื้อ ก็ให้เดินทาง ไปตรวจตามโรงพยาบาล เพราะตรวจเจอตั้งแต่เนิ่น ๆ ก็จะได้เข้ารับ การรักษาได้อย่างถูกต้อง และเหมาะสม

ซิฟิลิส รักษาหาย ไหม

ซิฟิลิส รักษาหาย ไหม โรคซิฟิลิส (Syphilis) เป็น โรคติดต่อ ทางเพศสัมพันธ์ ชนิดหนึ่ง ที่มีความร้ายแรง และ ติดต่อได้ง่าย ๆ ไม่น้อยไปกว่า โรคเอดส์

ซึ่ง สามารถพบเห็น ได้บ่อยรองลงมา จากโรค หนองในแท้ และ หนองในเทียม โรคซิฟิลิสนั้น ได้กลับมาระบาด อีกครั้งเนื่องจากสาเหตุที่ วัยรุ่นสมัยใหม่ ได้ไปมีเพศสัมพันธ์กัน โดยที่ไม่สวมถุงยางอนามัย

หรือ วัยรุ่นบางกลุ่มอาจ เปลี่ยนคู่นอนบ่อยเกินไป โดยทั่วไป โรคซิฟิลิสถูกจัดว่า เป็นโรคติดต่อ ทางเพศสัมพันธ์

ดังนั้น วัยรุ่นส่วนใหญ่ ก็อาจจะเข้าใจว่า ต้องมีเพศสัมพันธ์เท่านั้น จึงจะ สามารถติดซิฟิลิสได้ แต่แท้ที่จริงแล้ว การ จะติดโรคซิฟิลิสได้นั้น ไม่จำเป็นที่ จะต้องสอดใส่ เสมอไป เพราะโรคซิฟิลิสนั้น สามารถติดต่อกันได้ ผ่านการสัมผัส โดยตรงเช่นกัน

ไม่ว่าจะเป็น การจูบ การทำออรัลซ์เซ็กส์ การเลีย เยื่อบุตา โดยการกระทำนั้น ไปสัมผัสเข้ากับบาดแผล ของผู้ป่วยซิฟิลิส แม้เพียงแค่เล็กน้อย ก็สามารถ ติดเชื้อซิฟิลิสได้

ซิฟิลิส รักษาหาย ไหม

ซิฟิลิส รักษาหาย ไหม โรคซิฟิลิส ในปัจจุบันนี้ สามารถรักษา ให้หายขาดได้ หากมี การตรวจพบเชื้อซิฟิลิส ตั้งแต่ในระยะเริ่มต้น จะสามารถรักษา ให้หายได้ โดยการฉีดยาปฏิชีวนะ ประเภทเพนิซิลลิน เข้าไปในกล้ามเนื้อ ร่วมไปกับ การรับประทานยาต้าน หากผู้ป่วยบางราย ได้มีการติดเชื้อ มาเป็นเวลานาน ทางแพทย์ จะมีการเพิ่มขนาด ของยาเพื่อให้ การรักษามีประสิทธิภาพ มากยิ่งขึ้น และระยะเวลา ในการรักษานั้น ก็ขึ้นอยู่กับระยะโรค ที่เป็นด้วย โดยผู้ป่วย ก็ต้องปฏิบัติตาม คำแนะนำของแพทย์ อย่างเคร่งรัด และ รับยาอย่างสม่ำเสมอ ในระยะเวลาที่กำหนด

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่า โรคซิฟิลิสนั้น จะสามารถรักษา ให้หายได้ แต่ก็ต้องทำการตรวจ หาเชื้อซ้ำอีกครั้ง 3 เดือน เป็นระยะเวลา ประมาณ 3 – 5 ปี หลังจากที่ได้เข้ารับ การรักษา เพราะเนื่องจาก ร่างกายอาจจะยังมีเชื้อ ในระยะที่แอบแฝง อยู่ภายในร่างกาย

ดังนั้น หากผู้ที่ติดเชื้อ ได้เข้ารับการรักษา และหายแล้ว ควรลด การมีเพศสัมพันธ์ ไปสักระยะก่อน เพื่อลดความเสี่ยง ของการติดโรค รวมถึงแพร่เชื้อ หรือเป็นการป้องกัน การแพร่เชื้อไปสู่ผู้อื่น จนกว่า จะแน่ใจว่า เชื้อซิฟิลิส ได้หายขาดแล้ว

นอกจากนี้แล้ว การติดเชื้อซิฟิลิส ก็ยังสามารถมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น มาอีกระดับ คือ อาจมีความเสี่ยง ต่อการติดเชื้อเอชไอวี ซึ่งก่อให้เกิด โรคเอดส์ได้ด้วย

โดยทั่วไป พบว่า ผู้ป่วยติดเชื้อซิฟิลิส มีโอกาสเสี่ยง ต่อการติดเชื้อเอชไอวี ได้มากถึง 2 – 5 เท่า ของคนปกติทั่วไป เพราะการติดเชื้อซิฟิลิสนั้น จะทำให้ภูมิคุ้มกัน ภายในร่างกาย เกิดการอ่อนแอ และบกพร่องลง จึงเป็นสาเหตุ ที่อาจทำให้ผู้ป่วย ซิฟิลิสสามารถเกิดโรคแทรกซ้อน ที่เป็นการติดเชื้อเอชไอวี ได้อีกด้วย อีกทั้งด้วยคนเป็นซิฟิลิส จะมีบาดแผลริมแข็ง ซึ่งเป็นอาการของโรค ทำให้เสี่ยง ได้รับเชื้อเอชไอวี ผ่านการมีเพศสัมพันธ์ ได้ง่ายขึ้นจากทางบาดแผล

อย่างไรก็ตาม หากผู้ที่มีความกังวลใจ ก็ควรทำการตรวจ เพื่อวินิจฉัย หาการติดเชื้อ ซึ่งในปัจจุบัน ก็ได้มีชุดตรวจ ที่สามารถทำการ ตรวจได้ด้วยตนเองที่บ้าน ที่มีความปลอดภัย แม่นยำ และได้มาตรฐาน ซึ่งเป็นทางออก สำหรับผู้ที่ไม่กล้าเดินทาง ไปตรวจตามสถานพยาบาล หรือคลินิก ได้ทำการตรวจ เพื่อวินิจฉัยเบื้องต้น เพื่อคลายความกังวลใจ เพราะหากตรวจพบ เชื้อตั้งแต่เนิ่น ๆ ก็จะได้เข้ารับการรักษา และรับยาต้าน ได้อย่างถูกต้อง และเหมาะสม

ทั้งนี้ ชุดตรวจที่สามารถทำการตรวจได้ด้วยตนเอง เป็นเพียงการตรวจเพื่อคัดกรองเบื้องต้นเท่านั้น หากผลตรวจออกมาแล้วไม่ว่าจะเป็นบวกหรือเป็นลบก็ตาม ก็ควรทำการตรวจซ้ำอีกครั้งเพื่อยืนยันผลตรวจที่แน่ชัด

Anti TP คือ อะไร เกี่ยวข้องอย่างไรกับซิฟิลิส

Anti TP คือ

Anti TP คือ อะไร เกี่ยวข้อง อย่างไร กับซิฟิลิส โรคซิฟิลิส (syphilis) นับเป็นอีกหนึ่งโรค ที่มีการติดต่อ ผ่านทางการมีเพศสัมพันธ์ ที่สามารถ พบได้มาก ในหมู่คนไทย โรคซิฟิลิสนั้น หากเป็นแล้ว จะสามารถรักษา ให้หายขาดได้ ซึ่งนอกจากผู้ที่เป็น โรคเอดส์ โรคหนองในแท้ หนองในเทียม โรคซิฟิลิส ยังเป็นโรค ที่สามารถติดต่อ ได้ผ่านการมีเพศสัมพันธ์ ซึ่งถือว่า เป็นโรคที่น่ากลัว โรคหนึ่งเลย

โรคซิฟิลิส จะมีสาเหตุที่เกิดจากการ ติดเชื้อแบคทีเรีย ที่ชื่อว่า Treponema Pallidum หากกล่าวว่า ทำไมซิฟิลิส ถึงได้น่ากลัว ก็อาจจะ เป็นเพราะเมื่อเชื้อ เข้าสู่ร่างกายแล้ว จะไม่มีการแสดงอาการใด ๆ ออกมาให้เห็นได้ชัด
แต่ซิฟิลิส ก็ยังสามารถ ติดต่อกันได้ แม้ไม่มีการแสดงอาการ และเมื่อรับเชื้อมาแล้ว ไม่ได้รับการตรวจ ก็อาจจะเป็นโรคเรื้อรัง นานกว่า 2 ปี และหากทำการรักษา ให้หายแล้ว แต่ได้รับเชื้อ มาใหม่ก็ยังสามารถกลับมาเป็นใหม่ ได้อีกด้วย

นอกจากนี้ โรคซิฟิลิสอาจพบได้ 10-15 % ของโรคติดต่อ ทางเพศสัมพันธ์ ทั้งหมด และหากใคร ที่กำลังคิดว่า ตนเองนั้นอยู่ ในกลุ่มเสี่ยง ที่อาจก่อให้เกิด โรคซิฟิลิสนั้น ก็ควรศึกษา เกี่ยวกับโรคนี้ ไม่ว่าจะเป็นอาการ สาเหตุ การติดต่อ วิธีการรักษา หรือแม้แต่ วิธีการตรวจ เพื่อเป็นแนวทาง ในการรับมือ

โรคซิฟิลิส (Syphilis) เป็นโรคติดต่อ ทางเพศสัมพันธ์ ที่มีสาเหตุมาจาก เชื้อ Treponema Pallidum ซึ่งในการตรวจหาเชื้อ ชนิดนี้ ด้วยวิธีการ Nucleic Acid Testing ยังคงไม่สามารถ นำมาใช้ตรวจได้ ในห้องปฏิบัติการทั่วไป

การตรวจทางซีโรโลยี (Serology) จะถูกนำมาใช้ ในการวินิจฉัย และถูกนำมาติดตาม วิธีการรักษา โรคซิฟิลิส ซึ่งในการทดสอบ จะแบ่งออกเป็น 2 วิธี คือ

– การตรวจแบบ ใช้แอนติเจนไม่จำเพาะ (Non-Treponemal Test) วิธีการตรวจนี้ จะเป็นวิธี ที่ไม่ได้ตรวจหา เชื้อแอนติบอดีต่อเชื้อโดยตรง แต่วิธีการนี้ เป็นเพียงวิธีการตรวจ ที่ตรวจหาแอนติบอดี

ที่ร่างกายนั้นได้สร้างขึ้นมา โดยแอนติบอดี ชนิดนี้ จะเรียกว่า Reagin โดยทั่วไป จะสามารถพบได้ ในโรคชนิดอื่น ๆ ที่เนื้อเยื่อ ได้มีการทำลาย

– การตรวจแบบ ใช้แอนติเจนจำเพาะจากเชื้อ (Treponemal Test) ซึ่งจะเป็นการตรวจ หาเชื้อแอนติบอดีที่มีต่อเชื้อ Treponema Pallidum โดยตรง เป็นแอนติบอดีที่ร่างกายได้สร้างขึ้นมาหลังจากมีการติดเชื้อแล้ว ซึ่งชุดตรวจที่ใช้ตรวจด้วยวิธีการแบบจำเพาะจะมีหลักในการตรวจมากมายที่แตกต่างออกไป

ในปัจจุบัน วิธีการตรวจหาเชื้อ ในรูปแบบชุดตรวจ หาการติดเชื้อ Treponema Pallidum ได้มีการพัฒนาน้ำยา ที่ใช้ในการตรวจให้มีความไว และมีความจำเพาะสูงมากขึ้น คือ วิธีการตรวจแบบ Rapid Test ถือว่าเป็นวิธีการหนึ่งที่ได้มีการพัฒนาขึ้นมา คือ Immuno Chromatographic Strip (ICS) โดยแอนติบอดีต่อเชื้อ Treponema pallidum ซึ่งจะทำปฏิกิริยา หรือจับกัน เรียกการตรวจหาแอนติบอดีต่อเชื้อนี้ว่า Anti TP คือ Anti: Antibody, TP: Treponema Pallidum

อย่างไรก็ตาม หากผู้ที่กำลังมีความเสี่ยงเกี่ยวกับการก่อให้เกิดโรคซิฟิลิส ก็ควรทำการตรวจเพื่อคัดกรองเบื้องต้น ด้วยชุดตรวจคัดกรองด้วยตนเอง ที่มีความปลอดภัย แม่นยำ และได้มาตรฐาน

โดยสามารถทำการตรวจได้ด้วยตนเองที่บ้าน ซึ่งชุดตรวจซิฟิลิสด้วยตนเองเป็นเพียงการตรวจเพื่อคัดกรองเบื้องต้นเท่านั้น เพื่อเป็นทางออกให้กับผู้ที่ไม่กล้าเดินทางไปตรวจตามโรงพยาบาล หรือคลินิกต่าง ๆ
ดังนั้นหากผลตรวจที่ได้จะเป็นบวก หรือเป็นลบ ก็ควรทำการตรวจซ้ำอีกครั้ง และหากยังไม่แน่ใจในผลตรวจ ก็ควรเดินทางไปตรวจตามโรงพยาบาลเพื่อยืนยันผลตรวจที่แน่ชัด

ใบ ผลตรวจเอดส์ ระบุอะไรไว้บ้าง

ใบ ผลตรวจเอดส์

ใบ ผลตรวจเอดส์ การตรวจ หาเชื้อเอชไอวี หรือเอดส์ ในปัจจุบัน จะเป็นการตรวจ เพื่อวินิจฉัย หาภูมิต้านทาน ที่มีต่อเชื้อ ซึ่งวิธีการนี้ จะสามารถ ทำการตรวจ ได้หลายวิธีเช่นกัน เพราะการตรวจหาเชื้อ หากจะให้ได้ผลที่เร็ว ก็สามารถ ทำการตรวจ ได้จากเลือด น้ำลาย หรือปัสสาวะ เป็นต้น

ดังนั้น ก่อนจะมีการตรวจเลือด เพื่อหาเชื้อ ผู้ที่เข้ารับการตรวจ จะต้องได้รับการปรึกษา ถึงผลดี และผลเสีย ของการตรวจ และผลตรวจ ที่กำลังจะเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็น ความหวาดกลัว ปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้น ปัญหาการใช้ชีวิต ที่ไม่เหมือนเดิม ปัญหาการจ้างงาน หรือ แม้แต่ปัญหา ที่อาจเกิดขึ้น จากครอบครัว เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม การที่ได้เข้ารับ การตรวจเลือด หาเชื้อเอชไอวี หรือเอดส์ ทางโรงพยาบาล ก็มักจะมีนโยบาย การปิดรายชื่อ ผู้ที่เข้ารับการตรวจ เพื่อลดสาเหตุ และปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น

การตรวจเลือด หาเชื้อเอชไอวี สามารถทำการตรวจได้ 3 วิธี คือ
– การตรวจหาภูมิคุ้มกัน ที่เรียกว่า antibody หรือ Anti-HIV โดยปกติแล้ว หากร่างกาย ของเรา ได้รับเชื้อเข้าไปแล้ว ก็ต้องรอระยะเวลา ในการสร้างภูมิคุ้มกันต่อเชื้อ โดยจะเริ่มตรวจพบ ได้หลังจากการ ติดเชื้อประมาณ 3 สัปดาห์ และสามารถ ตรวจพบได้เกือบ 100% อยู่ที่ประมาณ 12 สัปดาห์ ดังนั้น หากรู้ตัวว่า ร่างกาย เริ่มจะมีการติดเชื้อ ผลตรวจที่เป็น Anti-HIV อาจจะออกมาเป็น Negative (Non-Reactive) ก็เป็นได้ ฉะนั้นเ ราจึงจำเป็น ที่จะต้องรอไปอีกประมาณ 12 สัปดาห์ และตรวจซ้ำ อีกครั้ง หากผลตรวจ ในรอบนี้ออกมาเป็น Negative นั่นก็หมายความว่า ไม่มีการติดเชื้อ

– การตรวจแบบหาส่วนประกอบของเชื้อเอชไอวี เช่น

1. การตรวจแบบสารพันธุกรรมของเชื้อเอชไอวี (Nucleic acid test หรือ NAT ) โดยการตรวจด้วยวิธีนี้จะสามารถตรวจพบเชื้อได้ภายใน 7-28 วันหลังจากรับเชื้อมา

2. การตรวจแบบหาโปรตีนของเชื้อเอชไอวี (p24 antigen testing) วิธีการนี้จะสามารถตรวจพบเชื้อได้ภายใน 5 วันหลังจากที่ได้รับเชื้อมา ซึ่งจะมีความไวในการตรวจเจอต่ำกว่าวิธีการตรวจแบบ NAT

– วิธีสุดท้ายคือ การตรวจหาภูมิคุ้มกัน และการตรวจหา ส่วนประกอบของเชื้อร่วมกัน

อย่างไรก็ตาม หากผู้ที่เข้ารับ การตรวจหาเชื้อเอชไอวี หรือเอดส์ โดยทั่วไป ในใบผลตรวจ จะมีการแสดงรายละเอียดต่าง ๆ เกี่ยวกับ ผลตรวจหาเชื้อ โดยผู้ป่วย บางราย ก็อาจจะไม่เข้าใจใน ใบ ผลตรวจเอดส์ ว่าหมายความ ว่าอย่างไร ซึ่งในใบผลตรวจเอชไอวี ก็จะแสดงผลตรวจต่าง ๆ ที่อาจ ทำให้ ผู้ตรวจนั้นไม่เข้าใจบ้าง แต่โดยหลัก ๆ ที่จะแสดง ในใบผลตรวจเลย คือ ผลตรวจแบบ HIV Negative (ผลลบ) และ HIV Positive (ผลบวก) นั่นหมายความว่า
– HIV Negative (ไม่มีการติดเชื้อเอชไอวี)
– HIV Positive (ติดเชื้อเอชไอวี)

นอกจากนี้ในใบผลตรวจ ก็ยังคง มีการแสดงข้อมูลแบบอื่น ๆ ออกมา ให้เห็น แต่ก็ขึ้น อยู่กับทางโรงพยาบาล หรือ คลินิก ที่ผู้ป่วยเข้ารับการตรวจ

ดังนั้น หากรู้ตัวว่า มีความเสี่ยง ก็รีบทำการตรวจ ตั้งแต่เนิ่น ๆ หากไม่กล้า เดินทาง ไปตรวจตามโรงพยาบาล ปัจจุบันก็มี ชุดตรวจเอชไอวีด้วนตนเอง เพื่อเป็นทางออกแก่ผู้ที่เกรงกลัวต่อสายตาบุคคลในสาธารณะ โดยชุดตรวจด้วยตนเองจะเป็นแบบตรวจเพื่อคัดกรองเบื้องต้น ที่มีความแม่นยำ ปลอดภัย ได้มาตรฐาน และหากผลตรวจออกมาบวกหรือลบ

อย่างไรก็ตามควรทำการตรวจซ้ำอีกครั้งเพื่อยืนยันผลตรวจที่แน่ชัด

ชุดตรวจน้ำลาย ตรวจเอชไอวี

ชุดตรวจน้ำลาย

ชุดตรวจน้ำลาย ปัจจุบัน การตรวจโรค ได้พัฒนามากขึ้น มาจากแต่ก่อน ที่ตรวจโรค จากเลือดเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็น การตรวจเอชไอวี ซิฟิลิส หรือโควิด เพราะในอดีต การใช้น้ำลาย ในการตรวจหาโรค ยังคงมีความแปรปรวน หรือทำให้เกิดผลปลอม ได้ง่าย อีกทั้งปริมาณเชื้อ ที่อยู่ในน้ำลาย นั้น มีปริมาณน้อย การตรวจน้ำลาย จึงไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ สำหรับวงการ ทางการแพทย์ แต่ที่แปลกใหม่ สำหรับบุคคลทั่วไป เพราะทุกวันนี้ ชุดตรวจน้ำลาย มีการพัฒนา ให้สามารถตรวจบางโรค ได้อย่างแม่นยำแล้ว และประสิทธิภาพ ในการตรวจนั้น ก็สามารถทำได้ดีขึ้นเช่นกัน

ลักษณะของน้ำลาย
น้ำลาย เป็นของเหลว ที่มีความหนืด เล็กน้อย เพราะน้ำลาย มีน้ำอยู่ถึง 99% ส่วนที่เหลืออีก 1% คือ เมือก เอนไซม์ต่างๆ สาร แร่ธาตุ อิเล็กโทรไลต์ ซึ่งมีความสำคัญ ต่อสุขภาพปาก และฟัน การย่อยอาหาร และการกำจัด เชื้อโรค องค์ประกอบ ในน้ำลาย เหล่านี้ มีส่วนช่วย ให้ระบบภูมิคุ้มกัน และการย่อย อาหาร มีประสิทธิภาพ มากขึ้น

หน้าที่ของน้ำลาย
1. การหล่อลื่น น้ำลายช่วย ให้ภายในปาก เราไม่แห้ง ช่วยในการ กลืนอาหาร คลุกเคล้าอาหาร

2. การละลาย อาหาร เพื่อให้เรา ได้รับรู้ รสชาติ อาหารจะอร่อย หรือไม่อยู่ที่ว่าเรา ได้รับรส หรือไม่ ซึ่งน้ำลาย จะช่วยในการละลาย อาหารต่างๆ ที่เข้าสู่ปาก ทำให้รสชาติ ในอาหารนั้นละลายออกมา และรับรสด้วยลิ้น

3. มีประโยชน์ ต่อสุขภาพช่องปาก น้ำลายช่วย เคลียร์สิ่งต่างๆ ในช่องปาก ให้สะอาด เพราะสารและเอนไซม์ ในช่องปาก มีส่วนช่วยทั้ง ในเรื่องของการกำจัด เชื้อโรคต่างๆ ลดการก่อตัว  นอกจากนี้ น้ำลายยังช่วย เคลือบฟัน ป้องกันฟันผุ โรคเหงือก

4. การย่อยอาหาร น้ำลายเป็นด่านแรก ของการย่อยอาหาร โดยจะช่วย ย่อยพวกแป้ง ให้เป็นมอลโทส (maltose) และเดกซ์ทริน (dextrin) ซึ่งเป็นโมเลกุล ที่มีขนาดเล็กลง นอกจากนี้ น้ำลายยังช่วย ลดความเป็นกรด ในกะเพราะอาหารอีกด้วย

ถึงแม้ว่า น้ำลายจะมีประโยชน์ แต่ก็ยังคง เป็นแหล่งของเชื้อโรค ที่ถึงแม้ จะมีน้อย แต่ก็อาจส่งต่อ ไปสู่ผู้อื่นได้ ไม่ว่าจะผ่านการจูบ การใช้ช้อนเดียวกัน หรือหลอดดูดน้ำร่วมกัน โรคติดต่อ ที่สามารถติดต่อ ผ่านน้ำลาย ได้อย่างเช่น ไข้หวัดต่างๆ โรคเยื่อหุ้มสมอง อักเสบ เริม ไวรัสตับอักเสบชนิดต่างๆ

ชุดตรวจโรค ด้วยน้ำลาย อย่างเช่น โรคเอชไอวี ถูกพัฒนา เพียงเพื่อ ต้องการ ให้การตรวจโรค ง่ายขึ้น และดูไม่น่ากลัว โดยการตรวจนั้น ง่ายมากแทนที่คุณ จะต้องโดนเจาะเลือด แต่กลับว่าเพียงแค่เก็บตัวอย่างน้ำ ในช่องปากของคุณ มาเท่านั้น ก็สามารถตรวจได้แล้ว

คุณหมอ หรือพยาบาล จะเก็บตัวอย่าง โดยใช้ไม้เก็บตัวอย่าง สว็อบในช่องปาก ของคุณ ไม่ว่าจะเป็น ตามเนื้อเยื่อ กระพุ้งแก้ม ตามซอกเหงือก และนำเก็บ ลงในหลอดเก็บตัวอย่าง และหลังจากนั้น ก็นำไปตรวจ ด้วยน้ำยา สำหรับการตรวจ โรคเอชไอวี และสามารถ รู้ผลได้ ภายในไม่กี่นาที เพราะการตรวจโรค จากน้ำลาย นั้นมักจะ เป็นชุดตรวจแบบ Rapid test คือ ตรวจง่าย รู้ผลรวดเร็ว

อย่างไรก็ตาม การตรวจโรค ในปัจจุบัน ก็ยังคงเน้น ไปที่การตรวจ จากเลือดมากว่า เนื่องจากค่า ความแม่นยำและ ความไว นั้นยังคงสูง กว่าการตรวจ ด้วยน้ำลายเล็กน้อย ทำให้การตรวจโรค ด้วยน้ำลาย ยังคงจำกัด อยู่ในเฉพาะบางโรค และกับบางหน่วยงาน เท่านั้น

การตรวจคัดกรองเอชไอวี อีกหนึ่งทางเลือก ที่นอกเหนือ จากการตรวจ ตามโรงพยาบาล และคลินิก คือ การตรวจคัดกรอง เอชไอวีด้วยตนเอง โดยตรวจ จากเลือด ที่ปลายนิ้ว เพียงไม่กี่หยด ก็สามารถรู้ ผลได้เลย ภายในไม่กี่นาที

ตรวจเลือดธรรมดา จะเจอเอดส์ไหม

ตรวจเลือดธรรมดา จะเจอเอดส์ไหม

ตรวจเลือดธรรมดา จะเจอเอดส์ไหม การตรวจเลือด นับว่า มีความจำเป็น อย่างมาก สำหรับ การวินิจฉัย เกี่ยวกับโรคต่าง ๆ ของทางแพทย์ เพราะเลือด ถือเป็นตัวกลางสำคัญ ในการนำพาสารอาหาร น้ำ เชื้อโรค หรือสิ่งแปลกปลอมต่าง ๆ ที่เข้าไปสู่ร่างกาย

เลือดยังมีหน้าที่ในการรับ และนำพาสารต่าง ๆ ที่ร่างกาย ได้ปล่อยออกมาไว้ ซึ่งสารเหล่านี้ อาจเข้าสู่ร่างกาย ได้จากการกิน หายใจ หรือแม้กระทั่ง การซึมเข้าผ่าน ทางบาดแผล และเข้าสู่กระแสเลือด ในที่สุด ดังนั้น การตรวจเลือด จึงเป็นวิธีการ ที่สำคัญ ในการตรวจหา สารปนเปื้อน หรือเชื้อโรคต่าง ๆ ที่เข้าไปสู่ร่างกาย ได้อย่างแม่นยำ มากที่สุด

โดยทั่วไปแล้ว หากเรารู้สึกว่าร่างกาย ของเรามีความผิดปกติ หรืออาจมีไข้ ก็อาจจะมา ปรึกษาแพทย์ เพื่อหาสาเหตุ ที่เกิดขึ้นของอาการป่วยนั้น ๆ โดยแพทย์ ก็จะมีการซักถาม เกี่ยวกับประวัติ และอาจ มีการตรวจร่างกาย เจาะเลือด เพื่อตรวจหาสาเหตุ การตรวจเลือด เป็นการตรวจ ในรูปแบบใดบ้าง

การตรวจเลือด เพื่อวินิจฉัยหาโรคต่าง ๆ อาจจะดู เป็นวิธีการ ที่ธรรมดา แต่การเจาะเลือด เพื่อวินิจฉัย จะช่วยให้เรารู้ ถึงสาเหตุ ที่อาจเกิดขึ้น เกี่ยวกับร่างกาย ไม่ว่าจะเป็น โรคกระเพาะอาหารอักเสบ ลำไส้อักเสบ อาหารเป็นพิษ เป็นต้น

โดยข้อมูล ที่ได้หลังจากตรวจเลือดแล้วนั้น จะสามารถนำมาใช้ ในด้านการรักษาอาการต่าง ๆ ของโรคได้ ดังนั้น ผู้ป่วยบางราย ที่ไม่มีการแสดงอาการ หรือไม่มีการแสดงความผิดปกติ ของโรค หากมีการตรวจเลือด

เพื่อวินิจฉัยหาโรคต่าง ๆ อาจจะทำให้รู้ หรือทราบถึงโรคร้าย ที่แอบแฝงอยู่ ภายในร่างกายของเรา ไม่ว่าจะเป็น โรคเอดส์ระยะแรก หรือแม้แต่โรคอื่น ๆ ที่ไม่มีการ แสดงอาการในระยะแรก

อย่างไรก็ตาม โรคเอดส์ (AIDS) ไม่สามารถติดต่อกันได้ง่าย ๆ อย่างที่ใครหลายคนคิด ขึ้นชื่อว่าเอดส์ ก็ไม่ได้หมายความว่า จะต้องติดเสมอไป ซึ่งก็อาจมีปัจจัย มากมายหลายอย่างที่เกี่ยวข้อง กับปริมาณของเชื้อไวรัส หากสิ่งที่เราไปสัมผัสนั้น มีปริมาณของเชื้อไวรัสอยู่มาก โอกาสในการติดเชื้อก็จะยิ่งสูง

แต่ถ้ามีปริมาณของไวรัส น้อยโอกาสในการติดเชื้อ ก็จะลดลงตามปริมาณ เช่น เลือด , น้ำอสุจิ , น้ำจากช่องคลอด , บาดแผล เป็นต้น โดยการตรวจเลือด จะเป็นการนำเลือด ไปตรวจคัดกรอง และวิเคราะห์หาสิ่งต่าง ๆ ภายในร่างกาย ซึ่งภายในเลือด ของเรา จะมีสารประกอบ ที่มากมายผสมผสานกันอยู่

ดังนั้น การตรวจเลือด จึงมีความจำเป็น ที่จะต้องเลือก วัดค่าใดค่าหนึ่ง โดยปกติแล้ว ร่างกายของเรา หากมีการตรวจเลือด ก็จะตรวจค่า ความเข้มของเลือด ซึ่งปริมาณ ของเม็ดเลือดขาว และปริมาณของเกร็ดเลือด ภายในร่างกาย หรือหากมีโรคประจำตัว ร่วมด้วยแพทย์ ก็จะทำการตรวจเลือดเพิ่ม เป็นต้น ในกรณี ของการตรวจเลือดเอชไอวี HIV ผู้ที่ตรวจ จะต้องแจ้ง กับทางแพทย์ผู้ตรวจ เพื่อขออนุญาต ในการตรวจเลือด หาเชื้อเอชไอวี

ตรวจเลือดธรรมดา จะเจอเอดส์ไหม  ดังนั้นการตรวจเลือด ในรูปแบบธรรมดา จะไม่สามารถตรวจ เจอเอดส์ได้ เพราะในการตรวจหา จะมีการใช้น้ำยาคนละแบบ หากมีการตรวจหาเชื้อเอชไอวี หรือเอดส์ ทางแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ก็จะใช้น้ำยาเฉพาะ ในการตรวจหาเชื้อ นอกจากนี้แล้ว หากผู้ที่มีความเสี่ยง ต่อการติดเชื้อ ก็ให้รีบทำการตรวจ หากไม่กล้าเดินทาง  ไปตรวจที่สถานพยาบาล  ปัจจุบัน ก็ได้มีชุดตรวจเอดส์ ที่สามารถทำการตรวจ ด้วยตนเอง เพื่อคัดกรองเบื้องต้น เพื่อเป็นทางออก สำหรับผู้ที่ไม่กล้า เดินทางไปตรวจ โดยชุดตรวจจะเป็นการตรวจ เพื่อคัดกรองเบื้องต้นเท่านั้น หากผลตรวจ ออกมาเป็นบวก หรือลบ ก็ให้ทำการตรวจซ้ำ อีกครั้งเพื่อยืนยันผลตรวจที่แน่ชัด