ตรวจคัดกรอง Syphilis ด้วยตนเอง ( ชุดตรวจซิฟิลิส )

ชุดตรวจซิฟิลิส โรค Syphilis เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ โดยเกิดจากเชื้อแบคทีเรียที่มีชื่อว่า Treponema pallidum เมื่อเข้าสู่ร่างกาย จะเริ่มแตกตัวและเจริญเติบโตทำลายอวัยวะข้างเคียง ไปเรื่อย ๆ และเข้าสู่กระแสเลือดลุกลามไปทั่วร่างกาย หากไม่มีการรักษา จะทำให้เป็นอัมพาตและเสียชีวิตได้ในที่สุด

ซิฟิลิส ระยะที่ 1 และ 2 จะมีปริมาณของเชื้อมาก ทำให้หากมีโอกาสได้สัมผัสเชื้อจากผู้ป่วย จะสามารถติดต่อกันได้ง่ายมากกว่า 60% และอาการต่างๆ ของโรคที่เกิดขึ้นในทั้ง 2 ระยะนี้ สามารถหายไปได้เอง ทำให้เข้าใจว่าเป็นแค่อาการทั่วไป และไม่ได้สนใจที่จะตรวจโรค ทำให้แพร่เชื้อไปสู่ผู้อื่นโดยที่ไม่รู้ตัว

การตรวจวินิจฉัยซิฟิลิส

การตรวจวินิจฉัยซิฟิลิสทำได้หลายวิธี แต่สามารถแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบ หลักๆ คือ
1. วิธี non-treponemal test (Non-TP) ซึ่งเป็นการตรวจหาภูมิคุ้มกันต่อสิ่งที่ตัวเชื้อแบคทีเรีย Treponemal pallidum สร้างขึ้น หรือที่เรียกว่าเป็นภูมิคุ้มกันที่ไม่เฉพาะเจาะจงต่อเชื้อ ได้แก่
– Venereal disease research laboratory (VDRL)
– Rapid plasma reagin (RPR)

2. วิธี treponemal test (TP) หรือ specific treponemal antibody test ซึ่งเป็นการตรวจหาภูมิต้านทานต่อเชื้อแบคทีเรีย Treponema pallidum ที่ทำให้เกิดโรคซิฟิลิส ได้แก่
– Fluorescent treponemal antibody absorption (FTA- ABS)
– Treponemal pallidum particle agglutination Test (TPPA)
– Treponema pallidum hemagglutination assay (TPHA)
– Immunochromatography test (ICT)

การตรวจวินิจฉัยโรค Syphilis จะตรวจคัดกรองด้วยวิธี Non-TP ก่อน หากผลออกมาเป็นบวก หรือหมายความว่ามีโอกาสติดเชื้อ จะทำการตรวจยืนยันโดยวิธี TP อีกครั้ง หรือขึ้นกับดุลยพินิจของแพทย์

การตรวจคัดกรองซิฟิลิส

ชุดตรวจซิฟิลิส การตรวจคัดกรองซิฟิลิส คือ การตรวจคัดกรองในบุคคลทั่วไป หรือบุคคลที่มีความเสี่ยงต่อการได้รับเชื้อซิฟิลิส โดยการตรวจคัดกรองนี้จะเป็นเพียงการตรวจเบื้องต้น ที่สามารถบอกได้เพียงแค่ว่าท่านมีโอกาสได้รับเชื้อหรือไม่ ไม่สามารถยืนยันหรือสรุปได้ว่าติดเชื้อ ดังนั้นหากตรวจแล้วพบว่าผลเลือดเป็นบวก ท่านควรได้รับการตรวจยืนยันอีกครั้งจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

ชุดตรวจซิฟิลิส ด้วยตนเอง

เทคนิคชุดตรวจแบบ Rapid Test เป็นรูปแบบการตรวจที่ใช้งานง่าย และทราบผลได้ภายในไม่กี่นาที ดังนั้นการตรวจคัดกรองซิฟิลิสด้วยตนเอง จึงใช้เทคนิคนี้เช่นกัน โดยมีหลักการตรวจ สิ่งที่ใช้ในการตรวจ ระยะเวลาเสี่ยงที่สามารถตรวจได้ และข้อจำกัดดังต่อไปนี้

          1. หลักการตรวจ

ใช้หลักการตรวจแบบ Immunochromatography test โดยตรวจหาภูมิต้านทานหรือตรวจหาแอนติบอดีชนิด IgG และ IgM ต่อเชื้อ Treponema pallidum ซึ่งเป็นหลักการที่อยู่ในรูปแบบวิธี treponemal test (TP)

          2. ใช้อะไรในการตรวจ

เลือด ที่ได้จากการเจาะเลือดปลายนิ้วเพียง 2-3 หยด คล้ายกับการตรวจน้ำตาลในเลือด ดังนั้นจึงไม่ได้น่ากลัว และปลอดภัย

          3. ระยะเวลาที่สามารถตรวจได้ไวที่สุด

 จากการศึกษากราฟปริมาณแอนติบอดีชนิดต่างๆ ที่เพิ่มขึ้น-ลดลง หลังจากติดเชื้อแบคทีเรีย Treponema pallidum
โดยพิจารณาเฉพาะเส้นประสีฟ้า ได้แก่
เส้นที่ 1 Treponemal IgM คือ ปริมาณแอนติบอดีชนิด IgM ต่อเชื้อ Treponema pallidum
เส้นที่ 2 Treponemal IgG คือ ปริมาณแอนติบอดีชนิด IgG ต่อเชื้อ Treponema pallidum

เนื่องจาก ชุดตรวจซิฟิลิสด้วยตนเอง เป็นการตรวจแบบ treponemal test (TP) ทางชุดตรวจเอชไอวี.com ขออนุญาตแนะนำระยะเวลาตรวจไว้ดังต่อไปนี้

ชุดตรวจซิฟิลิส

          4. ตรวจได้บ่อยแค่ไหน

          5. ตรวจกี่ครั้งจึงจะมั่นใจว่าปลอดภัย (กรณีที่ผลเป็นลบ)

          6. ข้อจำกัด

  • ไม่แนะนำสำหรับผู้ที่เคยเป็นโรคซิฟิลิส แต่รักษาหายแล้ว

เนื่องจากเป็นการตรวจหาแอนติบอดีชนิด IgG และ IgM ต่อเชื้อ Treponema pallidum

โดย IgM จะหมดลงหากมีการรักษา หรือหมดไปเองได้ แต่ IgG จะคงอยู่ตลอดถึงแม้จะมีการรักษา เพราะระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายมีการจดจำและเก็บ IgG บางส่วน ซึ่งหากมีการติดเชื้ออีกครั้ง แอนติบอดีชนิด IgG จะทำงานทันที

ดังนั้น ถ้าผู้ที่เคยเป็นโรคซิฟิลิสและรักษาจนหาย ใช้ชุดตรวจคัดกรองซิฟิลิสด้วยตนเอง ผลที่ได้ก็จะออกมาเป็นบวก

 

ตรวจซิฟิลิสแล้ว อย่าลืมตรวจเอชไอวี

เชื่อหรือว่าคู่นอนแปลกหน้า หรือคู่นอนคนใหม่ จะนำพาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เพียงโรคซิฟิลิสมาให้คุณเพียงโรคเดียว

ในทางการแพทย์หากผลตรวจเลือดออกมาพบว่าเป็นโรคซิฟิลิส แพทย์จะแนะนำให้ตรวจโรคเอชไอวีเพิ่มเติมด้วยเสมอ เนื่องจากช่องทางหรือรูปแบบในการได้รับเชื้อมีความคล้ายกัน

นอกจากโรคซิฟิลิสจะสามารถถ่ายทอดเชื้อสู่ผู้อื่นได้ทางบาดแผลแล้ว การรับเชื้ออื่นๆ ผ่านทางบาดแผลนั้นก็ทำได้เช่นกัน ซึ่งหมายความว่า ผู้ที่ติดเชื้อซิฟิลิส ก็มีโอกาสจะติดเชื้อเอชไอวีได้ง่ายๆ เพราะแผลซิฟิลิสนั้นเป็นแผลริมแข็ง ขอบนูนแดง และเลือดออกง่าย โดยจากการศึกษาผู้ที่มีบาดแผลซิฟิลิสมีโอกาสติดโรคเอชไอวีได้ง่าย 2-5 เท่า เมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่มีบาดแผลซิฟิลิส

ดังนั้นหากตรวจพบว่าเป็นโรคซิฟิลิส ก็ควรที่จะตรวจโรคเอชไอวีร่วมด้วย รวมถึงโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นๆ