ถุงยางแตกมีโอกาสติดเชื้อไหม ถุงยางอนามัยบทป้องกันการติดเชื้อ

ถุงยางแตกมีโอกาสติดเชื้อไหม

ถุงยางแตกมีโอกาสติดเชื้อไหม ถุงยางอนามัยมีบทบาทสำคัญต่อการตั้งครรภ์ไม่พร้อม และยังช่วยป้องกันการติดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

 

ถุงยางอนามัยมีประโยชน์หลายประการในการป้องกันและส่งเสริมสุขภาพทางเพศ ดังนี้:

  1. ป้องกันการตั้งครรภ์ที่ไม่พึงประสงค์

ถุงยางอนามัยเป็นวิธีการคุมกำเนิดที่มีประสิทธิภาพสูงเมื่อใช้อย่างถูกต้อง ช่วยลดความเสี่ยงในการตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์ได้อย่างมีนัยสำคัญ

  1. ป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
  2. เพิ่มความมั่นใจและความปลอดภัยในการมีเพศสัมพันธ์
  3. ไม่มีผลข้างเคียงทางฮอร์โมน
  4. ใช้ได้ง่ายและสะดวก
  5. สามารถใช้ร่วมกับวิธีคุมกำเนิดอื่นๆ
  6. การป้องกันแบบทันที ถุงยางอนามัยสามารถใช้งานได้ทันที ไม่ต้องมีการเตรียมการล่วงหน้าเหมือนบางวิธีคุมกำเนิดอื่นๆ

 

ถุงยางแตกมีโอกาสติดเชื้อไหม

เมื่อถุงยางอนามัยแตก หรือเกิดการฉีกขาดระหว่างการมีเพศสัมพันธ์ นอกจากจะต้องเป็นกังวลเรื่องการตั้งครรภ์แล้ว ก็ยังมีเรื่องโอกาสในการติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์อีกหนึ่งเรื่องที่ต้องกังวล เนื่องจากการสัมผัสกับสารคัดหลั่งที่อาจมีเชื้อโรคอยู่ การติดเชื้อที่อาจเกิดขึ้นได้ในกรณีถุงยางอนามัยฉีกขาดขณะมีเพศสัพพันธ์ ได้แก่:

  1. HIV (Human Immunodeficiency Virus): เชื้อไวรัสที่ทำลายระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายและสามารถนำไปสู่โรคเอดส์ (AIDS) ได้
  2. โรคหนองใน (Gonorrhea): การติดเชื้อแบคทีเรียที่สามารถติดในระบบสืบพันธุ์ ทวารหนัก และคอหอย
  3. ซิฟิลิส (Syphilis): การติดเชื้อแบคทีเรียที่สามารถนำไปสู่ปัญหาสุขภาพที่รุนแรงหากไม่ได้รับการรักษา
  4. หนองในเทียม (Chlamydia): การติดเชื้อแบคทีเรียที่พบได้บ่อยและสามารถทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงได้
  5. ไวรัสตับอักเสบบี (Hepatitis B): การติดเชื้อไวรัสที่มีผลกระทบต่อตับ
  6. เริมที่อวัยวะเพศ (Genital Herpes): การติดเชื้อไวรัส Herpes Simplex Virus (HSV) ที่สามารถทำให้เกิดแผลและมีอาการปวด
  7. เชื้อ HPV (Human Papillomavirus): เชื้อไวรัสที่สามารถทำให้เกิดหูดที่อวัยวะเพศและเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งปากมดลูก
  8. การติดเชื้อทางทวารหนักและลำไส้: เช่น Trichomoniasis, Mycoplasma genitalium, และ Ureaplasma

ถุงยางอนามัย (condom) เป็นหนึ่งในวิธีป้องกันการติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ รวมถึงเชื้อ HIV ได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่หากถุงยางแตกหรือมีการรั่วเกิดขึ้น โอกาสในการติดเชื้อจะเพิ่มขึ้น เนื่องจากมีการสัมผัสกับสารคัดหลั่ง เช่น น้ำอสุจิหรือสารหล่อลื่น ที่อาจมีเชื้อ HIV หรือเชื้อโรคอื่นๆ อยู่

 

หากเกิดเหตุการณ์ถุงยางแตกในระหว่างการมีเพศสัมพันธ์ ควรทำตามขั้นตอนดังนี้เพื่อป้องกันการติดเชื้อ:

 

  1. หยุดการมีเพศสัมพันธ์ทันที: หยุดการมีเพศสัมพันธ์เพื่อป้องกันการสัมผัสกับเชื้อเพิ่มเติม
  2. ทำความสะอาด: ล้างบริเวณอวัยวะเพศด้วยน้ำและสบู่ เพื่อช่วยลดความเสี่ยงในการติดเชื้อHIV
  3. ปรึกษาแพทย์: หากเกิดความเสี่ยงในการติดเชื้อ HIV ควรปรึกษาแพทย์ทันทีเกี่ยวกับการใช้ยาต้านไวรัสฉุกเฉิน (Post-Exposure Prophylaxis: PEP) ยา PEP ต้องเริ่มใช้ภายใน 72 ชั่วโมงหลังจากที่เกิดเหตุการณ์ และต้องรับประทานอย่างต่อเนื่องตามคำแนะนำของแพทย์เป็นเวลา 28 วัน
  4. ตรวจสุขภาพ: ควรตรวจสอบสุขภาพของทั้งสองฝ่ายโดยการตรวจเลือดเพื่อหาเชื้อ HIV และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นๆ

 

การป้องกันและการตระหนักถึงความเสี่ยงในการติดเชื้อHIVเป็นสิ่งสำคัญ หากใช้ถุงยางอนามัยอย่างถูกต้องและตรวจสอบความสมบูรณ์ก่อนใช้งาน จะช่วยลดความเสี่ยงในการติดเชื้อได้อย่างมาก นอกจากนี้ ควรมีการสำรองถุงยางอนามัยไว้เสมอในกรณีที่เกิดเหตุการณ์ที่จำเป็นจะต้องใช้

 

 

INSTi HIV Self Test ผ่านการรับรองจาก Health Canada และได้รับรองมาตรฐานสากล CE Marked และ WHO Pre-Qualified ผ่านอย.ไทย เป็นที่เรียบร้อยแล้ว เลขอย. 64-2-1-1-0000679

อินสติ รู้ผลใน 1 นาที สามารถหาซื้อ อินสติ ได้ที่ร้านขายยาทั่วประเทศ ค้นหา ร้านขายยาจำหน่าย อินสติ ได้ที่นี่ Click

สั่งซื้อ จากผู้นำเข้า และจัดจำหน่าย โดยตรง

Line OA: @insti

Facebook: อินสติinsti ชุดตรวจเอชไอวี

Shopee: INSTi_THAILANDHIVTEST

Lazada: INSTi_THAILANDHIVTEST

Tiktok: Insti.thailand-v2

Line Shopping: insti

Website: thailandhivtest.com

 

 

โรคซิฟิลิสกับโรคเอดส์ เหมือนกันไหม

โรคซิฟิลิสกับโรคเอดส์

โรคซิฟิลิสกับโรคเอดส์ เหมือนกันไหม ทั้งสองโรคเกิดจากเชื้ออะไร ติดต่อได้ผ่านช่องทางไหน และสามารถรักษาให้หายได้หรือไม่

 

เอดส์เป็นคำที่มักใช้เรียกกันติดปากเรียกแทนการติดเชื้อ HIV แต่ในความเป็นจริงแล้ว เอดส์ คือ ระยะสุดท้ายของการติดเชื้อเอชไอวี

 

โรคซิฟิลิสกับโรคเอดส์ เหมือนกันไหม

โรคซิฟิลิส (Syphilis) และโรคเอดส์ (AIDS) เป็นโรคติดเชื้อที่เกิดจากการมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ปลอดภัย แต่ทั้งสองโรคมีความแตกต่างกันในหลายๆ ด้าน ได้แก่:

 

สาเหตุ

  • โรคซิฟิลิส: เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Treponema pallidum
  • โรคเอดส์: เกิดจากเชื้อไวรัส Human Immunodeficiency Virus (HIV)

การแพร่เชื้อ

  • โรคซิฟิลิส: ติดต่อผ่านการมีเพศสัมพันธ์แบบไม่ป้องกันทางช่องคลอด ทวารหนัก หรือปาก การรับเลือดจากผู้มีเชื้อ การสัมผัสโดยตรงกับแผลซิฟิลิส และสามารถติดเชื้อได้จากแม่สู่ลูกระหว่างการตั้งครรภ์หรือคลอด
  • โรคเอดส์: ติดต่อผ่านการมีเพศสัมพันธ์แบบไม่ป้องกันทางช่องคลอด ทวารหนัก หรือปาก การใช้เข็มฉีดยาร่วมกันกับผู้ที่มีเชื้อHIV การรับเลือดจากผู้มีเชื้อ และการติดจากแม่สู่ลูกระหว่างการตั้งครรภ์ การคลอด หรือการให้นมแม่

อาการ

  • โรคซิฟิลิส: มีระยะการแสดงอาการ 4 ระยะคือ ระยะที่ 1 มีตุ่มเล็ก ๆ และจะแตกเป็นแผลที่ไม่เจ็บที่บริเวณที่ติดเชื้อ ระยะที่ 2 มีผื่นขึ้นทั่วร่างกาย มีไข้ ระยะที่ 3 อาการสงบจะไม่ค่อยพบอาการใด ๆ  ระยะที่ 4 หรือระยะสุดท้ายจะมีผลกระทบต่ออวัยวะต่างๆ เช่น หัวใจ สมอง
  • โรคเอดส์: ผู้ติดเชื้อ HIV อาจไม่มีอาการในระยะแรก หรืออาจจะมีแต่เป็นเพียงอาการที่มักเกิดขึ้นได้กับโรคอื่น ๆ และไม่นานก็มักจะหายไปเอง อีกทั้งมีระยะสงบนานหลายปี แต่เมื่อเชื้อไวรัสทำลายระบบภูมิคุ้มกันจนร่างกายอ่อนแอมากพอ จะเกิดโรคเอดส์ ซึ่งมีอาการของการติดเชื้อต่างๆ ที่เป็นการติดเชื้อฉวยโอกาสและมีโอกาสเสียชีวิตได้ง่าย

การรักษา

  • โรคซิฟิลิส: รักษาด้วยยาปฏิชีวนะ (Antibiotics) เช่น เพนิซิลลิน (Penicillin) หากรักษาในระยะแรกๆ จะมีโอกาสหายขาดสูง
  • โรคเอดส์: ไม่มีวิธีรักษาที่ทำให้หายขาด แต่สามารถควบคุมโรคได้ด้วยยาต้านไวรัส (Antiretroviral therapy หรือ ART) ซึ่งช่วยลดปริมาณเชื้อไวรัสในร่างกายและเพิ่มคุณภาพชีวิต จำเป็นต้องกินยาตลอดชีวิตในทุก ๆ วัน ห้ามขาดยาหรือหยุดยาเอง

การป้องกัน

  • โรคซิฟิลิส: การใช้ถุงยางอนามัย การมีคู่นอนคนเดียว และการตรวจสุขภาพเป็นประจำ
  • โรคเอดส์: การใช้ถุงยางอนามัย การใช้เข็มฉีดยาที่สะอาดไม่ใช่ร่วมกับผู้อื่น การตรวจสุขภาพเป็นประจำ และการใช้ยาป้องกันก่อนการสัมผัสเชื้อ (PrEP) สำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงสูง

การตรวจวินิจฉัย

  • โรคซิฟิลิส: ตรวจจากตัวอย่างเลือดหรือการตรวจเชื้อจากแผล
  • โรคเอดส์: ตรวจเลือดเพื่อหาแอนติบอดีต่อเชื้อ HIV หรือการตรวจปริมาณไวรัสในเลือด ปัจจุบันเอชไอวีสามารถตรวจหาการติดเชื้อด้วยตนเองได้แล้ว

 

อินสติ ชุดตรวจHIV ด้วยตนเอง ตรวจจากตัวอย่างเลือดปลายนิ้ว ชุดตรวจHIV คุณภาพ มาตรฐานจากประเทศแคนาดา ได้รับการรับรองจาก WHO Prequalified, CE Marked และ Health Canada ผ่านอย.ไทย เป็นที่เรียบร้อย เลขอย. 64-2-1-1-0000679

 

ด้วยเทคโนโลยีจากทางผู้ผลิตทำให้ อินสติ ชุดตรวจHIV ด้วยตนเอง ให้ผลลัพธ์ที่แม่นยำขึ้น และรู้ผลรวดเร็วขึ้น สามารถอ่านผลได้เลยใน 1 นาที สามารถใช้ตรวจในผู้ที่ได้รับความเสี่ยงมาแล้วกว่า 21 วัน

 

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะโรคซิฟิลิส หรือโรคเอดส์ ทั้งสองโรคนี้มีความสำคัญในการป้องกันและรักษาอย่างถูกต้องเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อและผลกระทบต่อสุขภาพในระยะยาว

 

 

 

มีจำหน่ายที่ร้านขายยาทั่วไป สามารถเข้าไปค้นหาร้านขายยาที่มีอินสติ ได้ที่ ร้านจำหน่าย INSTI 

 

หรือสั่งซื้อผ่านแอปพลิเคชัน Grab , LINE MAN , Foodpanda , Lalamove เข้าไปที่แอพแล้วเลือกร้าน Boots เสิร์จ คำว่า ชุดตรวจเอชไอวี หรือคำว่า อินสติ หรือ Insti

 

ผ่านอีกหนึ่งช่องทางคือสั่งซื้อผ่านทางผู้นำเข้าโดยตรง ได้ที่

Line OA: @insti

Facebook: อินสติ insti ชุดตรวจเอชไอวี

Shopee: INSTi_THAILANDHIVTEST

Lazada: INSTi_THAILANDHIVTEST

Tiktok:  Insti.thailand-v2

Line Shopping: insti

Website: thailandhivtest.com

 

 

 

ตรวจ HIV เพื่ออะไร เป็นเรื่องจำเป็นอย่างมากที่ต้องให้ความสำคัญกับการตรวจHIV

ตรวจ HIV เพื่ออะไร

ตรวจ HIV เพื่ออะไร ทำไมถึงสนับสนุนให้ประชาชนหันมาให้ความสนใจกับการตรวจเอชไอวีกันมากขึ้น การตรวจเอชไอวีด้วยตนเอง ดีอย่างไร

 

HIV : Human Immunodeficiency Virus เป็นไวรัสที่ทำลายระบบภูมิคุ้มกันและทำให้ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอลง ทำให้บุคคลเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยและการติดเชื้อได้ง่ายขึ้น อาจลุกลามไปสู่โรคเอดส์ Acquired Immune Deficiency Syndrome หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ได้รับการรักษา จากข้อมูลขององค์การอนามัยโลก ระบุว่า ณ สิ้นปี 2561 มีผู้ติดเชื้อ HIV ประมาณ 37.9 ล้านคน แม้จะมีความก้าวหน้าในด้านการรักษาและป้องกัน แต่ HIV ยังคงเป็นข้อกังวลด้านสุขภาพที่สำคัญทั่วโลก

 

การตรวจ HIV เป็นการดูแลสุขภาพที่สำคัญที่ช่วยให้คุณรู้สถานะการติดเชื้อ HIV ของตนเอง เพื่อเข้าใจความเสี่ยงและดูแลสุขภาพของคุณได้อย่างเหมาะสม นี่คือเหตุผลที่สำคัญที่เรา ตรวจ HIV เพื่ออะไร

 

  1. รับรู้สถานะ: การตรวจ HIV ช่วยให้คุณทราบว่าคุณติดเชื้อหรือไม่ ซึ่งจะช่วยให้คุณได้รับการรักษาและดูแลเหมาะสมต่อไป
  2. รับการรักษาอย่างรวดเร็ว: การรับการรักษาตั้งแต่เริ่มแรกจะช่วยให้คุณมีโอกาสดีกว่าในการควบคุมสถานะการติดเชื้อ HIV และลดความเสี่ยงในการพัฒนาเป็นโรคเอดส์
  3. ป้องกันการแพร่เชื้อ: การรับการรักษาอย่างเหมาะสมสามารถช่วยลดการแพร่เชื้อ HIV ได้ โดยการลดการติดเชื้อจากบุคคลติดเชื้อให้กับบุคคลอื่น
  4. ให้ความรู้และการสนับสนุน: การตรวจ HIV ยังช่วยให้คุณได้รับคำแนะนำและการสนับสนุนจากผู้เชี่ยวชาญในด้านสุขภาพ และองค์กรที่มีประสบการณ์เกี่ยวกับ HIV/AIDS
  5. ลดความกังวลและเครียด: การทราบสถานะHIV ของตนเอง ว่าติดหรือไม่ ช่วยลดความกังวลและเครียดที่เกิดขึ้นจากความไม่แน่ใจเกี่ยวกับสุขภาพของตนเอง

 

การตรวจ HIV เป็นขั้นตอนสำคัญในการดูแลสุขภาพของตนเองและสังคมอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ควรทราบว่าการตรวจ HIV เป็นเรื่องส่วนตัว และควรรับการตรวจได้ง่าย เข้าถึงได้โดยไม่เสียเวลา และรับการดูแลให้ข้อมูลที่ถูกต้องเกี่ยวกับ HIV/AIDS ซึ่งจะช่วยให้คุณได้ข้อมูลและการสนับสนุนที่เป็นประโยชน์

 

การตรวจเอชไอวีด้วยตนเอง ดีอย่างไร

การตรวจเอชไอวีด้วยตนเอง (HIV Self-Testing) เป็นวิธีที่สะดวกและเป็นส่วนตัวในการตรวจ HIV ที่คุณทำได้ด้วยตนเองในบ้านหรือในสถานที่ส่วนตัว ข้อดีของการทดสอบตนเองเอชไอวีได้แก่

  1. สะดวกและเป็นส่วนตัว
  2. รวดเร็ว เปลืองเวลา ไม่ต้องเดินทางไกล
  3. ความเป็นส่วนตัวและความมั่นใจ
  4. การรับรู้สถานะเร็ว รักษาเร็ว

 

ชุดตรวจHIV ด้วยตนเองของ INSTI เป็นหนึ่งในชุดทดสอบที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายและได้รับการยอมรับอย่างกว้างขว้างในวงกว้าง

เป็นทางเลือกที่ดีสำหรับผู้ที่ต้องการทดสอบ HIV ด้วยตนเอง คนที่ต้องการทราบสถานะการติดเชื้อHIV อย่างรวดเร็วและสะดวก

 

INSTi HIV Self Test ผ่านการรับรองจาก Health Canada และได้รับรองมาตรฐานสากล CE Marked และ WHO Pre-Qualified ผ่านอย.ไทย เป็นที่เรียบร้อยแล้ว เลขอย. 64-2-1-1-0000679

 

อินสติ รู้ผลใน 1 นาที สามารถหาซื้อ อินสติ ได้ที่ร้านขายยาทั่วประเทศ ค้นหา ร้านขายยาจำหน่าย อินสติ ได้ที่นี่ Click

สั่งซื้อ จากผู้นำเข้า และจัดจำหน่าย โดยตรง

Line OA: @insti

Facebook: อินสติinsti ชุดตรวจเอชไอวี

Shopee: INSTi_THAILANDHIVTEST

Lazada: INSTi_THAILANDHIVTEST

Tiktok: Insti.thailand-v2

Line Shopping: insti

Website: thailandhivtest.com

 

กี่วันถึงจะรู้ว่าติดเชื้อ HIV หลังสัมผัสเชื้อจะมีอาการอย่างไรเกิดขึ้นบ้าง

กี่วันถึงจะรู้ว่าติดเชื้อ HIV

กี่วันถึงจะรู้ว่าติดเชื้อ HIV หลังสัมผัสเชื้อจะมีอาการอย่างไรเกิดขึ้นบ้าง กำลังสงสัยว่าตนเองเสี่ยงติดเชื้อHIV เพียงมีระยะเวลาเสี่ยง 21 วัน อินสติ ชุดตรวจHIVด้วยตนเอง ตรวจได้

 

กี่วันถึงจะรู้ว่าติดเชื้อ HIV

หลังจากมีการสัมผัสที่เสี่ยงหรือทำกิจกรรมที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อHIV ควรทำการตรวจHIV ในช่วงเวลาที่เหมาะสม  ซึ่งจะขึ้นอยู่กับวิธีตรวจที่ใช้ หากใช้วิธีการตรวจที่เรียกว่า HIV RNA test (หรือเรียกอีกอย่างว่า HIV nucleic acid test: NAT) จะสามารถตรวจพบเชื้อไวรัสได้ในช่วงเวลาที่รวดเร็วมาก ประมาณ 7-11 วันหลังจากการติดเชื้อ ในขณะที่ HIV Antibody Test ที่การทดสอบภูมิต้านทานต่อเชื้อไวรัส HIV จะต้องรอให้ร่างกายสร้างภูมิต้านทานต่อเชื้อไวรัสโดยสามารถตรวจพบได้หลังสัมผัสเชื้อมาประมาณ 3-4 สัปดาห์ ดังนั้น การตรวจสอบระยะเวลาที่เหมาะสมจะขึ้นอยู่กับวิธีตรวจที่ใช้ และระยะเวลาเสี่ยงที่มีอยู่ แต่ส่วนมากแล้ว หลังจากการตรวจหาเชื้อในครั้งแรกแล้ว จะแนะนำให้มีการตรวจติดตามอีกครั้ง โดยรอให้ผ่านไปอย่างน้อย 3 เดือนหลังจากเกิดเหตุการณ์ที่เสี่ยงจะถือว่าเป็นการตรวจเช็คผลอีกครั้ง เพื่อผลการตรวจที่เชื่อถือได้สูงสุด

 

หลังสัมผัสเชื้อHIV จะมีอาการอย่างไรเกิดขึ้นบ้าง

การติดเชื้อ HIV อาจไม่แสดงอาการใดๆ ในระยะแรกหรือสามารถแสดงอาการเล็กน้อยที่มักจะผสมผสานกับอาการของโรคทั่วไป ซึ่งสามารถเกิดขึ้นภายในสามถึงสี่สัปดาห์หลังจากการสัมผัสเชื้อ อาการที่อาจเกิดขึ้นได้ในระยะแรกนี้ ได้แก่ 

  1. ไข้
  2. ครั่นเนื้อครั่นตัวหรือความเหนื่อยล้า
  3. ปวดเมื่อยตามตัว
  4. หนาวไข้
  5. ผื่นบนผิวหนัง
  6. ปวดหัว
  7. ปวดกล้ามเนื้อ
  8. อาการปวดคอ
  9. อาการปวดในท้อง

ในระยะที่ 2 ของการติดเชื้อ HIV อาจไม่มีอาการหรือมีอาการเล็กน้อยเท่านั้น ระยะนี้อาจเรียกว่า “ระยะเชื้อพัฒนา” หรือ “ระยะติดเชื้อโดยไม่มีอาการ” (Clinical latent infection: Chronic HIV)) อาการที่อาจเกิดขึ้นได้

  1. ต่อมน้ำเหลืองโตขึ้น
  2. อาการหนาวสั่นหรือไข้
  3. อาการปวด อาจมีอาการปวดทั่วไปในร่างกาย โดยเฉพาะปวดที่ข้อต่อ ไหล่ หรือลำตัว
  4. ผื่นผิวหนัง อาจเป็นผื่นผิวหนังที่เป็นจุดแดงหรือดำบนผิวหนัง เกิดขึ้นบริเวณหน้าอก หรือลำตัว

 

ระยะที่ 3 ของการติดเชื้อ HIV เรียกว่า “ระยะเอดส์” (AIDS stage) ซึ่งเป็นระยะที่ร่างกายมีการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันลดลงอย่างมาก และเริ่มปรากฏอาการที่รุนแรงมากขึ้น ร่างกายอ่อนแอและเสี่ยงต่อการติดเชื้อและโรคร้ายอื่นๆ อย่างมาก หากไม่ได้รับการรักษาหรือการดูแลเหมาะสม สามารถทำให้เสียชีวิตได้ 

 

การตรวจสุขภาพ และรับการรักษาเป็นสำคัญในการจัดการระยะนี้ ผู้ที่ติดเชื้อ HIV ควรรีบพบแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญในการดูแลสุขภาพเพื่อรับการรักษาและการดูแลเพิ่มเติม

 

แต่หากกำลังสงสัยว่าตนเองได้รับความเสี่ยงต่อการติดเชื้อHIV เพียงมีระยะเวลาเสี่ยงหรือหลังสัมผัสเชื้อมานานแล้วกว่า 21 วัน สามารถใช้ อินสติ ชุดตรวจHIVด้วยตนเอง ตรวจได้ เลขอย. ไทย 64-2-1-1-0000679 ชุดตรวจนำเข้าจากประเทศแคนาดา ผ่านการรับรองจาก Health Canada และได้รับรองมาตรฐานสากล CE และ WHO Pre-Qualified

 

มีจำหน่ายที่ร้านขายยาทั่ว สามารถเข้าไปค้นหาร้านขายยาที่มีอินสติ ได้ที่ ร้านจำหน่าย INSTI   

 

หรือสั่งซื้อผ่านแอปพลิเคชัน Grab , LINE MAN , Foodpanda , Lalamove เข้าไปที่แอพแล้วเลือกร้าน Boots เสิร์จ คำว่า ชุดตรวจเอชไอวี หรือคำว่า อินสติ หรือ Insti

 

ผ่านอีกหนึ่งช่องทางคือสั่งซื้อผ่านทางผู้นำเข้าโดยตรง ได้ที่

Line OA: @insti

Facebook: อินสติ insti ชุดตรวจเอชไอวี

Shopee: INSTi_THAILANDHIVTEST

Lazada: INSTi_THAILANDHIVTEST

Tiktok:  Insti.thailand-v2

Line Shopping: insti

Website: thailandhivtest.com

 

INSTi กี่วันตรวจได้ ตรวจHIV ตรวจเอดส์ ด้วยตนเอง ดีอย่างไร

INSTi กี่วันตรวจได้, อินสติ, INSTI, ชุดตรวจHIV, ชุดตรวจ HIV ซื้อที่ไหน, ชุดตรวจ HIV อินสติ, เอดส์, ตรวจเอดส์, ตรวจเอดส์ รู้ผลทันที, ชุดตรวจ HIV ร้านขายยา, ชุดตรวจ HIV ด้วยตนเอง

INSTi กี่วันตรวจได้ ตรวจHIV ตรวจเอดส์ ด้วยตนเอง ดีอย่างไร การตรวจเอชไอวีจำเป็นหรือไม่

 

การตรวจเอชไอวีจำเป็นหรือไม่

จำเป็นมาก เพราะว่าการที่จะทราบได้ว่าคน ๆ หนึ่ง ติดเชื้อเอชไอวีหรือไม่นั้น จะต้องพึ่งพาการตรวจหาการติดเชื้อเอชไอวีเพียงเท่านั้น อาการบางอย่างที่เกิดขึ้นและทำให้เกิดความสงสัยบางครั้งก็ไม่สามารถยืนยันได้ว่านี่คืออาการของการติดเชื้อHIV หลายคนมักเข้าใจผิดว่าหากร่างกายแข็งแรงปกติไม่มีอาการใด ๆ หลังจากที่เคยมีพฤติกรรมเสี่ยงหรือมีโอกาสได้รับเชื้อก็อาจไม่จำเป็นจะต้องทำการตรวจหาเชื้อHIV ในกรณีนี้หากมีการติดเชื้อเอชไอวีจริง ๆ เชื้อก็อาจจะลุกลามถึงขั้นรุนแรง อาจมีการติดเชื้ออื่นร่วมด้วย และอยู่ในระยะโรคที่รักษาได้ยากหรือรักษาไม่ทันเวลา

 

การตรวจเอชไอวีจึงเป็นเรื่องที่จำเป็น หากพบว่าตนเองมีความเสี่ยงต่อการได้รับเชื้อHIV หรือมีโอกาสเสี่ยงที่จะได้รับเชื้อHIVอยู่เสมอ ควรที่จะตรวจหาเชื้อเอชไอวีอยู่เป็นประจำเหมือนกับการตรวจสุขภาพทั่วไป เพราะถ้าหากยิ่งตรวจพบการติดเชื้อเร็ว ก็จะสามารถเข้าสู่ระบบการรักษาได้ทันเวลา และช่วยป้องกันการแพร่เชื้อไปสู่คู่นอนได้ แนะนำพาคู่นอนมาตรวจหาการติดเชื้อด้วยก็จะเป็นการดี

 

 

INSTi กี่วันตรวจได้

INSTi HIV Self Test หรือ อินสติ ชุดตรวจHIV ด้วยตนเอง ผลิตโดยบริษัท bioLytical Laboratories ประเทศแคนาดา เทคโนโลยีใหม่ที่ไม่เหมือนใคร ช่วยให้ได้ผลลัพธืที่แม่นยำขึ้นสามารถตรวจและอ่านผลได้เลยทันที ไม่ต้องรอนาน ชุดตรวจHIV อินสติ ตรวจหาการติดเชื้อเอชไอวีจากตัวอย่างเลือดปลายนิ้ว ความแม่นยำสูง แม่นยำมากกว่า 99% สามารถตรวจได้ในผู้ที่รับความเสี่ยงมาแล้วกว่า 21 วันขึ้นไป

 

INSTi HIV Self Test ผ่านการรับรองจาก Health Canada และได้รับรองมาตรฐานสากล CE Marked และ WHO Pre-Qualified ผ่านอย.ไทย เป็นที่เรียบร้อยแล้ว เลขอย. 64-2-1-1-0000679

 

ตรวจHIV ตรวจเอดส์ ด้วยตนเอง ดีอย่างไร

  • สามารถหาซื้อชุดตรวจHIV ได้ง่ายจากร้านขายยา หรือจากช่องทางofficial
  • ให้ความเป็นส่วนตัวมากกว่า เพราะตรวจด้วยตนเอง ไม่จำเป็นต้องมีบุคคลที่ 2-3
  • สะดวก ประหยัดเวลา เพราะตรวจที่ไหนก็ได้
  • ไม่จำเป็นจะต้องอดข้าวอดน้ำก่อนตรวจ ปกติแล้วการตรวจเลือดนั้นจะเข้าใจกันว่าจะต้องอดข้าวอดน้ำ แต่การตรวจเอชไอวีไม่จำเป็นจะต้องทำเช่นนั้น
  • ตรวจง่าย รู้ผลไว เข้าถึงการรักษาได้ทันที ไม่จำเป็นต้องรอให้มีอาการหรือป่วยหนัก
  • ตรวจได้บ่อยเท่าที่ต้องการ เหมือนกับการตรวจเช็คสุขภาพ ยิ่งถ้าหากมีพฤติกรรมเสี่ยงบ่อย ๆ ก็สามารถตรวจเช็คได้เลยตามระยะเวลาเสี่ยงที่ได้รับ
  • การตรวจเอชไอวีด้วยตนเองมาก่อนแล้ว หากผลลัพธ์เป็นบวก เมื่อเดินทางไปตรวจยืนยันที่โรงพยาบาลจะช่วยลดระยะเวลาในการเข้ารับการตรวจ

 

 

อินสติ รู้ผลใน 1 นาที สามารถหาซื้อ อินสติ ได้ที่ร้านขายยาทั่วประเทศ ค้นหา ร้านขายยาจำหน่าย อินสติ ได้ที่นี่ Click

สั่งซื้อ จากผู้นำเข้า และจัดจำหน่าย โดยตรง

 

 

HIV กับ HPV ต่างกันอย่างไร แม้ชื่อจะคล้ายกันแต่ไม่ใช่โรคเดียวกัน

HIV กับ HPV ต่างกันอย่างไร, อินสติ, INSTI, ชุดตรวจHIV, ชุดตรวจ HIV ซื้อที่ไหน, ชุดตรวจ HIV อินสติ, เอดส์, ตรวจเอดส์, ตรวจเอดส์ รู้ผลทันที, ชุดตรวจ HIV ร้านขายยา, ชุดตรวจ HIV ด้วยตนเอง

 

 

HIV กับ HPV ต่างกันอย่างไร แม้ชื่อจะคล้ายกันแต่ไม่ใช่โรคเดียวกัน สามารถติดเชื้อผ่านทางไหนได้บ้าง และจะทราบได้อย่างไรว่าติดเชื้อ

 

HIV กับ HPV ต่างกันอย่างไร

แม้ว่าทั้งสองโรคจะมีชื่อคล้ายกัน และถูกจัดอยู่ในกลุ่มโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์เช่นเดียวกัน STD ( Sexually Transmitted Disease ) ที่สามารถแพร่เชื้อหรือติดต่อจากบุคคลหนึ่งไปอีกบุคคลหนึ่งได้จากการมีเพศสัมพันธ์ แต่ก็ไม่ใช่เชื้อไวรัสชนิดเดียวกันและทำให้เกิดโรคที่แตกต่างกัน

 

HIV เกิดจากเชื้อไวรัส Human Immunodeficiency Virus ซึ่งเป็นไวรัสที่เป็นสาเหตุของภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง

HPV เกิดจากเชื้อไวรัส Human papilloma virus ซึ่งเป็นไวรัสที่จะทำให้เกิดโรคมะเร็งในระบบสืบพันธุ์ได้ มีมากกว่า 150 สายพันธุ์ย่อย ที่ผ่านมา HPV สายพันธุ์ที่ 16 และ 18 เป็นสาเหตุให้เกิดโรคมะเร็งปากมดลูกที่ทำให้ผู้หญิงเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก

 

โดยปกติแล้วHIV ติดต่อทางไหนได้บ้าง

  1. การติดต่อจากการรับเชื้อทางเลือด
  2. การมีเพศสัมพันธ์แบบไม่ป้องกัน และมีเพศสัมพันธ์กับผู้ที่มีเชื้อเอชไอวี ไม่ว่าจะเป็นทางช่องคลอด ทางทวารหนัก หรือทางปาก
  3. การติดต่อจากแม่สู่ลูก ทั้งขณะตั้งครรภ์ ขณะคลอด หรือหลังคลอด

 

โดยปกติแล้วHPV ติดต่อทางไหนได้บ้าง

  1. เมื่อเพศสัมพันธ์กับผู้มีเชื้อHPV ไม่ว่าจะเป็นทางช่องคลอด ทางทวารหนัก หรือทางปาก อีกทั้งสามารถเป็นได้ทั้งชายและหญิง
  2. ติดจากแม่สู่ลูก เมื่อแม่มีเชื้อเด็กแรกเกิดสามารถติดได้ ในกรณีติดขณะคลอดผ่านทางช่องคลอด

 

จะทราบได้อย่างไรว่าติดเชื้อ

  • HPV จะไม่แสดงอาการ แต่อาการที่ต้องสงสัยได้แก่ มีหูดหงอนไก่เกิดขึ้นที่อวัยวะแพศ การมีตกขาวมากผิดปกติ ตกขาวนั้นมีกลิ่นเหม็น หากติดเชื้อที่ทวารหนักอาจจะพบบาดแผลหรือก้อนเยื่อออกมาแบบไม่ปกติ ซึ่งสิ่งเหล่านี้น่ากลัวมาก เพราะนานหลายปีกว่าจะแสดงอาการ พอเมื่อเริ่มมีอาการส่วนใหญ่ก็จะลุกลามเป็นมะเร็งแล้ว ดังนั้น ควรหมั่นตรวจคัดกรองบ่อย ๆ โดยเฉพาะการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก
  • HIV มีอาการแสดงในระยะเริ่มแรกของการติดเชื้อ สามารถหายไปได้เอง และหลังจากนั้นอาจจะไม่มีอาการอีกเลย หรือมีบ้างเป็น ๆ หาย ๆ ไม่ทันสังเกต ที่น่ากลัวก็คือ อาการของการติดเชื้อเอชไอวีนั้น เหมือนกับอาการป่วยไข้ทั่วไป คล้ายกับหลาย ๆ โรค และสามารถหายได้เอง ทำให้เราไม่ได้สังเกตหรือแปลกใจ จนกระทั่งเข้าสู่ระยะเอดส์ที่จะป่วยหนักซึ่งอาจเกิดจากการติดเชื้อฉวยโอกาส เพราะภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง

ดังนั้น ควรหมั่นตรวจคัดกรองบ่อย ๆ เมื่อพบว่าตนเองเคยได้รับความเสี่ยง แต่ไม่จำเป็นว่าจะต้องได้รับความเสี่ยงมา เพียงแค่อยากตรวจเอชไอวีก็สามารถตรวจคัดกรองด้วยตนเองได้ เพื่อเป็นการตรวจเช็คสุขภาพประจำปี หรือ สำหรับคู่รักที่กำลังจะแต่งงาน สามี-ภรรยาที่เตรียมจะมีบุตร การเตรียมตัวก่อนเข้ารับการผ่าตัด เป็นต้น

 

ปัจจุบัน HIV สามารถตรวจคัดกรองด้วยตนเองได้แล้ว สามารถหาซื้อได้ที่ร้านขายยา และซื้อออนไลน์ผ่านทางออฟฟิเชียล ทั้งนี้หากมีพฤติกรรมที่เสี่ยงได้รับเชื้อบ่อย ๆ ก็สามารถตรวจได้ตลอดเสมือนการตรวจสุขภาพ หรือถ้าอยากตรวจเอชไอวีก็สามารถตรวจได้เลย ไม่จำเป็นจะต้องได้รับความเสี่ยงมาเท่านั้นถึงจะต้องตรวจ ใคร ๆ ก็ตรวจได้ ดูแลสุขภาพ รักตนเอง และเตรียมพร้อมอยู่เสมอ

 

อินสติ รู้ผลใน 1 นาที สามารถหาซื้อ อินสติ ได้ที่ร้านขายยาทั่วประเทศ ค้นหา ร้านขายยาจำหน่าย อินสติ ได้ที่นี่ Click

สั่งซื้อ จากผู้นำเข้า และจัดจำหน่าย โดยตรง

 

 

 

เมื่อไหร่ที่ควรจะตรวจเอชไอวี เป็นคำถามที่หลายคนสงสัย ฉันควรจะตรวจหรือไม่

เมื่อไหร่ที่ควรจะตรวจเอชไอวี

เมื่อไหร่ที่ควรจะตรวจเอชไอวี เป็นคำถามที่หลายคนสงสัย ฉันควรจะตรวจหรือไม่ ฉันควรตรวจจริง ๆ หรือเปล่า อย่างนี้เรียกว่าพฤติกรรมเสี่ยงต่อการติดเชื้อเอชไอวีหรือไม่

 

เมื่อไหร่ที่ควรจะตรวจเอชไอวี

อาจจะสามารถสังเกตได้จากว่ามีพฤติกรรมเสี่ยง หรือความเสี่ยงเหล่านี้เกิดขึ้นบ้างหรือไม่

  1. เคยมีเพศสัมพันธ์โดยที่ไม่สวมใส่ถุงยางอนามัย

เพราะเอชไอวีเป็นโรคติดต่อที่ถูกจัดเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ และพบว่าจากสถิติช่องทางที่คนติดเชื้อเอชไอวีมากที่สุด คือ ทางเพศสัมพันธ์ ทำให้เมื่อเคยมีเพศสัมพันธ์แบบไม่ป้องกัน คำเตือนที่ควรจะตรวจเอชไอวี

อีกทั้งควรจะระมัดระวังและป้องกันเสมอเมื่อมีเพศสัมพันธ์

 

  1. เคยใช้เข็มฉีดยาร่วมกับผู้อื่น

หลายคนคงจะงงว่าเราจะใช้เข็มฉีดยาร่วมกับผู้อื่นได้อย่างไร ยกตัวอย่าง ในกลุ่มที่มีการเสพยาเสพติดชนิดฉีดเข้าเส้น เป็นต้น

 

  1. เป็นผู้ที่มีการเปลี่ยนคู่นอนบ่อยมาก และไม่รู้ว่าคู่นอนมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อเอชไอวีหรือไม่

จะสามารถมั่นใจได้อย่างไรว่าคนนั้น คนนี้ คนไหน ไม่ติดเชื้อเอชไอวี ยิ่งหากเรามีเพศสัมพันธ์ด้วยแล้ว จะมั่นใจได้จริงหรือว่าเราไม่เสี่ยงติดเชื้อเอชไอวี

 

  1. เคยถุงยางอนามัยฉีกขาดขณะมีเพศสัมพันธ์

เป็นเรื่องที่เกิดแบบไม่คาดฝัน ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น แต่เมื่อเกิดขึ้นแล้ว นอกจากจะต้องคำนึงถึงการตั้งครรภ์แล้ว ยังต้องระวังโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

 

  1. เคยมีเพศสัมพันธ์โดยที่ตนเองไม่มีสติ ขาดสติ

เพราะเป็นช่วงเวลาที่เราไม่มีสติ ที่จะสามารถตัดสินใจเรื่องต่าง ๆ ได้ บางครั้งอาจจะจำไม่ได้เลยว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง เมื่อมีเพศสัมพันธ์โดยที่ตนเองไม่มีสติ อาจจะทำให้หลงลืมการป้องกันสวมใส่ถุงยางอนามัย หรืออาจจะมีการฉีกขาดของถุงยางนาอมัยเกิดขึ้นแบบไม่รู้ตัว ทำให้มีโอกาสเสี่ยงต่อการติดเชื้อเอชไอวีจากคู่นอน

 

  1. เคยถูกล่วงละเมิดทางเพศ

เป็นเรื่องที่ไม่มีใครอยากจะให้เกิดขึ้น แต่เมื่อเกิดขึ้นแล้วนอกจากจะแจ้งความเอาผิดผู้ก่อเหตุแล้ว ควรจะพาผู้ถูกกระทำเข้ารับการตรวจสุขภาพ ตรวจหาการติดเชื้อเอชไอวี และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่น ๆ

และนี่เป็นเพียง 6 ข้อสังเกตที่เมื่อเกิดขึ้น จะแนะนำให้เข้ารับการตรวจเอชไอวี แต่จริง ๆ แล้วก็แนะนำให้ลองตรวจดูทุกคน อย่างน้อยเพื่อการวางแผนในการใช้ชีวิตต่อไป เพราะหากตรวจเจอการติดเชื้อเร็วก็สามารถเข้ารับการรักษาได้อย่างทันเวลา ไม่ต้องรอให้เกิดการเจ็บป่วยที่รุนแรงก่อน ทั้งนี้ก็จะรักษายับยั้งเชื้อไว้ได้โดยเร็วโดยที่ไม่ทำลายสุขภาพ สามารถใช้ชีวิตได้ปกติ อายุขัยยืนยาว สุขภาพแข็งแรง

 

สำหรับผู้ที่ยังไม่ทราบว่า ขณะนี้ สามารถตรวจเอชไอวีด้วยตนเองได้แล้ว อินสติ ชุดตรวจHIV ด้วยตนเอง นำเข้าจากประเทศแคนาดา มีมาตรฐานผ่านการรับรองจาก Health Canada, WHO Prequalified และ CE Marked ผ่านอย.ไทย เป็นที่เรียบร้อยแล้ว เลขอย. 64-2-1-1-0000679


อินสติ
 รู้ผลใน 1 นาที สามารถหาซื้อ อินสติ ได้ที่ร้านขายยาทั่วประเทศ ค้นหา ร้านขายยาจำหน่าย อินสติ ได้ที่นี่ Click

สั่งซื้อ จากผู้นำเข้า และจัดจำหน่าย โดยตรง

 

 

 

ตรวจเอชไอวี จำเป็นหรือไม่

ตรวจเอชไอวี จำเป็นหรือไม่ หลายคนอาจจะมองว่าไกลตัว แต่ความเป็นจริงแล้วใกล้ตัวมาก ๆ ถ้าหากให้ความสนใจจะทราบว่าปัจจุบันสามารถตรวจด้วยตนเองได้แล้ว ทำให้เราสามารถวางแผนการใช้ชีวิตได้ง่ายขึ้น รู้จักการรักษาและป้องกันในแนวทางต่าง ๆ ได้ โดยที่ไม่ต้องเสี่ยงรับเชื้อจากผู้อื่น และในกรณีที่ติดเชื้อก็สามารถเข้ารักษา เพื่อกดเชื้อให้หลับไม่ทำลายระบบภูมิคุ้มกัน ดูแลรักษาสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง อายุขัยยืนยาวได้ ดังนั้น การตรวจเอชไอวี จึงเป็นเรื่องใกล้ตัวมาก ๆ

ตรวจเอชไอวี จำเป็นหรือไม่

ตรวจเอชไอวี จำเป็นหรือไม่ วันนี้เรามาดูข้อดีหรือประโยชน์ที่จะได้รับจากการตรวจเอชไอวีกันดีกว่า

  1. ช่วยให้เรารู้เท่าทันสถานะเอชไอวีของตน

ไม่จำเป็นว่าจะต้องเสี่ยงมาแล้วค่อยตรวจ แต่ทุกคนที่เคยมีเพศสัมพันธ์ หรือเคยโดนของมีคมที่เป็นของใช้ส่วนตัวของผู้อื่นทิ่มแทง อย่างเช่น เข็มฉีดยา ที่โกนหนวด ก็สามารถตรวจหาเชื้อเอชไอวีได้

 

ซึ่งเมื่อตรวจแล้วจะทำให้เรารู้ว่า ขณะนี้ เราติดเชื้อเอชไอวีหรือไม่ เมื่อตรวจแล้วไม่พบก็จะสบายใจแล้ว ไม่ประมาท รู้จักป้องกันหรือไม่ปฏิบัติตนที่จะทำให้ตนเองเสี่ยงต่อการติดเชื้อเอชไอวี

 

  1. หากพบการติดเชื้อ ก็จะสามารถเข้ารับการรักษาได้อย่างทันท่วงที โดยที่ไม่ต้องรอให้อาการแสดง

แน่นอนว่าเอชไอวีมีหลายระยะ ซึ่งมีผลต่อการรักษา หากตรวจพบการติดเชื้อHIV ในระยะที่ไม่ได้ลุกลามทำความเสียหายต่อร่างกายอย่างหนัก ย่อมเป็นผลดีต่อการรักษาและตัวผู้ป่วยเอง อีกทั้งจะได้รับการรักษาที่ถูกต้อง ทำให้ผู้ป่วยกลับมาสุขภาพที่แข็งแรงโดยไว

 

  1. หากพบการติดเชื้อในคุณแม่ตั้งครรภ์ หรือ ผู้ที่กำลังเตรียมตัวตั้งครรภ์ สามารถวางแผนไม่ให้ลูกติดเชื้อจากแม่ได้

แน่นอนว่าในผู้ที่มีการเตรียมตัวมีบุตรและเข้าทำการตรวจสุขภาพ แพทย์จะต้องมีการตรวจคัดกรองการติดเชื้อเอชไอวีด้วยเช่นกัน ส่วนผู้ที่ตั้งครรภ์แล้ว ควรจะทำการฝากครรภ์ก่อนอายุครรภ์ 12 สัปดาห์

 

หากพบการติดเชื้อเอชไอวี แพทย์ก็จะทำการแนะนำ ให้ยา รวมถึงวางแผนการต่าง ๆ เพื่อให้ตั้งครรภ์ได้อย่างปลอดภัยทั้งต่อคุณแม่และลูก

 

  1. ป้องกันไม่ให้คนรักติดเชื้อเอชไอวีไปด้วยได้

หากพบการติดเชื้อเอชไอวี แพทย์จะแนะนำให้พาคู่นอนหรือคนรักมาตรวจหาเชื้อด้วย เพื่อที่ว่าหากมีการติดเชื้อก็จะได้รับการรักษาไปพร้อมกันเลย หรือถ้าไม่พบการติดเชื้อHIV ในคู่นอน คู่รักก็จะได้เข้าสู่กระบวนการการเรียนรู้ป้องกันการติดเชื้อเอชไอวี

 

  1. สร้างความสบายใจให้กับตัวผู้ตรวจ คู่นอน และคนรอบข้าง

จะปล่อยให้ตนเองเครียดอยู่ทำไม ในเมื่อสามารถตรวจเอชไอวีได้ และปัจจุบันก็สามารถตรวจได้ด้วยตนเอง โดยสามารถซื้อได้ที่ร้านขายยา หรือแพลตฟอร์มออนไลน์ที่เชื่อถือได้ของทางบริษัทผู้จัดจำหน่ายโดยตรง

 

ซึ่งเมื่อตรวจแล้วก็จะช่วยให้ตนเองและคนรอบตัวสบายใจมากยิ่งขึ้น ดูแลตนเองให้ห่างไกลจากการติดเชื้อเอชไอวี

 

  1. ช่วยให้ได้เรียนรู้และเข้าใจเกี่ยวกับเอชไอวีมากขึ้น

การตรวจเอชไอวี จึงเป็นเรื่องที่จำเป็นสำหรับทุกคน โดยเฉพาะผู้ที่มักจะไม่ชอบสวมใส่ถุงยางอนามัยเมื่อมีเพศสัมพันธ์ การตรวจเอชไอวีจะทำให้เรารู้ถึงสถานการณ์ติดเชื้อเอชไอวี หากติดเชื้อก็จะได้เข้าสู่การรักษาที่ถูกต้องได้ทันที ซึ่งเป็นผลดีต่อผู้ติดเชื้อ ป้องกันโอกาสที่จะแพร่เชื้อให้กับผู้อื่น และลดโอกาสที่จะเสี่ยงติดเชื้อฉวยโอกาส

 

 

สามารถหาซื้อ อินสติ ได้ที่ร้านขายยาทั่วประเทศ ค้นหา ร้านขายยาจำหน่าย อินสติ ได้ที่นี่ Click

สั่งซื้อ จากผู้นำเข้า และจัดจำหน่าย โดยตรง

 

เตรียมตัวตั้งครรภ์ด้วยการตรวจคัดกรองโรค

เตรียมตัวตั้งครรภ์ด้วยการตรวจคัดกรองโรค

เตรียมตัวตั้งครรภ์ด้วยการตรวจคัดกรองโรค การตรวจคัดกรองโรคช่วยให้คุณแม่รู้ทันปัญหาสุขภาพ นำไปสู่การดูแลรักษาก่อนเริ่มตั้งครรภ์ และการป้องกันปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นในระหว่างตั้งครรภ์ตลอดจนคลอด ลดโอกาสเสี่ยงต่าง ๆ ซึ่งช่วยให้ทั้งผู้ตั้งครรภ์และทารกปลอดภัย สุขภาพแข็งแรง มีความสมบูรณ์ทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ

 

6 การตรวจคัดกรองที่จำเป็นสำหรับการวางแผนตังครรภ์มีบุตร

  1. ตรวจโรคเลือด ตรวจพาหะธาลัสซีเมีย

เพราะว่าสามารถ่ายทอดผ่านทางพันธุกรรมได้ ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่เป็นโรคธาลัสซีเมียหรือมีแค่พาหะยีนแฝง ก็สามารถส่งความผิดปกตินี้ไปสู่ลูกได้ ซึ่งบางทีอาจจะเป็นอันตรายรุนแรง

 

  1. ตรวจคัดกรองเบาหวาน

เป็นประโยชน์ต่อทั้งคุณแม่และคุณลูก เพื่อป้องกันอันตรายต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นกับคุณแม่ขณะตั้งครรภ์ ระหว่างคลอด และหลังคลอด อีกทั้งปลอดภัยต่อทารกในครรภ์ ทารกคลอดออกมาอย่างสมบูรณ์แข็งแรง

 

  1. ตรวจคัดกรองการติดเชื้อ HIV

ในการเก็บตัวอย่างเลือด สำหรับตรวจโรคต่าง ๆ จะรวมถึงการตรวจเอชไอวีด้วย ซึ่งทางคุณแม่จะได้รับเอกสารเพื่อยืนยันว่ายินยอมให้ตรวจ หากผลเป็นลบ คือไม่พบการติดเชื้อ ก็แสดงว่าไม่จำเป็นต้องวางแผนดูแลการตั้งครรภ์ในเรื่องของเอชไอวี แต่ในกรณีที่ผลเป็นบวก คือ มีการติดเชื้อHIV ก็จำเป็นจะต้องนำเรื่องเอชไอวีเข้ามาวางแผนในการเตรียมตั้งครรภ์ด้วย เพื่อให้ได้รับการรักษาและรับยาต้านไวรัสที่จะปลอดภัยต่อผู้ตั้งครรภ์และทารกในครรภ์ อีกทั้งเพื่อที่จะได้ลดโอกาสที่ทารกจะได้รับเชื้อไปด้วย การรักษาและการรับยาจะปรับเปลี่ยนไปตามดุลยพินิจแพทย์ เพื่อให้สามารถคุมโรคได้ และลดผลข้างเคียงมากที่สุด

 

ผู้ติดเชื้อเอชไอวีที่ต้องการมีบุตร สามารถทำได้ แต่ต้องได้รับการดูแลจากแพทย์เท่านั้น เพื่อความปลอดภัยต่อลูกและตัวคุณแม่เอง

 

  1. ตรวจคัดกรองโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่น ๆ

เช่น ซิฟิลิส (Syphilis), HPV หรือมะเร็งปากมดลูก เป็นต้น  ซิฟิลิส สามารถทำให้ทารกเกิดความผิดปกติต่าง ๆ ได้ ไม่ว่าจะเป็น หูหนวก ตาบอด ปากแหว่ง และอื่น ๆ อีกทั้งยังสามารถเป็นซิฟิลิสแต่กำเนิดได้ ส่วนมะเร็งปากมดลูกนั้น อาจจะต้องทำการรักษาก่อนการตั้งครรภ์ เพื่อความปลอดภัยต่อทั้งแม่และลูก

 

  1. ตรวจหาเชื้อไวรัสตับอักเสบ

ไม่ว่าจะเป็น ไวรัสตับอักเสบชนิดไหนก็ควรจะตรวจก่อนตั้งครรภ์ เนื่องจากสามารถส่งผลกระทบต่อทั้งผู้ตั้งครรภ์และทารกในครรภ์

 

  1. ตรวจหาภูมิต้านทานต่อหัดเยอรมัน เพราะถ้าทารกติดเชื้อหัดเยอรมัน จะทำให้มีโอกาสเกิดมาผิดปกติหรือพิการได้

 

 

ดังนั้น จึงไม่ควรมองข้ามการ เตรียมตัวตั้งครรภ์ด้วยการตรวจคัดกรองโรค เป็นเรื่องที่จำเป็นมากไม่สมควรที่จะละเลยเพราะบางทีหากตั้งครรภ์ไปแล้วตรวจพบทีหลังอาจจะไม่สามารถป้องกันได้ อาจจะส่งผลกระทบที่ร้ายแรงได้

 

 

—————————————————————————————————————————————

ชุดตรวจHIV ด้วยตนเอง อินสติ ได้รับการรับรองจาก Health Canada, WHO Prequalified และ CE Marked เลขอย.ไทย  64-2-1-1-0000679

 

สั่งซื้อผ่านแอปพลิเคชัน Grab , LINE MAN , Foodpanda , Lalamove เข้าไปที่แอพแล้วเลือกร้าน Boots เสิร์จ คำว่า ชุดตรวจเอชไอวี หรือคำว่า อินสติ หรือ Insti

 

สามารถหาซื้อ อินสติ ได้ที่ร้านขายยาทั่วประเทศ ค้นหา ร้านขายยาจำหน่าย อินสติ ได้ที่นี่ Click

สั่งซื้อ จากผู้นำเข้า และจัดจำหน่าย โดยตรง

 

เอชไอวี กับ เอดส์ ต่างกันยังไง ความเข้าใจผิดที่อาจจะนำไปสู่ความหมดกำลังใจในการรักษา

เอชไอวี กับ เอดส์ ต่างกันยังไง

เอชไอวี กับ เอดส์ ต่างกันยังไง ความเข้าใจผิดที่อาจจะนำไปสู่ความหมดกำลังใจในการรักษา การดูแลตนเองให้ห่างไกลจาก HIV

 

ปัจจุบันหลาย ๆ คน ยังคงเข้าใจผิดและเหมารวมว่า ผู้ติดเชื้อเอชไอวี คือ ผู้ติดเอดส์ ซึ่งอาจจะทำให้เกิดการหมดกำลังใจในการรักษาได้ ทั้งนี้เรามาทำความเข้าใจกันดีกว่า เอชไอวี กับ เอดส์ ต่างกันยังไง

 

HIV (เอชไอวี) เป็นชื่อของเชื้อไวรัสชนิดหนึ่ง ชื่อเต็ม ๆ คือ Human Immunodeficiency Virus โดยเชื้อไวรัสชนิดนี้จะเข้าทำลายระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย หรือเซลล์เม็ดเลือดขาว CD4 ซึ่งหากมได้รับการรักษาอย่างถูกต้องเหมาะสม เชื้อHIV จะทำลายเซลล์เม็ดเลือดขาวไปเรื่อย ๆ กระทั่งเข้าสู่ภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง หรือระยะสุดท้ายของการติดเชื้อ หรือเรียกว่า เอดส์

 

การติดเชื้อHIV มีทั้งหมด 3 ระยะด้วยกัน คือ

1- ระยะแรก – ของการติดเชื้อเอชไอวี เป็นช่วง 1 เดือนแรกของการได้รับเชื้อ เชื้อไวรัสจะเพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็ว และทำให้เซลล์เม็ดเลือดขาว CD4 ถูกทำลายลดจำนวนลงเช่นกัน ซึ่งปกติแล้วเมื่อเกิดเหตุเช่นนี้ระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายจะตอบโต้โดยการเพิ่มเซลล์เม็ดเลือดขาว CD4 ขึ้นมาเพื่อกำจัดเชื้อต่อต้านเชื้อนี้อัตโนมัติ ทำให้ผู้ติดเชื้อมีอาการป่วย แต่เป็นอาการป่วยแบบทั่ว ๆ ไป เช่น มีไข้ เจ็บคอ ปวดเมื่อยตามร่างกาย ท้องเสีย อ้วก มีผื่น ต่อมน้ำเหลืองที่คอโต ทั้งนี้อาการทั้งหมดสามารถหายไปเองได้ในเวลาไม่นาน แม้ไม่ได้รักษา

2- ระยะที่ 2 เชื้อจะเพิ่มจำนวนในอัตราต่ำ อาจจะมีอาการแสดงบ้างในบางครั้ง เช่น มีตุ่มขึ้นตามร่างกาย มีเชื้อราในปาก เป็นงูสวัด และอื่น ๆ และต่อมาก็จะเข้าสู่ภาวะสงบ หรือไม่มีอาการ ทั้งนี้แตกต่างกันไปตามแต่ละบุคคล

หากไม่มีการรักษา ผู้ติดเชื้อHIV จะอยู่ในระยะที่ 2 นี้นานหลายปี ก่อนที่จะเข้าสู่ระยะสุดท้ายหรือเอดส์

3- ระยะสุดท้ายหรือเอดส์ เข้าสู่ภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง จะเสี่ยงติดเชื้อฉวยโอกาส นำไปสู่การเสียชีวิต

 

AIDS (เอดส์) เป็นชื่อเรียกระยะสุดท้ายของการติดเชื้อเอชไอวี มีชื่อเรียกเต็ม ๆ ว่า Acquired Immunodeficiency Syndrome เชื้อเอชไอวีทำลายระบบภูมิคุ้มกันจน ภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง ทำให้มีโอกาสติดเชื้อฉวยโอกาส ติดเชื้อโรคแทรกซ้อน ซึ่งภูมิคุ้มกันต่ำมากถึงขนาดไม่สามารถต้านทานต่อเชื้อใด ๆ ที่เข้าสู่ร่างกายได้ ทำให้เสี่ยงต่อการเสียชีวิต

 

การดูแลตนเองให้ห่างไกลจาก HIV ได้อย่างไร

– สิ่งแรก ๆ ที่นึกถึง คือ ควรหมั่นตรวจคัดกรอง HIV ไม่เว้นแม้กระทั่งคู่สามีภรรยาก็ควรจะตรวจก่อนจะวางแผนตั้งครรภ์มีบุตร หรือก่อนฝากครรภ์

– สวมถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์ แน่นอว่าการติดเชื้อเอชไอวีส่วนใหญ่มาจากการมีเพศสัมพันธ์แบบไม่ป้องกัน

– หลีกเลี่ยงการใช้เข็มฉีดยาหรืออุปกรณ์ฉีดอื่นๆ ร่วมกับผู้อื่น เพราะว่าเชื้อเอชไอวีมีปริมาณมากที่สุดในเลือด ดังนั้นการใช้เข็มฉีดยาหรือของแหลมคมบาดผิวร่วมกับผู้อื่นอาจจะทำให้มีโอกาสติดเชื้อHIVได้เลย

 

————————————————————————————————————————————-

ชุดตรวจHIV ด้วยตนเอง อินสติ ได้รับการรับรองจาก Health Canada, WHO Prequalified และ CE Marked เลขอย.ไทย  64-2-1-1-0000679

สามารถหาซื้อ อินสติ ได้ที่ร้านขายยาทั่วประเทศ ค้นหา ร้านขายยาจำหน่าย อินสติ ได้ที่นี่ Click

สั่งซื้อ จากผู้นำเข้า และจัดจำหน่าย โดยตรง