ชุดตรวจ HIV การตรวจเอชไอวีด้วยตนเอง ทำได้จริง?

ชุดตรวจ HIVชุดตรวจ HIV ปัจจุบัน การติดเชื้อเอชไอวี จะแตกต่าง จากการติดเชื้อโรคอื่น ๆ เพราะ การติดเชื้อเอชไอวี มักจะมีแนวทาง ที่นำไปสู่การถูกตีตรา และถูกมองว่าตนนั้น เป็นผู้ที่มีพฤติกรรมเสี่ยง และไม่เหมาะสม

ตามที่สังคมได้ กำหนด และยอมรับ หรืออาจเป็นเพราะ บุคคลเหล่านั้น มีความเกรงกลัวว่า ผู้ป่วยติดเชื้อเอชไอวี จะมีการแพร่เชื้อ ไปสู่ผู้อื่น

ซึ่งนั่น ก็เป็นปัญหา ที่นำไปสู่ การเลือกปฏิบัติ ต่อผู้ป่วยติดเชื้อ โดยการที่ อาจจะถูกมองว่า เป็นผู้ป่วยติดเชื้อเอชไอวี และการที่อาจจะ ถูกเลือกปฏิบัติต่อตน นั่นจึงอาจเป็นปม ปัญหาสำคัญ ของกำแพงในใจ

ทำให้คนจำนวนมาก ไม่กล้า ที่จะมาตรวจหา การติดเชื้อเอชไอวี เพราะเกรงว่าจะถูกมอง ด้วยสายตาอย่างไร หรือผู้ป่วย ที่ติดเชื้อแล้วนั้น ไม่กล้าที่จะเปิดเผยตนเอง ต่อสังคม

นอกจากนี้แล้ว ปัญหา และอุปสรรคมากมาย จึงทำให้ คนจำนวนมาก ไม่ไป ตรวจหาเชื้อเอชไอวี เพราะคิดว่าอาจมีความยุ่งยาก ต่อการไปตรวจตาม สถานพยาบาล หรือคลินิกต่าง ๆ รวมไปถึงการที่ จะมีการแสดงตัวตน เมื่อไปตรวจตาม สถานบริการต่าง ๆ ถึงแม้ว่าผลตรวจนั้น จะออกมาเป็นบวก หรือลบก็ตาม

ซึ่งการไปตรวจหา เชื้อเอชไอวีนั้น เปรียบเสมือนว่า ได้ประกาศให้สังคม รับรู้ไปแล้วว่าตนเองนั้น เป็นผู้ที่มีความเสี่ยง ต่อการติดเชื้อเอชไอวี  จึงทำให้คนในสังคม เลือกที่จะปฏิบัติ กับตนอย่างไม่เหมาะสม

อย่างไรก็ตาม ชุดตรวจ HIV การมีชุดตรวจเอชไอวี ด้วยตนเอง จะทำให้ผู้ที่มีความเสี่ยง ต่อการติดเชื้อเอชไอวี สามารถตรวจหาเชื้อได้ อย่างรวดเร็ว และจะไม่ปล่อย ให้ตนเองนั้น มีการแสดงอาการ หรือพบการติดเชื้อ ในระยะที่สามารถ ทำการรักษาลำบาก หากตรวจเจอก่อน โอกาสในการรักษา จะยิ่งง่าย และอาจจะมีคุณภาพชีวิต ที่ดียิ่งขึ้น การอยู่ร่วมกัน กับคนในสังคม จะยิ่งใช้ชีวิตได้ง่าย ซึ่งนอกจากนี้แล้ว ยังช่วยลดภาระ ของเจ้าหน้าที่ โดยในกรณี ที่บางคนนั้น ได้ไปบริจาคเลือด เพื่อแฝง ไปกับการตรวจ หาเชื้อเอชไอวี ทางอ้อมไปอีกด้วย

ชุดตรวจเอชไอวีด้วยตนเอง นั้นมีความจำเป็น ที่จะต้อง กำหนดคุณภาพ ของชุดตรวจ เช่น การแสดงฉลาก ที่มีข้อบ่งชี้ วิธีการใช้ วิธีการเก็บรักษา คำเตือน ข้อควรระวัง องค์ความรู้ เกี่ยวกับระยะ การตรวจหาเชื้อ และวิธีการอ่านค่า อย่างละเอียด เพื่อให้ได้ผล ที่ชัดเจน และมีความใกล้เคียง มากที่สุด ซึ่งถ้าหาก ในกรณีที่ มีการใช้ชุดตรวจ ไม่ถูกต้อง เช่น มีการอ่านค่า เกี่ยวกับชุดตรวจผิด หรือการตรวจเพียงครั้งเดียว อาจจะไม่สามารถ ยืนยัน ผลที่ชัดเจนได้ จึงทำให้ มีการแบ่งชุดตรวจ เป็นการตรวจกรอง และตรวจยืนยันขึ้น โดย การตรวจกรองนั้น ก็สามารถตรวจได้ ด้วยตนเอง และหากได้ใช้ ชุดตรวจกรองแล้ว พบว่า มีปฏิกิริยา ( reactive ) หรือผลบวก ผู้ตรวจจะต้องมีการตรวจ เพื่อยืนยันผลตรวจ การติดเชื้อเอชไอวีอีกครั้ง กับหน่วยบริการ ที่ให้บริการตรวจวินิจฉัย เพื่อหาเชื้อเอชไอวี และการใช้ชุดตรวจด้วยตนเอง นั้นไม่ควรตรวจเพียงครั้งเดียว ควรจะต้องตรวจซ้ำอีก ที่ระยะเวลาแตกต่างกัน เพราะชุดตรวจด้วยตนเอง จะเป็น เพียงการตรวจ เพื่อคัดกรอง เบื้องต้นเท่านั้น

ชุดตรวจกรอง เอชไอวี ในปัจจุบัน โดยเฉพาะ ที่ผ่านมาตรฐานอย.ไทย จะมี ความแม่นยำ มากกว่า 99.5%

จากที่กล่าวมาข้างต้น หากใครที่มีความเสี่ยง ว่าจะติดเชื้อเอชไอวี ก็ควรทำการตรวจ เพื่อคัดกรองเบื้องต้นก่อน โดย การเลือกซื้อชุดตรวจ ที่มีความปลอดภัย แม่นยำ มาตรฐานเดียวกัน กับโรงพยาบาล มาทำการตรวจ เพื่อคัดกรอง เบื้องต้นก่อน เพราะหากรู้ผลตั้งแต่เนิ่น ๆ ก็จะได้ เข้ารับการรักษา และรับยาต้าน ได้อย่างถูกต้อง และเหมาะสม

อาการติดเชื้อHIV มีลักษณะอย่างไร?

อาการติดเชื้อhiv

อาการติดเชื้อHIV โรคเอชไอวี (HIV) เป็นโรคที่เกิดจาก เชื้อไวรัสชนิดหนึ่ง จะแพร่เชื้อ ขณะมีเพศสัมพันธ์ ผ่านทางช่องคลอด หรือ ทางทวารหนัก โดยที่ไม่ได้ป้องกัน เชื้อไวรัสชนิดนี้ จะสามารถ แพร่เชื้อได้ ไม่ว่าจะมีเพศสัมพันธ์ทางปาก โดยไม่ได้ป้องกัน โดยเฉพาะถ้าหากว่า ฝ่ายชายนั้น ต้องหลั่งอสุจิภายในปาก และหากว่าช่องปากนั้น มีบาดแผล นอกจากนี้แล้ว เชื้อไวรัสเอชไอวี ก็ยังสามารถติดต่อได้ ผ่านทางเลือด หากว่าคุณใช้หลอด หรือ เข็มฉีดยาร่วมกับผู้อื่น ซึ่งเป็นพาหะนำเชื้อไวรัสชนิดนี้

อาการ ของโรคเอชไอวี

หากเกิด การติดเชื้อเอชไอวี ในช่วงแรก ๆ จะยังไม่รู้สึกถึงอาการใด ๆ หรือบางคน อาจจะมีอาการเจ็บคอ บ้างเล็กน้อย มีไข้ และต่อมน้ำเหลืองโต หรือบางคนอาจเป็นผื่น ขึ้นตามร่างกาย ซึ่งอาการจะปรากฏ ในประมาณ 1-4 สัปดาห์ หลังจากที่ติดเชื้อ โดยจะเรียกว่า อาการติดเชื้อระยะแรก อาจจะมีอาการคล้าย ๆ กับเป็นไข้หวัด และมักจะหายหลังจาก 1 สัปดาห์ แต่เชื้อไวรัส ก็จะยังค่อย ๆ ไปทำลายระบบภูมิคุ้มกัน ของร่างกาย ให้อ่อนแอลงเรื่อย ๆ และเชื้อจะแพร่กระจายมากขึ้น ในช่วง 2-3 เดือนแรก หลังจากที่ติดเชื้อ จึงทำให้ปริมาณของเชื้อ เพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ ก่อนที่ระบบภูมิคุ้มกัน ของร่างกาย จะมีการตอบโต้ทัน หรือว่าจะมีอาการ หรือไม่มีอาการก็ตาม

ระยะ ของการติดเชื้อเอชไอวี มี 3 ระยะ ( อาการติดเชื้อHIV ) คือ

– ระยะเฉียบพลัน (Acute HIV Infections) ซึ่งเป็นระยะแรกของ การติดเชื้อเอชไอวี จะเกิดขึ้นระหว่าง 2-4 สัปดาห์ หลังจากการติดเชื้อ ในระยะแรกนี้ ผู้ติดเชื้อจำนวนมาก จะเริ่มมีอาการ คล้ายกับเป็นไข้หวัดใหญ่ เช่น เจ็บคอ มีไข้ ปวดเมื่อยตามร่างกาย ต่อมน้ำเหลืองโต ปวดหัว และมีผื่นขึ้น ซึ่งจะเรียกอาการเหล่านี้ว่า เฉียบพลัน หรือ acute retroviral syndrome (ARS) จะเกิดขึ้น จากการที่ร่างกาย มีการตอบสนอง ต่อการติดเชื้อเอชไอวี ในระยะนี้ เชื้อเอชไอวี จะมีปริมาณเพิ่มมากขึ้น เป็นจำนวนมากในร่างกาย ทำให้เซลล์เม็ดเลือดขาว ในร่างกายลดจำนวนลง อย่างรวดเร็ว ซึ่งจะเป็นระยะ ที่มีความเสี่ยงสูงมาก ที่ผู้ป่วยจะแพร่เชื้อไปสู่ผู้อื่น ดังนั้นจึงจำเป็นที่จะต้องมีการป้องกัน การแพร่กระจาย ของเชื้อเอชไอวี

– ระยะสงบทางคลินิก (Clinical Latency Stage) จะเป็นระยะที่เชื้อไวรัสอยู่ภายในร่างกาย โดยที่ไม่แสดงอาการ หรืออย่างมาก ก็มีอาการเพียงเล็กน้อย ซึ่งจะเรียกระยะนี้ว่า ระยะติดเชื้อเรื้อรัง (chronic HIV infection) โดยในระยะนี้ เชื้อไวรัสจะมีปริมาณที่เพิ่มากขึ้น ในระดับต่ำ และมักจะใช้ระยะเวลาถึง 10 ปี หรือสำหรับผู้ติดเชื้อบางราย อาจจะใช้เวลาน้อยกว่านั้น

– ระยะ โรคเอดส์ (AIDS) เป็นการติดเชื้อในขั้นสุดท้าย ของการติดเชื้อเอชไอวี โดยระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ที่แข็งแรงมีปริมาณ ของเซลล์เม็ดเลือดขาว อยู่ระหว่าง 500-1,600 ในขณะที่ผู้ป่วยโรคเอดส์นั้น จะมีเซลล์เม็ดเลือดขาวต่ำกว่า 200 เมื่อถึงจุดนี้ ระบบภูมิคุ้มกัน ของร่างกายได้ถูกทำลายลง อย่างรุนแรง จนทำให้ผู้ป่วย มีการติดเชื้อฉวยโอกาสได้ง่าย

ซึ่งเกิดจากเชื้อโรค ที่ไม่ก่อให้เกิดโรค ในคนที่มีระบบภูมิคุ้มกันที่แข็งแรง แต่ทำให้เกิดโรค กับผู้ที่มีระบบภูมิคุ้มกันที่อ่อนแอ ไม่ว่าผู้ป่วย จะมีปริมาณเซลล์เม็ดเลือดขาวเท่าใดก็ตาม

จากที่กล่าวมา ไม่ว่าจะด้วยเหตุใดก็ตาม หากคุณมีความกังวล ว่าคุณอาจติด เชื้อเอชไอวี ก็ควรที่จะทำการตรวจเลือดด้วย ชุดตรวจคัดกรองเบื้องต้น สามารถตรวจได้เองที่บ้าน ปลอดภัย แม่นยำ และได้มาตรฐาน ซึ่งเป็นวิธีที่รวดเร็ว และง่ายมาก ๆ

สำหรับ ผู้ที่ไม่สะดวกเดินทางไป ตรวจตามสถานพยาบาล เพราะหากตรวจพบ การติดเชื้อตั้งแต่เนิ่น ๆ จะช่วยลดความกังวลใจ และทำให้คุณได้รับการรักษา ที่ถูกต้อง และเหมาะสม

อาการของโรคเอดส์ผู้ชายระยะแรก มีลักษณะอย่างไร แตกต่างหรือไม่

อาการของโรคเอดส์ผู้ชายระยะแรก
อาการของโรคเอดส์ผู้ชายระยะแรก โรคเอดส์ (AIDS) เป็นโรคที่เกิดจาก เชื้อไวรัสเอชไอวี ที่ไปทำลายระบบภูมิคุ้มกัน ของร่างกายให้เสื่อมสภาพลง จนไม่สามารถ ต่อสู้ หรือกำจัดเชื้อที่เข้าสู่ร่างกายได้ จึงทำให้เกิดการเจ็บป่วย ด้วยโรคต่าง ๆ ซึ่งอาจนำไปสู่ การเสียชีวิตลงได้ และปัจจุบัน ยังไม่มีวิธีการใด ที่สามารถรักษาโรคนี้ ให้หายขาดได้ มีเพียงยา ที่ช่วยในการชะลอการพัฒนา ของเชื้อเอชไอวี เพื่อไม่ให้เชื้อพัฒนา ไปถึงขั้นโรคเอดส์ได้ ซึ่งโรคเอดส์เป็นเชื้อไวรัส ที่ติดต่อจากคนหนึ่ง ไปยังอีกคนหนึ่ง

โดยจะสามารถติดต่อ ผ่านทางการมีเพศสัมพันธ์เป็นหลัก และสัมผัสของเหลวสารคัดหลั่ง ซึ่งของเหลวเหล่านั้น รวมถึง เลือด น้ำอสุจิ ของเหลวภายในช่องคลอดด้วย และการติดเชื้อนี้ จะสามารถติดต่อผ่านทางทวารหนักได้เช่นกัน หากไม่ได้มีการป้องกัน ในการมีเพศสัมพันธ์ทางปาก หรือทางทวารหนัก

จริงๆ แล้ว อาการของโรคเอดส์ผู้ชายระยะแรก หรือ ผู้หญิง ก็ตาม อาการของโรคเอดส์ในระยะแรก มักไม่แตกต่างกัน หรือ ไม่สามารถจำแนกได้ เพราะหากผู้ใดที่ได้รับเชื้อเข้าสู่ร่างกาย จะมีสัญญาณเตือน อาการของโรคแสดงออกมาให้เห็น จนผู้ที่ได้รับเชื้อรู้สึกว่า ตนเองนั้นป่วย ซึ่งอาการทั่วไปจะคล้าย ๆ กับเป็นไข้หวัดใหญ่

เช่น จะมีอาการปวดเมื่อย ตามร่างกาย มีไข้ ร่างกายอ่อนเพลีย มีผื่นขึ้นตามแขนขา ซึ่งอาการเหล่านี้ จะเกิดขึ้นในระยะเวลาประมาณ 2-6 สัปดาห์ หลังจากที่ร่างกาย ได้รับเชื้อเอชไอวีเข้าไป ภายในร่างกาย

สำหรับผู้ชายที่ได้รับเชื้อ ในระยะแรกนี้ จะสามารถแพร่เชื้อ ไปสู่ผู้อื่นได้ เพราะเนื่องจากร่างกาย จะผลิตไวรัสออกมา เป็นจำนวนมากทั้งในเลือด และสารคัดหลั่งต่าง ๆ ซึ่งอาการเป็นไข้หวัด ที่ได้กล่าวมาข้างต้นจะเกิดขึ้น ในช่วงระเวลาสั้น ๆ เท่านั้น และจะไม่มีอาการอีกเลยเป็นปี ๆ หรือสำหรับบางคน อาจมีอาการเป็น ๆ หาย ๆ อย่างไรก็ตาม อาการของผู้ป่วยโรคเอดส์นี้ จะสามารถแบ่งออกเป็น 3 ระยะหลัก ๆ คือ

– ระยะไม่แสดงอาการ เป็นระยะติดเชื้อเอดส์ แต่ยังไม่มีการแสดงอาการใด ๆ โดยระยะนี้ ผู้ที่ได้รับเชื้อ จะมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง เหมือนกับคนปกติทั่วไป อาจมีเพียงอาการที่ได้กล่าวมาข้างต้น ในระยะ 2-3 สัปดาห์แรกเท่านั้น เพราะหลังจากนั้น อาการเหล่านี้ ก็จะหายไป หากมีการเจาะเลือด เพื่อตรวจหาเชื้อในระยะนี้ จะสามารถตรวจพบเชื้อได้ ในระยะเวลาประมาณ 3- 12 สัปดาห์  หลังจากที่ร่างกายได้รับเชื้อ

– ระยะปรากฏ อาการเริ่มแรก จะเป็น ระยะที่อาการสัมพันธ์กับเอดส์ โดยผู้ป่วย จะเริ่มมีอาการอย่างใดอย่างหนึ่ง เกิดขึ้นพร้อมกัน เช่น เจ็บคอ ต่อมน้ำเหลืองโต อุจจาระร่วงเรื้อรังเป็นเวลา 1 เดือน โดยไม่ทราบสาเหตุ มีอาการโรคเริมลุกลาม และเรื้อรัง เป็นต้น

– ระยะโรคเอดส์เต็มขั้น จะเป็นระยะที่เชื้อเอชไอวี ได้เข้าไปทำลายระบบภูมิคุ้มกันภายในร่างกาย จนทำให้ผู้ป่วย เกิดการติดเชื้อฉวยโอกาสได้ง่าย เนื่องจากภูมิคุ้มกันของร่างกายได้ถูกทำลายลงไปเป็นอย่างมาก จึงทำให้ผู้ป่วย เกิดการติดเชื้อในระบบต่าง ๆ ได้ง่ายขึ้น เช่น การติดเชื้อในระบบทางเดินอาหาร ระบบหายใจ และระบบประสาท เป็นต้น

โดยโรคที่ผู้ป่วยมักจะมีโอกาสเป็นมากที่สุด ได้แก่ โรคประเภทปอดบวม โรคมะเร็งผิวหนัง เป็นต้น นอกจากนี้ผู้ป่วยบางรายอาจจะมีอาการสมองเสื่อมเกิดขึ้นได้

อย่างไรก็ตาม การเฝ้าสังเกตอาการตนเองหลังรับรู้ว่ามีความเสี่ยง หรือคิดว่าตนเองมีความเสี่ยงนั้นเป็นเรื่องดี แต่จริงๆ แล้ว อาการเอชไอวีในระยะแรกมันก็คล้ายคลึงกับอาการป่วยไข้หวัดธรรมดา ไข้หวัดใหญ่
ซึ่งบางครั้งเราอาจจะไม่ได้เอะใจ ว่าเป็นอาการเอชไอวี เพราะแบ่งแยกไม่ออก ดังนั้น สิ่งที่ควรทำ คือ หากรู้ว่าตนเองนั้นมีความเสี่ยงที่จะติดเชื้อ ก็ให้ตัดสินใจตรวจ โดยคำนวณระยะเวลาเสี่ยง หากเกิน 21 วัน ที่ไปเสี่ยงมา ก็รีบตรวจทันที

อาจมีหลายปัจจัยที่ส่งผลในการตัดสินใจที่จะไปตรวจเลือดตามสถานพยาบาลต่าง ๆ เพราะอาจมีผู้ป่วยบางรายไม่กล้าที่จะไปตรวจ ดังนั้น ด้วยเทคโนโลยีในปัจจุบันจึงได้มีการผลิตชุดตรวจเอชไอวีด้วยตนเองที่มีความแม่นยำ ปลอดภัย และได้มาตรฐาน โดยสามารถตรวจได้เองที่บ้าน

เพื่อให้ผู้ที่มีความเสี่ยงและมีความวิตกกังวลใจสามารถเลือกตรวจเลือดด้วยชุดตรวจคัดกรองเบื้องต้น ซึ่งเป็นอีกช่องทางหนึ่งในการเผชิญหน้ากับโรคร้ายนี้ เพราะหากตรวจพบเชื้อตั้งแต่เนิ่น ๆ ก็จะได้เตรียมเข้ารับการรักษาได้เท่าทันอาการของโรค

ร้านขายยามีชุดตรวจเอดส์ไหม

ร้านขายยามีชุดตรวจเอดส์ไหม

ร้านขายยามีชุดตรวจเอดส์ไหม การตรวจเอชไอวี ในแต่ละแบบ จะมีความแตกต่างกันออกไป ปัจจุบันนี้หากว่าคุณติดเชื้อเอชไอวี ระบบภูมิคุ้มกันภาย ในร่างกายจะสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมา เพื่อต่อสู้กับเชื้อไวรัสนี้ ซึ่งการตรวจเอชไอวีจะใช้หลัก ในการตรวจหาภูมิคุ้มกันนี้ในเลือด ปกติแล้วจะใช้ระยะเวลาประมาณ 21 วัน หลังจากมีการติดเชื้อเอชไอวี

จึงจะสามารถตรวจพบ ระดับของภูมิคุ้มกันนี้ได้ ทั้งนี้ แพทย์จะให้ตรวจซ้ำที่ 90 วัน เนื่องจากบางครั้ง ในช่วงระยะเวลา 3 เดือน ที่ผ่านมา อาจจะเป็นช่วงเวลา ฟักตัวของเชื้อ

หากเข้ารับการตรวจ หาเชื้อเอชไอวี ในช่วงของระยะฟักตัว จะได้ผลเป็นลบ ทั้งที่จริง ๆ แล้วอาจติดเชื้อแล้วก็ได้ ด้วยผลที่ออกมานี้ อาจจะทำให้เข้าใจผิด คิดว่าไม่มีการติดเชื้อ แต่ในทางปฏิบัติ หากมีภาวะเสี่ยง ต่อการติดเชื้อแล้วก็ควรไปตรวจซ้ำอีก 3 เดือน หลังจากมีการตรวจครั้งแรกไปแล้ว อย่างไรก็ตาม การตรวจหาเชื้อเอชไอวี ในแต่ละวิธีอาจมีระยะฟักตัวไม่เท่ากัน

ร้านขายยามีชุดตรวจเอดส์ไหม ปัจจุบัน สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้มีการประกาศปลดล็อค ให้ประชาชนสามารถหา ซื้อชุดตรวจคัดกรองเชื้อไวรัสเอชไอวี ที่เป็นสาเหตุ ทำให้ระบบภูมิคุ้มกัน ของร่างกาย มีความบกพร่อง และเสื่อมสภาพลง ด้วยตนเองได้จาก ร้านขายยา ซึ่งเป็นช่องทาง ให้กับผู้ที่ อยากตรวจหาเชื้อด้วยตนเอง และไม่สะดวก ที่จะไปตรวจตามสถานพยาบาล ได้หาซื้อชุดตรวจเอชไอวี ด้วยตนเองได้ง่ายยิ่งขึ้น

เลขาธิการ ของคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้กล่าวถึงสาระสำคัญ ของการแก้ไขประกาศกระทรวงสาธารณสุข คือ ได้มีการระบุสิ่งสำคัญ ที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพมาตรฐาน และข้อกำหนด ซึ่งจำต้องผลิต โดยผู้ผลิตที่ได้รับ การยืนยันเกี่ยวกับ คุณภาพการผลิต ตามมาตรฐาน ระดับประเทศและสากล เช่น มีหลักเกณฑ์ และมีวิธีการที่ดี สำหรับการผลิต รวมไปถึงข้อกำหนด ให้แสดงฉลาก ต่อผู้บริโภคในประเด็นต่าง ๆ เช่น วิธีการใช้งาน วิธีการเก็บรักษา คำเตือน ข้อควรระวัง องค์ความรู้เกี่ยวกับ ระยะเวลาการตรวจหาการติดเชื้อ ไม่พบของชุดตรวจนั้น แบบประเมินความเสี่ยง ต่อการได้รับเชื้อเอชไอวี ด้วยตนเอง มีช่องทางในการ ให้ข้อมูลสนับสนุน ผู้ผลิต หรือผู้นำเข้าสำหรับในการใช้งาน ชุดตรวจดังกล่าว มีการสาธิตกระบวนการตรวจ การสรุปผล การเชื่อมเข้าระบบบริการ หมายเลขโทรศัพท์เพื่อให้ คำแนะนำเพิ่มเติมอีกด้วย

นอกจากนี้ ยังต้องให้ ผู้รับใบอนุญาตผลิต หรือนำเข้าจัด ให้มีเอกสาร ที่เกี่ยวกับข้อมูล ที่ผู้ถูกตรวจควรจะรู้ ก่อนที่จะมีการตรวจ และภายหลังทราบผลการตรวจ เพื่อให้กระบวนการแนะนำ มีความชัดเจน ยืนยัน รักษาและป้องกัน ทั้งนี้ ข้อมูลดังกล่าว ต้องผ่านการตรวจสอบจาก อย. โดยอาจเป็นไปตามหลักเกณฑ์ ที่ประกาศฯ กำหนด

การยุติปัญหาโรคเอดส์ โดยมีการปลดล็อค ให้ประชาชนได้ มีการเข้าถึง การตรวจคัดกรองการติดเชื้อเอชไอวีด้วยตนเอง เป็นการเพิ่มทางเลือก ในการตรวจคัดกรอง หาเชื้อเอชไอวี แทนที่จะไปตรวจ ตามสถานพยาบาลต่าง ๆ

นอกจากนี้ ยังทำให้ประชาชน ได้รู้ถึงการติดเชื้อตั้งแต่เริ่มแรก จึงจะมีโอกาสป้องกัน การแพร่เชื้อเอชไอวีไปสู่ผู้อื่น แต่ถ้าหาก ผู้ที่มีความเสี่ยง ต่อการติดเชื้อเอชไอวี เมื่อตรวจเจอเชื้อเร็ว ก็จะสามารถเข้ารับ การรักษา และรับยาต้านได้ไว เพื่อลดการเสี่ยง ในการแพร่กระจายเชื้อ ซึ่งจากเดิมที่ต้องให้ ประชาชนไป ตรวจตามโรงพยาบาล

ก็สามารถหาซื้อชุดตรวจ คัดกรองด้วยตนเอง ได้ตามร้านขายยา แต่ถ้าตรวจแล้วพบการได้รับเชื้อ ก็ควรที่จะไปตรวจยืนยัน ซ้ำตามโรงพยาบาล หรือคลินิกนิรนาม เพื่อให้ได้ผลที่ชัดเจน

ใครบ้างที่ที่ควรเข้ารับการตรวจคัดกรองการติดเชื้อเอชไอวี ?

สำหรับผู้ที่ควรเข้ารับการตรวจเอชไอวี สามารถจัดเป็นกลุ่มได้ ดังนี้

1. ผู้ที่ได้รับความเสี่ยงจากการมีเพศสัมพันธ์กับบุคคลที่มีความเสี่ยงโดยไม่ได้ป้องกัน หรือผู้ที่มักจะเปลี่ยนคู่นอนบ่อยๆ และไม่ชอบสวมใส่ถุงยางอนามัย
2. ชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชายทางทวารหนักโดยไม่ได้ป้องกัน
3. ผู้ที่เสพสารเสพติดร่วมกัน และที่ใช้เข็มฉีดยาในการเสพร่วมกัน
4. หญิงตั้งครรภ์ที่เข้ามาฝากครรภ์ที่สถานพยาบาล ไม่ต้องตกใจหากคุณหมอให้ตรวจ เนื่องจากเป็นหนึ่งในการตเรียมความพร้อมสำหรับการตั้งครรภ์และคลอด หากคุณไม่ได้ติดเชื้อเอชไอวีลูกของคุณก็จะปลอดภัย แต่หากคุณติดเชื้อเอชไอวี คุณหมอก็จะสามารถช่วยลูกของคุณได้ทันจากการติดเชื้อเอชไอวี รู้หรือไม่ว่า หากคุณแม่เป็นผู้ป่วยติดเชื้อเอชไอวี ลูกที่อยู่ในครรภ์ไม่จำเป็นต้องติดเชื้อเอชไอวีเสมอไป
5. ทารกที่เกิดจากมารดาที่ติดเชื้อเอชไอวี
6. ผู้ป่วยวัณโรค ผู้ป่วยโรคเอชไอวีระยะสุดท้ายมักจะมีโรคแทรกซ้อน
7. ผู้ที่เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
8. บุคลากรทางการแพทย์ที่เกิดอุบัติเหตุที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อเอชไอวี
9. ผู้ที่ถูกล่วงละเมิดทางเพศ

โรคเอดส์สาเหตุ ของการเกิดโรค

โรคเอดส์สาเหตุ

โรคเอดส์สาเหตุ โรคเอดส์ (AIDS) เป็นภาวะการณ์ป่วย ในขั้นสุดท้ายของ การติดเชื้อไวรัสเอชไอวี (HIV) ซึ่งเป็นเชื้อไวรัส ที่เข้าไปทำลาย เซลล์เม็ดเลือดขาว ภายในร่างกาย ทำให้ระบบภูมิคุ้มกัน มีความบกพร่องจนไม่สามารถ กำจัด หรือต่อสู้กับเชื้อ ที่เข้าไปสู่ร่างกายได้ จึงทำให้เกิด อาการเจ็บป่วยต่าง ๆ ได้ง่าย ซึ่งอาจนำไปสู่ การเสียชีวิตลงได้ ปัจจุบันนี้ ยังไม่มีวิธีการใด ที่สามารถ รักษาโรคเอดส์ ให้หายขาดได้ มีเพียงยาที่ช่วยชะลอ การพัฒนาของโรค และยังช่วยลด อัตราการเสียชีวิตลง ด้วยโรคเอดส์ หากว่าผู้ติดเชื้อรู้ตัว และได้รับการรักษา ตั้งแต่เริ่มแรก ก็อาจจะช่วย ลดความเสี่ยง ไม่ให้เชื้อเอชไอวีลุกลาม ไปสู่ระยะเอดส์ได้

โรคเอดส์สาเหตุ ที่ทำให้เกิดโรค สันนิษฐานว่ามาจากลิง ซึ่งถูกค้นพบ ที่แรกที่แถบทวีปแอฟริกา มานานกว่า 70 ปี ต่อมาโรคนี้ ก็ได้วิวัฒน์มาสู่คน

เอดส์ คือ ระยะสุดท้าย ของการติดเชื้อเอชไอวี เชื้อไวรัสเอชไอวี เมื่อเข้าสู่ร่างกาย จะมุ่งทำลายระบบภูมิคุ้มกัน ของร่างกาย ทำให้เกิด ภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง นั่นเอง

สาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดการติดเชื้อเอชไอวี คือ

– การมีเพศสัมพันธ์ การมีเพศสัมพันธ์ ผ่านทางช่องคลอด และทางทวารหนัก โดยที่ไม่ได้มีการป้องกัน หากว่ามีฝ่ายใด ฝ่ายหนึ่ง ติดเชื้อเอชไอวี อาจจะมีความเสี่ยงสูง ที่คู่นอน จะได้รับเชื้อ เข้าสู่ร่างกาย จากการมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ป้องกัน

ทั้งจากของเหลวในช่องคลอด น้ำอสุจิ หรือหากเกิดบาดแผล และมีเลือดออก จากการร่วมเพศ อีกทั้งยังรวมไปถึง การมีกิจกรรมทางเพศ โดยการใช้ปาก (Oral sex) โดยความเสี่ยง ที่อาจจะได้รับเชื้อเอชไอวี ก็ขึ้นอยู่กับปริมาณของเชื้อ ที่อยู่ในสารคัดหลั่งด้วย

เพราะปกติแล้ว การมีเพศสัมพันธ์ ด้วยปากจะมีความเสี่ยงต่ำ ที่จะติดเชื้อผ่าน ทางน้ำลายของอีกฝ่าย แต่จะมีความเสี่ยงเพิ่มมากขึ้น เมื่ออีกฝ่าย เกิดมีบาดแผลภายในช่องปาก

– การตั้งครรภ์ และการคลอด ทารกที่อยู่ในครรภ์ สามารถติดเชื้อได้ จากทั้งระหว่างที่อยู่ภาย ในครรภ์ของมารดา ระหว่างการทำคลอด และ ระหว่างที่แม่ให้นมลูก หากว่าแม่ ที่เป็นผู้ติดเชื้อเอชไอวี ได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง และต่อเนื่อง อาจจะช่วยลดความเสี่ยง ที่ลูกจะได้รับเชื้อไปด้วย

– การใช้เข็มฉีดยา หรือกระบอกฉีดยา ร่วมกับผู้ที่ติดเชื้อ อาจทำให้ได้รับเชื้อเอชไอวี จากเลือดในอุปกรณ์นั้น ซึ่งมักเกิดจาก การใช้ยาเสพติดร่วมกัน หรืออุปกรณ์ต่าง ๆ ที่ไม่ได้ทำความสะอาดมาก่อน

– การรับเลือด การรับเลือดไปยังผู้ป่วย ที่ต้องการ การรักษาอาการป่วยต่าง ๆ แต่ถ้าหากว่า เป็นการถ่ายเลือด ตามสถานพยาบาล ก็จะมีขั้นตอน ตามมาตรฐานสากล ในการคัดกรอง และตรวจเลือด ก่อนจะมีการรับบริจาค ซึ่งเกิดขึ้นตั้งแต่ 2530 และได้กลายเป็นหลักบังคับ ให้ใช้ในสถานพยาบาลทุกแห่ง ซึ่งต้องมีการตรวจคัดกรอง ก่อนที่จะบริจาคเลือด ในปี 2533 เพื่อให้มั่นใจ ได้ว่าผู้ที่มาบริจาคเลือดนั้น ไม่ได้มีการติดเชื้อไวรัสเอชไอวี หรือเชื้อต่าง ๆ ที่อาจเป็นอันตรายแฝง มากับเลือดที่บริจาค ก่อนที่จะนำไปใช้ กับผู้ป่วยที่ขาดเลือด ซึ่งหลักการสากลนี้ จะทำให้ความเสี่ยงจากการติด เชื้อไวรัสเอชไอวี ผ่านการรับเลือดลดน้อยลง เป็นอย่างมาก

การที่เรามีเชื้อไวรัสเอชไอวี อยู่ภายในร่างกายนั้น ไม่ใช่ว่าจะเป็นโรคเอดส์ อย่างที่หลายคนคิด ซึ่งอาจมีบุคคลอีกมากมาย ที่ร่างกายมีเชื้อไวรัสเอชไอวี แต่ก็ยังมีสุขภาพร่างกาย ที่แข็งแรงดี แต่เชื้อเหล่านี้ ก็จะยังค่อย ๆ เข้าไปในร่างกาย เพื่อเข้าไปทำลายระบบภูมิคุ้มกัน ให้ลดน้อยลง จึงส่งผลให้เกิดการเจ็บป่วย และอาจเกิด โรคฉวยโอกาสได้ ดังนั้น สิ่งที่ควรทำ หากมีความกังวลว่าตนเอง มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ คือ เข้ารับการตรวจ ถ้าไม่กล้าที่จะ ไปตรวจตามโรงพยาบาล ก็ให้รีบทำการ ตรวจคัดกรองเบื้องต้นด้วย ชุดตรวจคัดกรองด้วยตนเอง ปลอดภัย แม่นยำ ได้มาตรฐาน และสามารถทำการตรวจ ด้วยตนเองที่บ้าน ได้อย่างปลอดภัย เพื่อความสบายใจ และคลายความกังวลใจ เพราะหากรู้ผลตั้งแต่เนิ่น ๆ ก็จะสามารถเข้ารับการรักษา และรับยาต้านไวรัส ได้ทันเวลา และเหมาะสม

การรักษาโรคเอดส์ให้หายขาด สามารถทำได้หรือไม่

การรักษาโรคเอดส์ให้หายขาด

การรักษาโรคเอดส์ให้หายขาด โรคเอดส์ (AIDS) เกิดจากการ ติดเชื้อไวรัสเอชไอวี ซึ่งเชื้อเอชไอวี ที่ไปสู่ร่างกาย จะเข้าไปทำลาย เซลล์เม็ดเลือดขาว ซึ่งจะเป็นเซลล์ ที่ทำหน้าที่ คอยกำจัดสิ่งแปลกปลอม หรือเชื้อโรคที่เข้าสู่ร่างกาย หากเซลล์เม็ดเลือดขาว ได้ถูกทำลายลงมากขึ้นเรื่อย ๆ จะทำให้ผู้ที่ติดเชื้อ มีภูมิต้านที่ลดน้อยลง จนในที่สุดร่างกาย ก็ไม่สามารถต่อสู้กับเชื้อโรคได้ จึงทำให้ผู้ป่วยติดเชื้อ สามารถเกิดโรคแทรกซ้อน ได้ง่ายขึ้น และจะส่งผลให้เกิดโรคอื่น ๆ ตามมา เช่น วัณโรค ปอดอักเสบ เชื้อรา เป็นต้น โดยส่วนใหญ่แล้ว ผู้ป่วยโรคเอดส์ มักจะมีโอกาส ในการเสียชีวิตลง ด้วยโรคแทรกซ้อนต่าง ๆ

ในอดีตผู้ติดเชื้อเอชไอวี โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคเอดส์ จะมีความเสี่ยงในการเสียชีวิตสูงมาก หรือแทบจะไม่มีความหวัง ในการใช้ชีวิต เหมือนกับคนปกติทั่วไป จึงทำให้แพทย์มุ่งเน้น ในเรื่องของการรักษาโรคเอดส์ อย่างต่อเนื่องมาหลายสิบปี จนกระทั่งปัจจุบันนี้ ได้มีวิวัฒนาการเกิดขึ้นมากมาย เกี่ยวกับ การรักษาผู้ป่วยติดเชื้อเอชไอวี ให้มีความหวังต่อไป

สำหรับการรักษาการติดเชื้อเอชไอวี ปัจจุบันยังคงเป็นการใช้ยา เพื่อยับยั้งการแบ่งตัว ของเชื้อเอชไอวี ซึ่งจะทำให้ผู้ป่วย สามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ เหมือนกับคนทั่วไป และยังมีอายุไข ที่ใกล้เคียงกับคนปกติ แต่การที่จะรักษาการติดเชื้อ ให้หายขาดได้ ก็ยังคงอยู่ในระหว่างการพัฒนา ของทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

ในปัจจุบัน มีผู้ป่วยติดเชื้อเอชไอวี ที่สามารถรักษา ให้หายขาด เพียงรายเดียวเท่านั้น ที่ผ่านการยืนยัน ว่าได้หายจากการติดเชื้อเอชไอวีจริง ๆ ซึ่งเป็นชาวต่างชาติ ที่ติดเชื้อมานาน และได้มีการป่วย เป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาวร่วมด้วย โดยผู้ป่วยติดเชื้อดังกกล่าว ได้รับการปลูกถ่ายไขกระดูก เพื่อรักษามะเร็งเม็ดเลือดขาว ซึ่งเซลล์ที่ปลูกถ่าย จะเป็นเซลล์ชนิดพิเศษ โดยจะมีคุณสมบัติ ที่สามารถต้านการติดเชื้อเอชไอวีได้ และทำให้เชื้อเอชไอวีไม่กลับมาอีก หลังจากที่ได้มีการติดตามผลการรักษา มาเป็นระยะเวลาประมาณ 10 ปี ก็ได้พบว่า ผู้ป่วยรายนี้ ไม่ต้องกินยาต้านเชื้อไวรัสเอชไอวีต่อไปอีกแล้ว และสามารถใช้ชีวิตได้ เหมือนกับคนปกติทั่วไป

การรักษาโรคเอดส์ให้หายขาด สำหรับการวิจัย เกี่ยวกับ การรักษาการติดเชื้อเอชไอวี ให้หายขาดได้ จะสามารถแบ่งออกเป็น 3 วิธี คือ
1. การปลูกถ่าย ไขกระดูสันหลัง ดังเช่นผู้ป่วย ที่กล่าวมาในข้างต้น
2. การเริ่มยาต้านเอชไอวี อย่างเร็วภายใน 2 สัปดาห์แรก ก่อนที่ผลตรวจเลือด จะออกมาเป็นบวก
3. การรักษาด้วยวิธีอื่น ๆ เช่น การใช้ยาบางชนิดเพื่อกระตุ้นเชื้อเอชไอวี ให้ออกมาจากเซลล์

ทั้งนี้ การรักษาการติดเชื้อเอชไอวี ให้หายขาดได้ ปัจจุบันทางการแพทย์ ยังอยู่ในระหว่าง การวิจัย และคิดค้นอย่างต่อเนื่อง สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ การที่ทราบว่าตนเอง นั้นมีความเสี่ยง และเข้ารับการตรวจเลือด เพื่อหาการติดเชื้อเอชไอวี เพื่อให้ได้รู้ผลที่แน่ชัด และได้รับการรักษา ที่ถูกวิธีโดยเร็วที่สุด อย่างไรก็ตาม หากคุณมีความกังวล ว่าได้รับความเสี่ยง ในการติดเชื้อเอชไอวีมาแล้ว ควรเข้ารับการตรวจเลือด เพื่อยืนยันผลที่แน่ชัด หรือสำหรับใคร ที่ไม่กล้า ที่จะไปตรวจตามโรงพยาบาล ก็แนะนำ ให้เลือกหาชุดตรวจ ที่คัดกรองเบื้องต้นด้วยตนเอง ลอดภัย แม่นยำ และได้มาตรฐาน มาตรวจเลือด เพื่อหาเชื้อเอชไอวี เพราะหากตรวจพบเชื้อตั้งแต่เนิ่น ๆ ก็จะได้เตรียมเข้ารับการรักษา และรับยาต้านเชื้อเอชไอวี ทั้งนี้ก็หมั่นดูแลสุขภาพร่างกาย รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อสุขภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้น

เมื่อไหร่ที่คุณควรไปตรวจเลือดเพื่อหาเชื้อเอชไอวี

ผู้ที่ควรไปตรวตเลือดหาเชื้อเอชไอวี เนื่องจากได้รับความเสี่ยงมาโดยสามารถแจกแจงได้ดังนี้

  • ไปมีเพศสัมพันธ์โดยที่ไม่ได้มีการป้องกัน กับผู้ที่เราไม่ทราบผลเลือด
  • การใช้เข็มฉีดยาร่วมกับผู้อื่น
  • ตนเองมีบาดแผล และพลาดสัมผัสกับเลือด หรือสารคัดหลั่งจากผู้ที่ไม่ทราบผลเลือด บาดแผลที่กล่าวถึง หมายถึงบาดแผลที่มีลักษณะ เป็นแผลในช่องปากขนาดเล็กแล้วทำการ Oral Sex และได้มีการหลั่งภายใน
  • มีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนัก
  • การถูกล่วงละเมิดทางเพศ ผู้ที่ถูกล่วงละเมิอทางเพศไม่ว่าจะในกรณีใดก็ตาม
  • บุคลากรทางการแพทย์ที่เสี่ยงต่ออุบัติเหตุที่นำไปสู่การติดเชื้อ HIV ได้
  • หญิงตั้งครรภ์ที่มาฝากครรภ์ เป็นการตรวจเพื่อวางแผนการมีบุตร ซึ่งถ้าหากตรวจพบว่า ติดเชื้อเอชไอวี จะสามารถเข้าสู่กระบวนการดูแลคุณแม่ในการตั้งครรภ์ อย่างปลอดภัย และดูแลทารกในครรภ์ไม่ให้ติดเชื้อเอชไอวีจากคุณแม่ได้
  • ติดเชื้อโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เนื่องจากหากพบโรคใดโรคหนึ่งของโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ แพทย์จะแนะนำให้ตรวจโรคอื่นๆ เพิ่ม
  • ป่วยด้วยวัณโรค เนื่องจากเอชไอวี ทำให้เกิดภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง ทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนได้ง่าย
  • ทารกที่เกิดจากมารดาติดเชื้อ HIV

เลือดคนเป็นเอดส์เข้าปาก เสี่ยงไหม?

เลือดคนเป็นเอดส์เข้าปาก เสี่ยงไหม
เลือดคนเป็นเอดส์เข้าปาก เสี่ยงไหม ปัจจุบัน ยังมีความเชื่อผิด ๆ เกี่ยวกับ โรคเอดส์ หลายประการ ซึ่งโรคเอดส์นั้น จะเป็นโรคที่ ไม่สามารถติดต่อได้ จากการสัมผัส ไม่สามารถติดต่อได้ ผ่านการกอด และการสัมผัสภายนอกร่วมกัน เช่น ไม่ว่าจะเป็นการใช้ห้องน้ำร่วมกัน หรือรับประทานอาหารร่วมกัน นอกจากนี้ เชื้อเอชไอวี หรือโรคเอดส์ ยังไม่สามารถติดต่อได้ ผ่านทางลมหายใจ เช่น ไข้หวัด และยังไม่สามารถติดต่อได้ ผ่านทางพาหะนำโรค เช่น ยุง

โดยทั่วไปสาเหตุหลัก ๆ ใน การติดเชื้อเอดส์ ได้นั้น คือ การมีเพศสัมพันธ์ โดยที่ไม่มีการป้องกัน และยังมีข้อมูล ที่ยืนยันความชัดเจนว่า 80% ของผู้ป่วย จะติดเชื้อเอดส์ จากการมีเพศสัมพันธ์ ที่ไม่ได้มีการป้องกันใด ๆ
โรคเอดส์ (AIDS) เป็นโรค ที่เกิดจากเชื้อไวรัสเอชไอวี ที่ได้ไปทำลายระบบภูมิคุ้มกัน ของร่างกายให้มีการเสื่อมสภาพลง คุณจะเป็นโรคเอดส์ได้ ก็ต่อเมื่อได้ติดเชื้อ และละเลยที่จะเข้ารับการรักษา จนอยู่ในระยะที่อันตรายที่สุด  หรือขณะที่ ปริมาณเม็ดเลือดขาวต่ำ ฉะนั้น โรคเอดส์ คือ ระยะที่ร้ายแรง ที่สุดของการติดเชื้อเอชไอวี (HIV) จนอาจทำให้เสียชีวิตลงได้

โรคเอดส์ สามารถติดต่อได้ ผ่านทางไหนได้บ้าง
1. ติดต่อได้ ผ่านทางเลือด การใช้เข็มร่วมกัน เครื่องมือที่ไม่สะอาด อาจมีคราบเลือดปนเปื้อน หรือหากมีบาดแผล แล้วดันไปสัมผัสกับเลือด หรือสารคัดหลั่ง ของผู้ป่วยติดเชื้อเอดส์
2. ติดต่อได้ ผ่านทางการมีเพศสัมพันธ์ คือ การมีเพศสัมพันธ์ ระหว่างชายหญิง, ชายกับชาย, มีเพศสัมพันธ์ผ่านทางช่องคลอด หรือทวารหนัก ซึ่งรวมไปถึงการทำ Oral sex โดยเฉพาะการใช้ปากกับอวัยวะเพศชายที่มีเชื้อเอดส์
3. ติดต่อได้ จากแม่สู่ลูก ส่วนใหญ่แล้วจะติดต่อ ได้ในระหว่างการทำคลอด ส่วนน้อยจะติดได้ระหว่างที่เด็ก อยู่ในครรภ์ และระหว่างที่แม่ให้นมลูก

เลือดคนเป็นเอดส์เข้าปาก เสี่ยงไหม จากข้างต้นที่กล่าวมา หาก เลือดได้มีการกระเด็นเข้าปาก ถ้ามีเชื้อเอชไอวี และถ้าเชื้อ พึ่งออกจากร่างกาย ผู้ที่ติดเชื้อได้ไม่นาน โดยที่เราเองก็มี แผลในปาก ก็มีโอกาสเสี่ยงในการติดเชื้อได้ เพราะเนื่องจากว่า เลือดจะมีการสัมผัส กับเยื่อบุภายในช่องปาก แต่ถ้าหากว่าเลือด ได้ออกจากร่างกายผู้ที่ติดเชื้อ นานหลายชั่วโมงแล้ว หรือหากเลือดโดนความร้อน โดนแสงแดด เชื้ออาจจะตายหมด ถ้าหากกระเด็นเข้าปาก ก็ไม่อาจจะทำให้ มีการติดเชื้อได้

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลไหน หากคุณมีความกังวลเล็กน้อย ว่าอาจติดเชื้อเอชไอวี หรือไม่ แนะนำว่าสิ่งที่คุณควรทำ ก็คืิ การตรวจเลือดหาเชื้อเอชไอวี เพื่อคลายความกังวลใจ เพราะการตรวจเลือด จะเป็นวิธีเดียวที่จะรู้ว่า คุณติดเชื้อเอชไอวีหรือไม่ การไปตรวจเลือด เพื่อหาเชื้อเอชไอวี ตั้งแต่เนิ่น ๆ จะช่วยลดความกังวล และจะทำให้คุณ เข้ารับการรักษา ที่ถูกต้อง และเหมาะสม

หากคุณ ติดเชื้อเอชไอวี การได้รับการวินิจฉัย ตั้งแต่เริ่มแรก จะช่วยให้คุณ ดูแลสุขภาพของตนเอง อีกทั้งยังรวมไปถึง คนที่คุณห่วงใย เพราะถึงแม้ว่า ผลเลือดของคุณ จะบ่งบอกว่าคุณ คือ ผู้ป่วยที่ติดเชื้อก็ตาม อย่างน้อยผลดีของมันก็มีมากกว่าผลเสีย

โดยคุณ เข้ารับการรักษา ในระยะแรกๆ หรือระยะที่สามารถรักษาได้ ไม่ใช่ระยะเอดส์ คุณจะสามารถมีชีวิตได้ อย่างคนปกติ มีอายุขัยที่ยาวนาน หากรับประทาน ยาต้านไวรัสทุกวัน และเข้าพบคุณหมอ เพื่อเฝ้าระวังอาการสม่ำเสมอ อีกทั้งคุณยังจะสามารถ บอกกับครอบครัว หรือผู้ใกล้ชิดของคุณให้รู้ตัวได้ ซึ่งเป็นการ ป้องกันการแพร่เชื้อ คนที่คุณรักจะได้ ไม่ติดเชื้อเอชไอวี

และหากว่า ใครที่ไม่กล้าไปตรวจเลือด ตามโรงพยาบาลหรือคลินิก ก็แนะนำให้หา ชุดตรวจคัดกรองเบื้องต้นด้วยตนเอง ปลอดภัย แม่นยำ และได้มาตรฐาน มาตรวจคัดกรองเบื้องต้นก่อน เพื่อให้มีความสบายใจ คลายกังวลลงบ้าง ซึ่งการตรวจคัดกรองในปัจจุบันนี้ สามารถเชื่อถือผลได้มากกว่า 99%  ขอสนับสนุนให้ซื้อชุดตรวจ ที่มีเลขอย.ไทย

ทั้งนี้ไม่ว่าคุณจะติดเชื้อเอชไอวีหรือไม่ แอดมินก็ขอแนะนำให้ทุกคนออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ดูแลสุขภาพ ให้แข็งแรงอยู่เสมอ เพื่อช่วยให้ระบบต่างๆ ในร่างกายของเรา ทำงานได้อย่างสมดุล

วิธีสังเกตคนเป็นเอดส์

วิธีสังเกตคนเป็นเอดส์
วิธีสังเกตคนเป็นเอดส์ โรคเอดส์ เป็นระยะสุดท้ายของการติดเชื้อเอชไอวี ย่อมาจากคำว่า (Human Immunodeficiency Virus) เป็นเชื้อไวรัส ซึ่งในขณะที่โรคเอดส์ (Acquired Immune Deficiency Syndrome) จะเป็น กลุ่มอาการของโรค ที่เกิดจากการติดเชื้อเอชไอวี ซึ่งจะเกิดขึ้นได้ เมื่อระบบภูมิคุ้มกัน ของร่างกายได้ถูกเชื้อไวรัส ทำลายไปแล้ว จนทำให้ร่างกายของ ผู้ป่วยไม่สามารถต่อสู้ กับเชื้อโรคต่าง ๆ ได้ ด้วยเหตุผลนี้ จึงทำให้ร่างกายของผู้ป่วย อาจมีภาวการณ์ติดเชื้อ แทรกซ้อนได้ง่าย

โรคเอดส์ติดต่อได้อย่างไร
โรคเอดส์ เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ที่มีสาเหตุมาจาก การติดเชื้อไวรัสเอชไอวี (HIV) ซึ่งในความคิดของหลาย ๆ คน เชื่อว่าโรคนี้ สามารถติดต่อกันได้ง่าย จนทำให้หลายคนรู้สึกเป็นกังวล เมื่อต้องเข้าไปอยู่ใกล้ชิด หรือ แม้แต่การใช้ของร่วมกันกับผู้ป่วยที่ติดเชื้อ ทว่าโรคเอดส์นั้นสามารถ ติดต่อกันทางใดได้บ้าง เรื่องนี้นับเป็นเรื่องที่ทุกคนจะต้องเรียนรู้ และศึกษาเพื่อทำความเข้าใจให้ถูกต้อง เตรียมรับมือกับความเสี่ยง ได้อย่างถูกต้องเหมาะสมโรคเอดส์เกิดจาก เชื้อไวรัสที่มีชื่อว่า Human Immunodeficiency Virus ซึ่งอาศัยอยู่ในสารคัดหลั่งต่าง ๆ ของร่างกายผู้ป่วย ได้แก่ เลือด อสุจิ นำหล่อลื่นจากอวัยวะเพศชาย หรือ ของเหลวที่อยู่ในช่องคลอด และทวารหนัก ทั้งนี้ยังรวมไปถึงน้ำนมที่ให้ทารกดูดกิน โดยทั่วไปแล้ว คนที่จะติดเชื้อไวรัสเอชไอวีได้นั้น ก็ต่อเมื่อไปสัมผัส กับสารคัดหลั่งโดยตรงทั้งๆ ที่มีบาดแผล หรือเยื่อเมือกบุผิวภายในช่องปาก ช่องคลอด หรือทวารหนัก

ลักษณะอาการของคนเป็นเอดส์

1. สังเกตว่าตัวเอง มีความเหนื่อยมาก โดยไม่มีสาเหตุ ซึ่งอาการเหนื่อยล้า อาจจะเป็นสัญญาณ ของโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ แต่นั่นก็อาจจะเป็น อาการของคนที่ติดเชื้อเอชไอวีหลาย ๆ คนประสบ หากว่าคุณรู้สึกถึงอาการนี้เพียงอย่างเดียวก็ไม่ต้องตกใจอะไร แต่นี่ก็เป็นสิ่งที่คุณควรที่จะหาสาเหตุเช่นกัน ซึ่งอาการเหนื่อยล้าอย่างรุนแรงจะแตกต่างกับความรู้สึกง่วงนอนเฉย ๆ หากว่าคุณรู้สึกเหนื่อยอยู่ตลอดเวลาแม้พึ่งจะนอนมาเต็มอิ่มหรือเปล่า ถ้าอาการเหล่านี้ยังคงอยู่หลายสัปดาห์หรือหลายเดือน คุณควรไป ตรวจเพื่อหาความแน่ใจว่าไม่ได้ติดเชื้อเอชไอวี

2. สังเกตว่ามีไข้ หรือมีเหงื่อออกมาก ในตอนกลางคืนหรือไม่ เพราะอาการเหล่านี้ มักจะเกิดขึ้นในช่วงเริ่มต้น ของการติดเชื้อเอชไอวี ซึ่งจะเป็นระยะของการติดเชื้อเริ่มแรก หรือระยะเฉียบพลัน หลาย ๆ คนอาจจะไม่มีอาการเหล่านี้ แต่บางคน ก็จะมีอาการเหล่านี้เกิดขึ้น หลังจากติดเชื้อเอชไอวีแล้ว 2-4 สัปดาห์

3. สังเกตว่าต่อมที่คอ รักแร้ หรือขาหนีบนั้นบวมหรือไม่ หากต่อมน้ำเหลือง มีการบวมจะเป็นการตอบสนอง ต่อการติดเชื้อของร่างกาย ซึ่งคนที่ติดเชื้อเอชไอวี ในช่วงแรกนั้น จะไม่ได้มีอาการนี้ทุกคน แต่ในกลุ่มคนที่มีอาการเหล่านี้ มักจะมีอาการต่อมน้ำเหลือง บวมรวมอยู่ด้วย

4. สังเกตว่ามีอาการคลื่นไส้ อาเจียน และท้องเสียหรือไม่ อาการเหล่านี้ถึงแม้ว่า จะเป็นอาการร่วมของไข้หวัดใหญ่ แต่ก็อาจจะเป็นสัญญาณเตือน ของการติดเชื้อเอชไอวีในระยะเริ่มแรกได้เช่นกัน เพราะถ้าอาการเหล่านี้คงอยู่เป็นเวลานาน ควรที่จะรีบเข้ารับการตรวจโดยเร็ว

5. สังเกตว่ามีแผลเปื่อย ตามบริเวณปาก หรืออวัยวะเพศหรือไม่ เพราะถ้าคุณมีแผลเปื่อย ตามบริเวณปากควบคู่ไปกับอาการอื่น ๆ ข้างต้น โดยเฉพาะถ้าปกติแล้ว หากคุณไม่ค่อยได้เป็นแผลเปื่อยๆ ที่บริเวณปากสักเท่าไหร่ นี่ก็อาจจะเป็นสัญญาณ ของการติดเชื้อเอชไอวีขั้นต้นได้ การเป็นแผลเปื่อยที่อวัยวะเพศ ก็อาจเป็นสัญญาณเตือนว่า คุณอาจติดเชื้อเอชไอวีได้เช่นกัน

วิธีสังเกตคนเป็นเอดส์ หากใช้สังเกตผู้อื่น ก็อาจจะทำได้ยาก เพราะบางครั้งก็เป็นอาการที่ต้องได้ยินจากผู้ป่วยเอง แต่หากใช้สังเกตตนเองก็พอที่จะสามารถทำได้ และที่สำคัญอย่าลืมสังเกตว่าตนเองนั้นเสี่ยงหรือไม่เสี่ยงจากเชื้อเอชไอวี จะฟักตัวกลายเป็นโรคเอดส์แบบเต็มขั้นซึ่งจะใช้เวลานานกว่า 10 ปี ซึ่งระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายนั้นได้ถูกทำลายไปแล้ว และจะก่อให้เกิดโรคต่าง ๆ ได้ง่าย

นั่นก็คือโรคการติดเชื้อฉวยโอกาส อาจจะมีอยู่หลากหลายชนิด เช่น อาการไข้เรื้อรังไอเป็นเลือด เยื่อหุ้มสมองอักเสบ วัณโรค และอาการปวดหัวอย่างรุนแรง เป็นต้น

จากที่กล่าวมาข้างต้น หากคุณคิดว่าตนเองนั้น อาจจะมีความเสี่ยง ต่อการติดเชื้อเอชไอวี หรือเอดส์ ควรเข้ารับการตรวจเลือด โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งการเข้ารับการตรวจตั้งแต่เนิ่น ๆ อาจจะเป็นผลดีกับคุณ เพราะอาจช่วยคลายความกังวลใจ และทำให้ได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง และปลอดภัย ซึ่งหากว่าได้รับการตรวจเลือดหาเชื้อแล้ว ก็ควรที่จะไปตรวจซ้ำอีกครั้งที่ครบ 3 เดือน เพื่อเป็นผลดีต่อสุขภาพ และตัวคุณเอง หรือหากใครที่ไม่สะดวกไปตรวจกับแพทย์ แนะนำให้ซื้อ ชุดตรวจคัดกรองด้วยตนเอง แม่นยำ ปลอดภัย มาตรฐานเดียวกับโรงพยาบาล มาตรวจคัดกรองเบื้องต้นก่อน เพื่อความสบายใจของคุณ

โรคเอดส์ระยะสุดท้ายจะอยู่ได้นานกี่วัน

โรคเอดส์ระยะสุดท้ายจะอยู่ได้นานกี่วัน

โรคเอดส์ระยะสุดท้ายจะอยู่ได้นานกี่วัน โรคเอดส์ (AIDS) เกิดจากการ ติดเชื้อไวรัสเอชไอวีในขั้นสุดท้าย ซึ่งเชื้อได้เข้าไปทำลายระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ให้มีความบกพร่อง และเสื่อมสภาพลง เมื่อเชื้อไวรัสเอชไอวีเข้าสู่ร่างกาย จะเข้าไปทำลายเซลล์เม็ดเลือดขาว ซึ่งทำหน้าที่กำจัดสิ่งแปลกปลอม ที่เข้าสู่ร่างกาย

หากเซลล์เม็ดเลือดขาว ได้ถูกทำลายมากขึ้น จะทำให้ผู้ป่วย มีภูมิคุ้มกันที่ต่ำลง จนร่างกาย ไม่สามารถต่อสู้กับเชื้อโรค ที่เข้าไปสู่ร่างกายได้ หลังจากนั้น ร่างกายของผู้ป่วย จะสามารถติดเชื้อฉวยโอกาส ได้ง่ายขึ้น เช่น วัณโรค ปอดบวม เชื้อรา โดยส่วนมากผู้ป่วยโรคเอดส์ มักจะเสียชีวิตจากโรคแทรกซ้อนต่าง ๆ โรคเอดส์ระยะสุดท้าย อยู่ได้กี่วัน

การติดเชื้อเอชไอวี จะแบ่งเป็น 3 ระยะหลัก ๆ คือ

– ระยะเฉียบพลัน (Acute HIV Infectious) เป็นระยะแรก ของการติดเชื้อเอชไอวี ที่เกิดขึ้นระหว่าง 2-4 สัปดาห์ หลังจากการติดเชื้อ ซึ่งในระยะนี้ผู้ที่ติดเชื้อในจำนวนมาก จะเริ่มมีอาการ เหมือนกับเป็นไข้หวัดใหญ่ เช่น มีไข้ เจ็บคอ ปวดเมื่อยตามร่างกาย มีผื่น และปวดหัว จะเรียกอาการเหล่านี้ว่า acute retroviral syndrome หรือ ARS ซึ่งเกิดขึ้น จากร่างกายที่ ตอบสนองต่อการติดเชื้อเอชไอวี ในระยะนี้เชื้อไวรัส อาจจะเพิ่มขึ้น เป็นจำนวนมากในร่างกาย จนทำให้เซลล์เม็ดเลือดขาว ในร่างกายลดลงอย่างรวดเร็ว และเป็นระยะที่ มีความเสี่ยงสูงมาก ที่ผู้ป่วยติดเชื้อ จะแพร่กระจายเชื้อไวรัสไปสู้ผู้อื่น

– ระยะสงบทางคลินิก (Clinical Latency Stage) เป็นระยะที่ เชื้อไวรัสจะอยู่ในร่างกาย โดยที่ไม่มีการแสดงอาการใด ๆ อย่างมาก ก็มีอาการเพียงเล็กน้อย บางครั้งจะเรียกระยะนี้ว่า ระยะติดเชื้อเรื้อรัง (chronic HIV infection) หรือ ระยะติดเชื้อโดยไม่มีอาการ (asymptomatic HIV infection) ซึ่งในระยะนี้ เชื้อไวรัสจะมีปริมาณเพิ่มมากขึ้น ในระดับต่ำ จะใช้เวลานานถึง 10 ปี แต่สำหรับผู้ป่วยที่ติดเชื้อ บางคนอาจใช้เวลาน้อยกว่านั้น

– ระยะโรคเอดส์ (AIDS) เป็นระยะที่การติดเชื้อเอชไอวี ได้พัฒนามาเป็นโรคเอดส์  ซึ่งระบบภูมิคุ้มกันที่แข็งแรง มีปริมาณเซลล์เม็ดเลือดขาวอยู่ระหว่าง 500 -1,600 ในขณะที่ผู้ป่วยโรคเอดส์ มีเซลล์เม็ดเลือดขาวที่ต่ำกว่า 200 เมื่อถึงจุดนี้ ระบบภูมิคุ้มกันถูกทำลายไป อย่างรุนแรงจนทำให้ผู้ป่วยเกิดการติดเชื้อฉวยโอกาสได้ง่าย ซึ่งเกิดจากเชื้อโรคที่ไม่ได้ก่อให้เกิดโรค ในคนที่มีระบบภูมิคุ้มกันที่แข็งแรง แต่จะทำให้เกิดโรคขึ้นกับผู้ที่มีระบบภูมิคุ้มกันที่อ่อนแอ ไม่ว่าผู้ติดเชื้อจะมีปริมาณเซลล์เม็ดเลือดขาวเท่าใดก็ตาม หากเกิดการติดเชื้อฉวยโอกาสอย่างใดอย่างหนึ่งหรืออาจมากกว่านั้น ก็ถือว่าผู้ติดเชื้อนั้นเป็นโรคเอดส์

โรคเอดส์ระยะสุดท้ายจะอยู่ได้นานกี่วัน จากที่กล่าวมา ผู้ติดเชื้อเอดส์ ที่ไม่มีการแสดงอาการใด ๆ จะสามารถ มีชีวิตอยู่ได้นานหลายปี หรือบางรายจะอยู่ได้ถึง 10 ปีโดยที่ไม่มีอาการ ทั้งนี้อาจขึ้นอยู่ กับการดูแลรักษาสุขภาพทั้งร่างกาย และจิตใจ รวมถึงต้องไม่ไปรับเชื้อมาเพิ่มอีก นอกจากนี้ยังพบว่า ผู้ที่มีกำลังใจที่แข็งแรง จะสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้เป็นปกติ นานกว่าผู้ที่หมดกำลังใจ

การดูแลตัวเองในผู้ป่วยนั้นก็สำคัญมากๆ พอกับการรักษา ผู้ป่วยคนทานยาสม่ำเสมอในทุกวัน รับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ งดบุหรี่ และแอลกอฮอล์ที่ทำให้ร่างกายต้องทำงานหนัก

ดังนั้นสิ่งที่ผู้ป่วยติดเชื้อ ต้องการมากที่สุดก็คือ ความเห็นใจ การยอมรับจากครอบครัว และสังคมคนรอบข้าง สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการแล้ว จะพบว่าส่วนใหญ่จะเสียชีวิตลงภายใน 1-2 ปี อย่างไรก็ตาม จะมีผู้ป่วยที่ติดเชื้อเอดส์หลายคน สามารถมีชีวิตอยู่ได้นานกว่า 5 ปีขึ้นไป และไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม หากมีความกังวลเล็กน้อยว่าอาจติดเชื้อ การได้รับการวินิจฉัยตั้งแต่เนิ่น ๆ อาจจะเป็นผลดี กับสุขภาพของคุณ

ฉะนั้น จึงควรไปตรวจการติดเชื้อได้ ตามโรงพยาบาล หรือหาซื้อ ชุดตรวจคัดกรองด้วยตนเอง ที่มีความปลอดภัย แม่นยำ ได้มาตรฐาน มาทำการตรวจเบื้องต้น เพื่อความสบายใจ และจะได้เตรียมรับมือ กับปัญหาที่เกิดขึ้น  และเข้ารับการรักษาได้ทัน

ภายหลังจากที่ อย.  ได้ปลดล็อค ให้คนไทยทุกคน สามารถเข้าถึง ชุดตรวจ HIV ด้วยตัวเอง ได้แล้ว ซึ่งสามารถตรวจได้เอง และทราบผลได้ในทันที ใช้เวลาไม่นาน ตรวจได้เองที่บ้าน รวมทั้งได้ผลแม่นยำสูง ไม่มีความแตกต่างกับการไปตรวจที่สถานพยาบาลต่างๆ โดยวัตถุประสงค์ของ อย. นั้น ก็เพื่อลดจำนวนผู้ติดเชื้อเอชไอวี และให้ผู้มีความเสี่ยงทราบผลเร็วขึ้นเพื่อนำไปสู่การดูแลและรักษาป้องกันการแพร่เชื้อในทันที

 

ปากเป็นแผลกินข้าวร่วมกับคนเป็นเอดส์ เสี่ยงไหม

ปากเป็นแผลกินข้าวร่วมกับคนเป็นเอดส์ เสี่ยงไหม

ปากเป็นแผลกินข้าวร่วมกับคนเป็นเอดส์ เสี่ยงไหม โรคเอดส์ (AIDS) จะเป็นภาวะการป่วย ในขั้นสุดท้าย ของการติดเชื้อเอชไอวี (HIV) ที่เชื้อได้ไปทำลายระบบภูมิคุ้มกัน ของร่างกายให้มีความบกพร่อง จนไม่สามารถต่อสู้ กับเชื้อ ที่เข้าไปสู่ร่างกายได้ จนทำให้ร่างกาย เกิดการเจ็บป่วยได้ง่าย จนนำไปสู่กรเสียชีวิต ซึ่งในปัจจุบัน ก็ยังไม่มีวิธีที่จะรักษาโรคเอดส์ ให้หายขาดได้ มีเพียงยาที่ช่วยชะลอการพัฒนาของโรค และลดอัตราการเสียชีวิตลงด้วยโรคนี้ หากว่าผู้ป่วยรู้ตัว และเข้ารับการรักษาตั้งแต่เริ่มแรก อาจจะช่วยลดความเสี่ยง ไม่ให้เชื้อไวรัสเอชไอวี สามารถลุกลาม ไปสู่ภาวะของโรคเอดส์ได้

อาหารเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ในชีวิตประจำของมนุษย์ เพราะอาหารมีคุณค่าทางโภชนาการ และยังเป็นสิ่งที่สำคัญ สำหรับผู้ป่วยที่ติดเชื้อเอชไอวี เพราะอาหารจะมีบทบาท ในการสร้างระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ให้แข็งแรงเพื่อไปต่อสู้กับเชื้อโรค ที่อยู่ภายในร่างกาย ซึ่งในสังคมสมัยนี้ จะมีหลายคนที่เข้าใจผิด ๆ ว่าการใช้ชีวิต ร่วมกับผู้ติดเชื้อเอชไอวี จะส่งผลให้ตนเอง มีการติดเชื้อไปด้วย อย่างไรก็ตาม เชื้อเอชไอวี นั้นไม่ได้ติดกันง่าย ๆ เพราะการดูและ และรักษาในปัจจุบันนี้ มีความก้าวหน้า จึงทำให้ผู้ป่วยที่ติดเชื้อ มีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง และใช้ชีวิตได้ตามปกติ เหมือนกับคนทั่วไปได้

เชื้อเอดส์อยู่ด้านนอกได้หรือไม่ อยู่ได้นานแค่ไหน

ถึงแม้ว่า เชื้อไวรัสเอดส์นี้ จะรุนแรงเมื่ออยู่ในร่างกาย แต่หากอยู่ด้านนอกนั้นก็เหมือนกับว่า เป็นเพียงสิ่งมีชีวิตที่มีอายุสั้น ไม่สามารถทนต่อสภาวะแวดล้อมภายนอกได้ ซึ่งจะอยู่ได้นานแค่ไหนนั้น ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับสิ่งแวดล้อม ถ้าหากสิ่งเเวดล้อมนั้น มีความร้อน มีความเป็นกรด เป็นด่าง ก็จะตายไปทันที แต่ถ้าได้ที่เหมาะสมๆ มีความชื้นดีๆ หรือห้องที่มีอุณหภูมิราวๆ 20 องศาเซลเซียส ก็จะอยู่ได้ หลายวันแต่ไม่ถึงสัปดาห์

3 สาเหตุหลัก ๆ ของการติดเชื้อเอชไอวี หรือเอดส์ คือ
1. การมีเพศสัมพันธ์ โดยที่ไม่ได้ป้องกัน การมีเพศสัมพันธ์ ผ่านทางช่องคลอด หรือทวารหนัก โดยที่ไม่ได้มีการป้องกันใด ๆ ล้วนแต่มีความเสี่ยง ในการติดเชื้อได้ ทั้งนี้รวมถึง การมีเพศสัมพันธ์โดยการใช้ปาก (Oral sex) หากผู้ที่เป็นฝ่ายกระทำ แล้วเกิดมีบาดแผลภายในช่องปาก โอกาสเสี่ยงที่จะติดเชื้อนั้นสูงมาก ๆ
2. การรับเลือด การใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน หรือเครื่องมือ ที่ไม่ได้ทำความสะอาด มีคราบเลือดปนเปื้อน และหากว่ามีบาดแผลที่มือ แล้วไปสัมผัสกับสารคัดหลั่งของผู้ป่วย ก็มีโอกาสติดเชื้อได้
3. จากแม่สู่ลูก ส่วนใหญ่ จะติดระหว่างการตั้งครรภ์ ส่วนน้อยจะได้ในระหว่างการทำคลอด และระหว่างให้นมลูก

นอกจาก 3 สาเหตุนี้แล้ว ก็ยังสามารถ ใช้ชีวิตร่วมกันได้ตามปกติ ไม่ว่าจะเป็นการรับประทานอาหาร การใช้ห้องน้ำร่วมกัน แต่ก็ควรทำความสะอาดทุกครั้ง ก่อนใช้งานเสมอ อย่างไรก็ตาม การที่รับประทานอาหา ร่วมกับผู้ป่วยติดเชื้อ จะไม่ได้ทำให้ติดเชื้อได้ เพราะถึงแม้ว่า ในน้ำลายจะปริมาณของเชื้ออยู่ แต่ก็มีน้อยมาก ๆ โอกาสที่จะติด คือ ต้องได้รับน้ำลายในปริมาณเป็นลิตร ๆ แต่ถ้าหากว่ามีบาดแผลภายในปาก โอกาสที่จะติดเชื้ออาจมีได้ แต่น้อยมาก

ปากเป็นแผลกินข้าวร่วมกับคนเป็นเอดส์ เสี่ยงไหม ทั้งนี้ต้องพิจารณา ถึงปัจจัย และวิธีในการทานด้วย เช่น ทานช้อนเดียวกัน ทานจานเดียวกัน ทานอาหารแบบมีกับอยู่ส่วนกลาง จานข้าว และช้อนส้อมของใครของมัน เป็นต้น การรับประทานช้อนเดียวกัน หากคุณมีบาดแผลในปาก โอกาสที่จะสิ่งมีบ้าง แต่ยังคงเป็นความเสี่ยงที่น้อย

จากข้างต้นที่กล่าวมา เชื้อไวรัสเอชไอวี หรือเอดส์นั้นไม่ได้ติดกันง่าย ๆ ดังนั้นหากผู้ที่กังวล ว่าตนเองนั้นอาจมีความเสี่ยงในการติดเชื้อ แนะนำให้หา ชุดตรวจคัดกรองเบื้องต้น ที่มีความแม่นยำ ปลอดภัย มีมาตรฐาน มาลองตรวจดูก่อนเพื่อความสบายใจ และคลายความกังวล เพราะหากว่ารู้ผลก่อนจะได้รับมือ และเข้ารับการรักษาตั้งแต่เริ่มแรก ทั้งนี้ก็ควรรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ กินร้อน ช้อนกลาง เพื่อสุขอนามัยที่ดีต่อสุขภาพ

ทำไมจึงจำเป็นต้องตรวจหาเชื้อเอชไอวี
ในปัจจุบันมีสถิติผู้ป่วยติดเชื้อเอชไอวมีจำนวนหากคุณกังวลเพียงเล็กน้อยว่าคุณอาจติดเชื้อเอชไอวี คุณควรทำการตรวจเลือด เป็นวิธีการที่รวดเร็วและง่ายดายและบริการฟรีในหลายๆ แห่ง

วิธีการเดียวที่จะรู้ว่าคุณติดเชื้อเอชไอวีหรือไม่คือการตรวจเลือดเพื่อหาเชื้อเอชไอวี การตรวจเลือดแต่เนิ่นๆ ช่วยลดความกังวลใจและทำให้คุณได้รับการดูแลรักษาที่ถูกต้อง

หากคุณติดเชื้อเอชไอวี การได้รับการวินิจฉัยแต่เริ่มแรกทำให้คุณสามารถดูแลสุขภาพของตัวเองและคู่ครองรวมถึงคนอื่นที่คุณห่วงใย ถึงแม้ผลเลือดจะบ่งชี้ว่าคุณมีการติดเชื้อ การได้รู้ว่าตัวเองมีการติดเชื้อจะทำให้คุณสามารถดูแลรักษาสุขภาพของตัวเองและใช้ชีวิตอย่างเหมาะสม

นอกเหนือจาก การติดเชื้อเอชไอวีแล้ว ควรได้รับการตรวจหาเชื้อ เพื่อให้แน่ใจว่า ไม่มีการติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์อย่างอื่นร่วมด้วย เช่น หนองในแท้/เทียม ซิฟิลิส ไวรัสตับอักเสบ บี ซี เป็นต้น