HIV รักษาหายไหม เอชไอวีกับระยะต่าง ๆ ของโรค

hiv รักษาหายไหม

 

HIV รักษาหายไหม ? ปัจจุบันนี้เชื้อไวรัสเอชไอวี (HIV) เป็นเชื้อไวรัสที่หากได้เข้าสู่ร่างกายของเราแล้วนั้น ก็จะเข้าไปทำลายเซลล์เม็ดเลือดขาว จนส่งผลให้ระบบภูมิคุ้มกันร่างกายนั้นทำงานบกพร่อง หรืออ่อนแอลง

 

นอกจากนี้ยังส่งผลให้ร่างกายของผู้ติดเชื้อนั้น ไม่สามารถต้านทานต่อเชื้อโรคต่าง ๆ ได้ ทั้งยังเปิดโอกาสทำให้ร่างกายได้รับความเสี่ยงต่อการเกิดโรคฉวยโอกาสได้ง่ายอีกด้วย  หรือโรคแทรกซ้อนที่อาจส่งผลกระทบและทำร้ายร่างกายได้

 

อาทิเช่น วัณโรคปอด มะเร็งต่อมน้ำเหลือง โรคทางสมอง เป็นต้น ซึ่งอาการต่าง ๆ เหล่านี้อาจรุนแรงจนถึงขั้นส่งผลให้เสียชีวิตลงได้

 

HIV รักษาหายไหม ? อย่างไรก็ตาม เชื้อเอชไอวียังสามารถรักษาให้เชื้อไม่ลุกลาม หรือเรียกว่าควบคุมให้อยู่ในระดับต่ำไม่ส่งผลต่อร่างกายได้ ถ้าหากเรารู้ตัวเร็ว แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่เราปล่อยให้เชื้อเอชไอวีลุกลามไปสู่ระยะเอดส์ ซึ่งถือว่าเป็นระยะสุดท้ายของการติดเชื้อ อาจทำให้การรักษานั้นเข้าสู่ขั้นตอนที่ยากมากขึ้น

 

เพราะโรคเอดส์ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ มีเพียงแต่ยาที่ช่วยในการชะลอการพัฒนาโรค และเพื่อลดโอกาสเสี่ยงต่อการเสียชีวิตลงด้วยโรคเอดส์

 

การติดเชื้อเอชไอวีนั้น สามารถแบ่งออกเป็น 3 ระยะ ด้วยกันคือ

– ระยะเฉียบพลัน เป็นระยะแรกของการติดเชื้อเอชไอวี คือร่างกายได้รับเชื้อมาแล้ว 2-4 สัปดาห์ ซึ่งเชื้อจะเพิ่มปริมาณมากขึ้นอย่างรวดเร็ว

จนส่งผลให้เซลล์เม็ดเลือดขาว หรือ CD4 ลดลงอย่างรวดเร็วเช่นกัน ในระยะนี้ผู้ป่วยจะมีอาการคล้าย ๆ กับเป็นไข้หวัดใหญ่ ไข้ เจ็บคอ ผื่นขึ้น

ปวดเมื่อยตามร่างกาย หรือต่อมน้ำเหลืองโต และในระยะนี้นั้นมีโอกาสสูงมากที่จะแพร่กระจายเชื้อไปสู่ผู้อื่น เนื่องจากไม่ได้สังเกต และคิดว่าป่วยด้วยโรคทั่วไป

– ระยะสงบ เป็นระยะที่ร่างกายจะไม่มีการแสดงอาการ หรืออาจมีอาการเพียงเล็กน้อยเหมือนระยะแรก แต่ในระยะนี้เชื้อเอชไอวี

จะค่อย ๆ เพิ่มปริมาณมากขึ้น และทำลายระบบภูมิคุ้มกันให้ค่อย ๆ ลดลง ซึ่งการติดเชื้อในระยะนี้สามารถอยู่ได้นานถึง 10 ปี

– ระยะโรคเอดส์ เป็นระยะสุดท้ายของการติดเชื้อ ซึ่งเป็นระยะที่ภูมิคุ้มกันร่างกายได้ถูกทำลายลงอย่างหนัก

จนส่งผลให้ปริมาณของเซลล์ CD4 ลดลงต่ำกว่า 200 จากปกติที่มี 500-1,600 ทำให้ผู้ป่วยในระยะนี้มีโอกาสติดเชื้อชนิดอื่นได้ง่าย

โดยในระยเอดส์นี้ ผู้ป่วยจะมีอาการปอดอักเสบ เหนื่อยง่าย น้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็ว ท้องเสียเรื้อรัง มีเหงื่อออกตอนกลางคืน

มีผื่นขึ้นตามร่างกาย มีฝ้าขาวหรือราในช่องปาก ต่อมน้ำเหลืองที่คอโต รักและขาหนีบบวมโต ซึ่งอาการร้ายแรงจนถึงขั้นอาจทำให้เสียชีวิตลงได้

 

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันนี้ โรคติดเชื้อเอชไอวี ไม่สามารถ รักษาให้ หายขาดได้ มีเพียงแต่ยา ที่ช่วยใน การชะลอ การพัฒนาโรค

แต่ทั้งนี้มี การคิดค้น เทคโนโลยีวิธี การรักษา ให้หายขาด มาโดยตลอด ซึ่งคาดว่า จะประสบความสำเร็จ ในอีกไม่นาน

ทั้งนี้ขอ ให้ผู้ติด เชื้อทั้งรายเก่า และใหม่ ดูแลตนเอง ให้ดีที่สุด เพื่อรอการ รักษา ให้หายขาด ที่จะเกิดขึ้น ในอนาคต อันใกล้นี้

 

สำหรับใคร ที่ได้รับ ความเสี่ยงต่อ การติดเชื้อมา สามารถ ทำการตรวจ คัดกรองเบื้องต้น ได้ด้วยตนเอง

เพราะปัจจุบันนี้ มี ชุดตรวจเอชไอวีด้วยตนเอง วางจำหน่ายตาม ร้านขายยา เพื่อเป็นทางออก ให้แก่ประชาชน ทั่วไป

ได้เข้าถึงการ ตรวจเอชไอวีกัน ได้ง่ายมากขึ้น เพราะการ ตรวจหา เชื้อเอชไอวี ตั้งแต่เนิ่น ๆ อาจช่วย ให้เรารู้

ทราบถึง สถานะ ร่างกาย ของตนเอง ได้เร็ว เพราะหาก ติดเชื้อ ก็จะ สามารถ เข้ารับ การรักษา ได้อย่าง ถูกต้อง และเหมาะสม

 

 

 

 

 

 

ชุดตรวจซิฟิลิส ร้านขายยา มีขายหรือเปล่า Syphilis โรคติดต่อทางเพศ

ชุดตรวจซิฟิลิส ร้านขายยา

 

ร้านขายยา มีชุดตรวจซิฟิลิส ขายหรือเปล่า Syphilis โรคติดต่อทางเพศ

ชุดตรวจซิฟิลิส ร้านขายยา มีขายไหม ปัจจุบันนี้ ถึงแม้ว่า โรคซิฟิลิส จะสามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่การแพร่ระบาด

ของเชื้อซิฟิลิสนั้นก็ยังเพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจากว่าโรคนี้เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ชนิดหนึ่ง ที่มีสาเหตุ

มาจากการติดเชื้อแบคทีเรียชื่อว่า Treponema Pallidum สามารถติดต่อได้จากการสัมผัสเข้ากับสารคัดหลั่ง

บาดแผล อวัยวะเพศ ปาก ทวารหนัก ช่องคลอด หรือเนื้อเยื่อส่วนต่าง ๆ บนร่างกายของผู้ป่วยซิฟิลิส

 

โดยปกติแล้วผู้ป่วยซิฟิลิสในระยะแรกมักมีอาการที่แสดงให้เห็นไม่ชัดเจน ฉะนั้น หากปล่อยไว้เป็นเวลานาน

โดยไม่เข้ารับการรักษาอย่างถูกต้อง อาจส่งผลให้เชื้อซิฟิลิสนั้นลุกลามและรุนแรงมากขึ้นได้

 

ชุดตรวจซิฟิลิส ร้านขายยา มีขายไหม ถึงแม้ว่าการเข้ารับการตรวจหาเชื้อจะเป็นเพียงวิธีเดียวที่จะทำให้คุณรู้ว่า

คุณติดเชื้อซิฟิลิสหรือไม่ หรือการไปพบแพทย์ เพื่อวินิจฉัยก็ตาม แต่ที่ตรวจซิฟิลิสนั้น ก็ยังไม่มีจำหน่ายที่ร้านขายยา

 

ในปัจจุบันนี้การวินิจฉัยโรคซิฟิลิส จะสามารถทำได้ด้วยกันทั้งหมด 3 วิธี คือ

– การตรวจแบบ Dark Field Exam วิธีนี้จะเป็นการตรวจด้วยการส่องกล้องจุลทรรศน์ เพื่อตรวจหาเชื้อแบคทีเรีย โดยจะเก็บตัวอย่างเชื้อบนผิวหนัง น้ำเหลืองจากแผล หรือผื่น เพื่อไปวินิจฉัยหาการติดเชื้อในระยะแรก หรือระยะสอง

 

– การตรวจเลือด เพื่อหาภูมิคุ้มกัน ซึ่งวิธีนี้จะแยกเป็น 2 วิธี ได้แก่

    • การเจาะเลือดแบบไม่เฉพาะเจาะจง ต่อเชื้อซิฟิลิส ได้แก่ การตรวจแบบ VDRL และ RPR ซึ่งหากร่างกาย ของเราได้รับเชื้อมาแล้ว และเริ่มแสดงอาการ ในระยะแรก หากทั้งสอง วิธีการตรวจนี้ ให้ผลบวก จะต้องทำการเจาะเลือด อีกครั้ง เพื่อยืนยัน ผลตรวจที่แน่ชัด
    • การเจาะเลือด แบบเฉพาะเจาะจงต่อเชื้อซิฟิลิส ได้แก่ FTA-ABS และ MHA-TP ทั้งสองวิธีนี้ จะเป็น การตรวจแบบสำหรับ ผู้ที่เคยป่วยเป็นซิฟิลิสมาก่อน แต่ถึงแม้ว่า จะรักษาหายแล้ว ก็ตาม อาจจะให้ผลบวกได้ โดยที่ไม่จำเป็น ต้องเป็นโรค ในขณะนั้นก็ได้

– การตรวจ น้ำไขสันหลัง (Cerebrospinal Fluid Test) การตรวจด้วยวิธีนี้ จะใช้ในกรณี ที่มีความสงสัยว่า ผู้ป่วยมีการติดเชื้อ ในระบบประสาทเท่านั้น

 

นอกจากนี้ ในปัจจุบันนี้ สำหรับท่าน ที่มีความเสี่ยง ต่อการติดเชื้อ สามารถเดินทาง ไปตรวจหา เชื้อได้ตาม โรงพยาบาลรัฐ

โรง พยาบาลเอกชน หรือ คลินิกนิรนาม แต่หาก ท่านใด ที่ไม่สะดวก เดินทางไป ตรวจตาม สถานพยาบาล ต่าง ๆ

ปัจจุบันนี้ มีชุดตรวจซิฟิลิส ที่สามารถ ตรวจด้วยตนเอง เพื่อเป็นทางออก ให้แก่ประชาชน ทั่วไป ได้เข้าถึง ได้ง่าย
และเพื่อให้ การตรวจ ซิฟิลิสนั้น ง่ายมากขึ้น

 

อย่างไรก็ตาม การเข้ารับ การตรวจหาเชื้อ ตั้งแต่เนิ่น ๆ นอกจาก จะช่วยคลาย ความกังวลใจ ได้แล้ว ยังช่วยให้เรา ได้มีโอกาส

ในการ เข้ารับ การรักษา ได้อย่างถูกต้อง และเหมาะสม เพื่อไม่ให้ เชื้อซิฟิลิสนั้น ลุกลาม ไปสู่ ระยะที่รุนแรง

ฉะนั้น สำหรับใคร ที่คิดว่า ตนเอง มีความเสี่ยง ต่อการติดเชื้อ สามารถหาซื้อ ชุดตรวจซิฟิลิสด้วยตนเอง มาทำการ ตรวจ คัดกรองเบื้องต้น

ด้วยตนเอง ที่บ้านง่าย ๆ สามารถ รู้ผลได้ใน 5-10 นาที อีกทั้ง ยังมี ความเป็นส่วนตัว ในการตรวจ อีกด้วย

โดย ควรเลือก ชุดตรวจ ที่มี ความปลอดภัย แม่นยำ และได้ มาตรฐาน เพื่อให้ การตรวจ หาเชื้อ เป็นไปได้ อย่างมี ประสิทธิภาพ

 

และหาก ทำการ ตรวจด้วย การใช้ ชุดตรวจซิฟิลิสด้วยตนเอง แล้ว ไม่ว่า ผลตรวจ จะออกมา เป็นอย่างไร

ควรทำ การ ตรวจซ้ำ อีกครั้ง เพื่อยืนยัน ผลตรวจ ที่ระยะเวลา เสี่ยงที่ นานขึ้น

 

 

 

 

โรคเอดส์ แสดงอาการ ตอน ไหน จะทราบได้อย่างไรว่านี่คือการติดเชื้อHIV

โรคเอดส์ แสดงอาการ ตอน ไหน

โรคเอดส์ แสดงอาการ ตอน ไหน

โรคเอดส์ แสดงอาการ ตอน ไหน ปัจจุบันนี้การติดเชื้อเอชไอวี (HIV) กับโรคเอดส์ (AIDS) นั้นมีความแตกต่างกัน เพราะ HIV นั้นไม่ใช่โรค แต่เป็นเชื้อไวรัสที่เมื่อร่างกายได้รับเข้าไปจะทำให้เกิดความเจ็บป่วยในเวลาต่อมา ซึ่งในระยะแรกจะยังไม่มีอาการรุนแรง แต่จะมีเพียงอาการที่เกิดขึ้นจากการตอบสนองของร่างกายจากการติดเชื้อ หรือในบางรายก็ไม่มีอาการใด ๆ ส่งผลให้ผู้ป่วยที่ได้รับเชื้อเอชไอวีเข้าไปแล้ว อาจไม่รู้ตัวว่าตนเองติดเชื้อเอชไอวี และเมื่อไม่ได้ทำการรักษาก็อาจส่งผลให้เชื้อเอชไอวีพัฒนาไปสู่ระยะต่อ ๆ ไป จนทำให้เชื้อเข้าสู่ภาวะเอดส์ ซึ่งเป็นระยะสุดท้ายของการติดเชื้อเอชไอวีนั่นเอง

 

อาการของผู้ป่วยเอชไอวี เมื่อร่างกายได้รับเชื้อไปแล้ว จะสามารถแบ่งออกเป็น 3 ระยะด้วยกันทั้งหมด คือ

  • ระยะเริ่มต้น อาจเริ่มต้นขึ้นในช่วง 2-4 สัปดาห์หลังรับเชื้อ ซึ่งหากร่างกายได้รับเชื้อเอชไอวีเข้าไปแล้ว จะยังไม่แสดงอาการให้เห็นได้ชัดเจน หรือถ้ามีก็อาจเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

 

อาทิเช่น มีไข้ อ่อนเพลีย ปวดเมื่อยตามกล้ามเนื้อ เจ็บคอ ท้องร่วง หรือต่อมน้ำเหลืองโต และหลังจากนั้นอาการก็จะสามารถหายได้เองในเวลาประมาณ 14-28 วัน และในระยะนี้เป็นระยะที่จะทำการตรวจวินิจฉัยค่อนข้างยาก และจำเป็นที่จะต้องใช้วิธีการตรวจเลือดเพื่อความชัดเจนมากที่สุด

 

อย่างไรก็ตามในระยะนี้ก็อาจจะไม่มีอาการใด ๆ ที่บ่งบอกถึงการติดเชื้อ ดังนั้นจึงไม่อาจบ่งบอกได้ว่า อาการนั้น ๆ คือการติดเชื้อเอชไอวีหรือเปล่า การตรวจจึงเป็นวิธีที่ดีที่สุดที่จะทำให้ทราบได้

 

  • ระยะติดเชื้อเรื้อรัง ระยะสงบทางคลินิก หรือระยะติดเชื้อโดยไม่มีอาการ เป็นระยะที่ไม่มีอาการใด ๆ ที่แสดงให้เห็นได้ชัดเจนมาก และระยะนี้จะนานถึงหลายปี ไวรัสจะค่อย ๆ เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ในปริมาณต่ำ ทั้งนี้ในบางครั้งอาจมีอาการที่เกิดขึ้นได้แบบเฉียบพลัน แต่ไม่รุนแรง อาทิเช่น มีเชื้อราในช่องปาก วัณโรค โรคเริม งูสวัด หรือปอดกำเริบ เป็นต้น และเชื้อเอชไอวีก็จะทำการแทรกซ้อนในต่อมน้ำเหลือง ซึ่งจะทำให้ระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายลดลงและไม่สามารถกำจัดเชื้อไวรัสได้

 

  • ระยะเอดส์ เป็นระยะที่ระบบภูมิคุ้มกันได้ถูกทำลายลงอย่างหนัก ทำให้ร่างกายของผู้ป่วยนั้นมีอาการเจ็บป่วยจากโรคต่าง ๆ ได้ง่าย และที่สำคัญในระยะนี้ถือเป็นระยะที่เสี่ยงต่อการเสียชีวิตลงสูงมาก เนื่องจากเป็นระยะที่มีโรคแทรกซ้อนอื่น ๆ เยอะ และมีอาการที่รุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ อย่างชัดเจน อาทิเช่น ท้องร่วงเรื้อรัง น้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็ว อ่อนเพลียมาก มีไข้เรื้อรัง เยื่อหุ้มสมองอักเสบ โรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองโต หรือโรคมะเร็งบางชนิด เป็นต้น

 

ดังนั้น ถ้าหากถามว่า โรคเอดส์ แสดงอาการ ตอนไหน คำตอบคือ ระยะสุดท้ายของการติดเชื้อ HIV ซึ่งอาจจะนานเป็น 10 ปี หลังจากได้รับความเสี่ยง หรือบางคนอาจจะนานกว่าหรือน้อยกว่านั้น ขึ้นอยู่กับพื้นฐานสุขภาพของแต่ละบุคคล

 

ทั้งนี้ หากใครที่มีความเสี่ยง ไม่อยากให้คุณต้องรอจนกว่าจะมีอาการ เพราะอาการที่อาจจะเกิดขึ้นนั้น ก็ไม่ได้บ่งบอกว่าคุณได้รับเชื้อเอชไอวีจริง อาการที่เกิด อาจจะเป็นผลมาจากการเจ็บป่วยด้วยเชื้อโรคอื่น ๆ หากถามว่าอาการแบบนี้ใช่การติดเชื้อเอชไอวีหรือไม่ คงตอบไม่ได้ หรืออาจจะตอบว่า มีความเป็นไปได้ ที่จะติดเชื้อเท่านั้น

แนะนำว่า หากใครที่คิดว่าตนเอง มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อเอชไอวี ควรไปเข้ารับการ ตรวจหาเชื้อHIV อาจจะตรวจที่สถานพยาบาล หรือ คลินิกต่าง ๆ ก็ได้ ทั้งนี้หากเป็นโรงพยาบาลรัฐ จะมีบริการ ตรวจHIVฟรี หรือ หากใครที่ไม่สะดวกเดินทางไปตรวจกับ ทางสถานพยาบาล ปัจจุบันก็ได้มี ชุดตรวจเอชไอวีด้วยตนเอง วางจำหน่ายผ่านทางร้านขายยา ซึ่งสามารถหาซื้อมาทำการตรวจได้ด้วยตนเอง ที่บ้านง่าย ๆ มีความปลดภัย แม่นยำ และได้มาตรฐาน สามารถรู้ผลได้ใน 15-20 นาที เพราะหากตรวจเจอเชื้อเร็ว ก็มีโอกาสในการเข้ารับการรักษา และรับยาต้านได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม

ชุดตรวจHIV เป็นการตรวจคัดกรองเบื้องต้น เท่านั้น หากตรวจในระยะเวลาที่เหมาะสมกับวิธีตรวจ และผลเป็นลบ สามารถสบายใจได้ แต่หากผลเป็นบวกต้อง เข้ารับการตรวจยืนยันกับสถานพยาบาลโดยเร็ว

 

การเข้ารับการรักษาและรับยาต้านไวรัส ให้ไวที่สุด อย่างถูกต้องเหมาะสม อยู่ในความดูแลของแพทย์ จะช่วยทำให้อาการของโรคสงบ ไม่มีอาการ ลดการเพิ่มจำนวนของเชื้อ ป้องกันการเข้าสู่ระยะเอดส์

นอกจากนี้ยังช่วยให้ค่า CD4 สูงขึ้น ลดโอกาสที่ผู้ป่วยจะมีอาการแสดง สามารถใช้ชีวิตได้ดังคนปกติ อายุขัยยืนยาวดังเดิม เพียงทานยาตามคำแนะนำของแพทย์ อีกทั้ง เพื่อรอโอกาสในการรักษาเอชไอวีให้หายขาดที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้

ชุดตรวจHIV ด้วยตนเอง อีกหนึ่งทางเลือกให้แก่ผู้ที่อยากตรวจคัดกรองด้วยตนเอง

ชุดตรวจHIV ด้วยตนเอง ปัจจุบันนี้มีผู้ป่วยเอชไอวี และผู้ป่วยเอดส์ จำนวนมากทั้งที่ติดแบบไม่รู้ตัว และรู้ตัวแต่ไม่ยอมรับยา ส่งผลให้อาจมีการแพร่เชื้อให้กับคู่นอนได้มากขึ้น และมีโอกาสที่จะยิ่งเพิ่มจำนวนผู้ติดเชื้อมากขึ้น

 

โดยปกติแล้ว โรคเอชไอวี (HIV) จะเป็นเชื้อไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง รวมไปถึงโรคเอดส์ (AIDS) ด้วยซึ่งเป็นระยะสุดท้ายของการติดเชื้อเอชไอวี ที่มีระดับภูมิคุ้มกันร่างกายนั้นต่ำมาก ๆ เนื่องจากเชื้อไวรัสได้ถูกทำลายลงอย่างหนัก ในระยะนี้ยังส่งผลให้ร่างกายเสี่ยงต่อการเกิดโรคแทรกซ้อนต่าง ๆ ได้ง่ายอีกด้วย

ไม่ว่าจะเป็น วัณโรค โรคปอดอักเสบ โรคทางสมอง หรืออาการรุนแรงจนถึงขั้นเสียชีวิตได้ ฉะนั้น หากได้รับความเสี่ยง ก็ควรปล่อยไว้ ควรเข้ารับ การตรวจหาเชื้อHIV เพราะอาจเป็นวิธีเดียวที่จะช่วยคลายความกังวลใจได้ และเป็นวิธีเดียวที่จะทราบผล ซึ่งในปัจจุบันนี้สามารถเข้ารับการตรวจหาเชื้อเอชไอวีได้ฟรีปีละ 2 ครั้ง ตามโรงพยาบาลรัฐทั่วไป เพียงแค่ยื่นบัตรประชาชน ก็สามารถเข้ารับการตรวจได้แล้ว

 

ชุดตรวจHIV ด้วยตนเอง

 

ชุดตรวจHIV ด้วยตนเอง การตรวจหาเชื้อเอชไอวีด้วยการใช้ชุดตรวจคัดกรองเบื้องต้น ถือเป็นวิธีที่ได้รับความนิยมในการตรวจเป็นอย่างมาก ซึ่งถือว่าเป็นทางเลือกใหม่ที่ได้เพิ่มเข้ามา เพื่อการตรวจหาเชื้อได้มากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับกลุ่มที่มีพฤติกรรมเสี่ยง กลุ่มใช้สารเสพติชนิดฉีดเข้าเส้น

 

ดังนั้น ทาง (อย.) ได้เห็นถึงความสำคัญของการติดเชื้อเอชไอวี จึงได้ทำการประกาศ ให้ชุดตรวจเอชไอวีด้วยตนเองวางจำหน่ายผ่านทางร้านขายยา เพื่อเป็นทางออกให้แก่ประชาชนทั่วไปสามารถเข้าถึงได้ง่าย และเนื่องด้วยสถานการณ์บ้านเมืองของเรานั้น เต็มไปด้วยโรคร้ายต่าง ๆ มากมาย ทำให้ไม่สามารถเดินทางไปตรวจหาเชื้อได้ตามสถานพยาบาล หรือคลินิกได้ตามปกติ หรือบางท่านที่ยังไม่กล้าที่จะไป รู้สึกไม่สบายใจที่จะไป อยากได้ความเป็นส่วนตัว

 

                   ฉะนั้น เพื่อคลายความกังวลใจสำหรับผู้ที่มีความเสี่ยง สามารถหาซื้อ ชุดตรวจเอชไอวีด้วยตนเอง ได้แล้ว เพื่อมาทำการตรวจคัดกรองเบื้องต้น ช่วยคลายความกังวลใจ เพราะการตรวจหาเชื้อเอชไอวีตั้งแต่เนิ่น ๆ นอกจากจะช่วยคลายความกังวลใจของใครหลาย ๆ คนได้แล้ว ยังช่วยให้เราได้เข้ารับการรักษาและรับยาต้านได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม ทั้งยังช่วยให้เราได้ใช้ชีวิตได้เหมือนกันกับคนปกติทั่วไปได้อีกด้วย

 

นอกจากนี้ สำหรับใครที่กำลังมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อเอชไอวี สามารถเลือกซื้อ และเลือกใช้ชุดตรวจเอชไอวีด้วยตนเองได้ โดยเลือกที่ซื้อกับร้านที่มีความปลอดภัย แม่นยำ และได้มาตรฐาน ชุดตรวจHIV นี้เป็นการตรวจแบบ Rapid Test ใช้งานง่าย สามารถใช้ตรวจแล้วรู้ผลได้ใน 15-20 นาที หากตรวจคัดกรองแล้วมีผลเป็นบวก ให้รีบเดินทางไปตรวจยืนยันผลที่สถานพยาบาล เพราะหากตรวจพบเชื้อเร็ว ก็มีโอกาสในการเข้ารับการรักษาได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม เพื่อป้องกันการแพร่กระจายเชื้อเอชไอวีไปสู่ผู้อื่น ให้ผู้ป่วยเอชไอวีสามารถใช้ชีวิตได้เหมือนกับคนปกติทั่วไป และเพื่อลดอัตราการการเสียชีวิตลงด้วยโรคเอดส์

 

อย่างไรก็ตาม การใช้ชุดตรวจเอชไอวีด้วยตนเอง เป็นเพียงการตรวจคัดกรองเบื้องต้นเท่านั้น หากผลตรวจเป็นลบ และยังไม่มั่นใจ สามารถตรวจคัดกรองอีกซ้ำ ๆ ได้ ที่ระยะเวลาเสี่ยงนานขึ้น จนกว่าตนเองจะรู้สึกมั่นใจ

 

ตรวจเอดส์ ที่ไหน ได้บ้างในปัจจุบันนี้ คลินิกทั่วไปรับตรวจเลือด HIV หรือไม่

ตรวจเอดส์ ที่ไหน

ตรวจเอดส์ ที่ไหน เราสามารถเข้ารับการตรวจหาเชื้อเอชไอวี หรือเอดส์ ได้ตามโรงพยาบาลทุกแห่ง หรือคลินิกนิรนาม แต่ทั้งนี้ก็ควรสำรวจให้ดีว่ามีพื้นที่ไหนบ้างที่เปิดให้บริการตรวจหาเชื้อเอชไอวี

 

อย่างไรก็ตาม หากใครที่มีความเสี่ยงและต้องการเข้ารับการตรวจหาเชื้อ ปัจจุบันนี้สามารถเข้ารับการตรวจได้ตามโรงพยาบาลรัฐ โรงพยาบาลเอกชน หรือคลินิกนิรนาม โดยทางโรงพยาบาลรัฐนั้นสามารถทำการตรวจได้ฟรีถึงปีละ 2 ครั้ง เพียงแค่มีบัตรประชาชน และสามารถเข้ารับการตรวจได้ถึงแม้จะมีอายุน้อยกว่า 18 ปี โดยที่ไม่จำเป็นต้องได้รับความยินยอมจากผู้ปกครอง หากตรวจกับทางโรงพยาบาลเอกชน ค่าใช้จ่ายจะขึ้นอยู่กับแต่ละโรงพยาบาล แนะนำให้ติดต่อสอบถามล่วงหน้าก่อนเข้าใช้บริการ และการตรวจในคลินิกทั่วไปนั้น แนะนำให้ติดต่อสอบถามล่วงหน้าก่อนเข้าใช้บริการเช่นกัน เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา

 

แต่หากท่านไม่รู้ว่าจะ ตรวจเอดส์ ที่ไหน ดี ก็สามารถใช้ชุดตรวจเอชไอวีด้วยตนเอง ได้ ชุดตรวจHIV ที่ว่านี้เป็นการตรวจคัดกรองเบื้องต้นเท่านั้น หากตรวจด้วยวิธีนี้แล้วผลออกมาพบเชื้อควรรีบเข้ารับการตรวจยืนยันที่โรงพยาบาล และหากผลเป็นลบ ก็สามารถสบายใจได้และไม่ควรระมัดระวังไม่ให้ได้รับความเสี่ยงในครั้งต่อไป หรือหากยังไม่มั่นใจก็สามารถตรวจย้ำอีกครั้งที่ความเสี่ยงนานขึ้นได้

แน่นอนว่าการตรวจคัดกรองด้วย ชุดตรวจHIV ด้วยตนเองนั้น จะช่วยให้ตรวจเจอเชื้อตั้งแต่เนิ่น ๆ และจะสามารถช่วยให้เราเข้ารับการรักษาได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม เพื่อที่จะให้ผู้ป่วยได้ใช้ชีวิตได้เหมือนกับคนปกติทั่วไป

 

การติดเชื้อเอชไอวี (HIV) กับโรคเอดส์ (AIDS) นั้นจะมีความแตกต่างกัน เพราะเชื้อเอชไอวีนั้นไม่ใช่โรค แต่เป็นเชื้อไวรัสที่หากร่างกายของเราได้รับเข้าไปแล้วในระยะแรกจะยังไม่แสดงอาการให้เห็น แต่อาจะมีอาการเพียงเล็กน้อยที่เกิดขึ้นจากการตอบสนองเมื่อร่างกายได้รับเชื้อเข้าไปแล้วนั่นเอง เพราะการติดเชื้อเอชไอวีเป็นเชื้อที่ไม่ค่อยแสดงอาการให้เห็นจึงทำให้คนส่วนใหญ่บางคนที่ได้รับเชื้อเข้าไปสู่ร่างกายไม่รู้ตัวว่าตนเองติดเชื้อก็ได้ และหากไม่ได้รับการรักษาในระยะแรก อาจส่งผลให้การติดเชื้อเอชไอวีนั้นดำเนินการไปสู่ระยะต่อไปของโรค หรือที่เราเรียกว่าระยะแพร่เชื้อนั่นเอง ซึ่งในระยะนี้ผู้ป่วยอาจมีอาการเพียงเล็กน้อย เช่น มีไข้ ท้องร่วง หรืออาจเป็นงูสวัดได้ และในระยะนี้ถ้าหากยังไม่ได้รับยาต้านไวรัส ปริมาณของเชื้อไวรัสก็จะเพิ่มสูงมากขึ้นเรื่อย ๆ จนส่งผลให้ระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายถูกทำลายลงอย่างหนัก จนส่งผลให้เชื้อเอชไอวี พัฒนามาเป็นระยะสุดท้าย นั่นก็คือ ระยะโรคเอดส์ นั่นเอง

 

อาการหลังติดเชื้อเอชไอวี จะสามารถแบ่งออกเป็น 3 ระยะด้วยกัน คือ

 – ระยะเฉียบพลัน ในระยะนี้จะเป็นระยะแรกที่ร่างกายได้รับเชื้อมาแล้วประมาณ 2-4 สัปดาห์

โดยเชื้อไวรัสจะเพิ่มปริมาณมากขึ้นอย่างรวดเร็ว จนส่งผลให้เซลล์ CD4 ลดลงอย่างรวดเร็วเช่นกัน ส่งผลให้

ผู้ป่วยในระยะนี้จะมีอาการคล้าย ๆ กับเป็นไข้หวัดใหญ่ มีไข้ ปวดหัว เจ็บคอ ปวดเมื่อยตามร่างกาย มีผื่น

หรือต่อมน้ำเหลืองโต และในระยะนี้ถือเป็นระยะที่มีความเสี่ยงสูงในการแพร่เชื้อไปยังผู้อื่นอีกด้วย

 – ระยะสงบ ในระยะนี้จะไม่แสดงอาการใด ๆ ออกมาให้เห็นเลย หรือถ้ามีก็อาจมีเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

แต่เชื้อไวรัสก็จะยังเพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ และทำลายระบบภูมิคุ้มกันร่างกาย จนส่งผลให้ระบบภูมิคุ้มกัน

ค่อย ๆ ลดลง ผู้ป่วยที่อยู่ในระยะนี้อาจไม่มีอาการอะไรเลยนานถึง 10 ปี

 – ระยะโรคเอดส์ เป็นระยะที่ระบบภูมิคุ้มกันได้ถูกทำลายลงอย่างหนัก จนส่งผลให้ผู้ป่วยในระยะนี้

มีโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดโรคแทรกซ้อนอื่น ๆ ได้ง่าย เนื่องจากมีปริมาณเซลล์ CD4 ที่ต่ำกว่า 200

จากคนปกติทั่วไปมี 500-1,600 โดยผู้ป่วยในระยะเอดส์นี้จะมีอาการปอดอักเสบ น้ำหนักลดลง

อย่างรวดเร็ว เหนื่อยง่าย ท้องเสียเรื้อรัง มีเหงื่อออกตอนกลางคืน มีผื่นขึ้น มีฝ้าขาวในช่องปาก

ต่อมน้ำเหลืองที่คอโต หรือรักแร้และขาหนีบบวมโต

 

 

ที่ตรวจ hiv คืออะไร ใช้งานได้จริงหรือไม่ แล้วจะแม่นยำแค่ไหน

ที่ตรวจ hiv

ที่ตรวจhiv คืออะไร ใช้งานได้จริงหรือไม่ แล้วจะแม่นยำแค่ไหน

ที่ตรวจ hiv ต้องยอมรับเลยว่า การตรวจเอชไอวีในปัจจุบัน ถือเป็นเรื่องสำคัญ และเป็นพื้นฐาน ที่ควรจะตรวจสักครั้ง ของวัยเจริญพันธุ์อย่างเรามาก ๆ หรือ วัยที่เริ่ม มีเพศสัมพันธ์ และมันไม่ใช่เรื่องน่าอายเลยที่จะตรวจ เพราะผู้ที่เข้ารับการตรวจ HIV ก็ใช่ว่าจะต้องเป็นผู้ที่ติดเชื้อแล้วเสมอไป

บางบุคคล อาจจะมีโอกาสที่จะได้รับความเสี่ยงบ่อย บางบุคคลไม่ได้ป้องกัน เมื่อมีเพศสัมพันธ์ หรือ อาจมีความผิดพลาดเกิดขึ้น บางบุคคลก็ตรวจ เพื่อวางแผนมีบุตร ไม่ว่าจะอย่างไร ก็เป็นเพียงการตรวจเช็ค เพื่อให้รู้เท่าทันโรคเท่านั้น  เพราะหากไม่ตรวจเลย จะยิ่งทำให้เป็นอันตรายต่อชีวิต

 

เทคโนโลยีการตรวจปัจจุบันนี้การตรวจหาเชื้อเอชไอวี จะแบ่งออกเป็น 3 วิธีการตรวจด้วยกัน คือ

  • การตรวจแบบ NAT (Nucleic Acid Testing) เป็นวิธีการตรวจ หาสารพันธุกรรม ของเชื้อเอชไอวี โดยเป็นวิธี ที่ถือว่ามี ความไว และแม่นยำ

โดยสามารถตรวจ พบเชื้อได้ประมาณ 1-2 สัปดาห์หลัง การติดเชื้อ ส่วนใหญ่แล้ว ทางการแพทย์ ยังไม่มีการนำมาใช้ ในการตรวจทั่วไป

  • การตรวจแบบ Anti-HIV antibody เป็นการ ตรวจหาภูมิคุ้นเคย หรือภูมิคุ้มกัน ที่ร่างกายของเรา ได้สร้างขึ้นมา เพื่อต้านทาน ต่อเชื้อไวรัสเอชไอวี ที่เข้าสู่ร่างกาย

ซึ่งวิธีการตรวจนี้ จะสามารถตรวจพบเชื้อ ได้หลังจาก ที่ร่างกายได้รับเชื้อ มาแล้วที่ 3 สัปดาห์ ถึง 3 เดือน

  • การตรวจแบบ PCR (Polymerase Chain Reaction) เป็นเทคนิคการตรวจหา สารพันธุกรรม ในระดับ อณูชีวโมเลกุล

ซึ่งวิธีนี้จะ สามารถตรวจได้ ในเด็กทารก ที่อาจได้รับ ความเสี่ยงจากมารดา หลังคลอดตั้งแต่ 1 เดือนขึ้นไป และตรวจได้ กับผู้ใหญ่ที่มีความเสี่ยง ต่อการติดเชื้อตั้งแต่ 14 วันขึ้นไป

 

นอกจาก วิธีการตรวจ ดังที่กล่าวมาที่ใช้กันในสถานพยาบาลแล้ว ในปัจจุบันได้มี ที่ตรวจ hiv แบบตรวจคัดกรอง Rapid Test ที่อนุญาต ให้ประชาชนสามารถใช้ ตรวจด้วยตนเองได้

เพราะใช้งานง่าย และทราบผล ได้เลยภายใน 15 นาที โดยตรวจ จากเลือดปลายนิ้ว เพียงไม่กี่หยด ซึ่งในตอนนี้ ก็มีอยู่ 2 แบบด้วยกัน คือ

  • ชุดตรวจHIV แบบตรวจหาแอนติบอดี ที่มีต่อเชื้อเอชไอวี สามารถใช้ตรวจได้ เมื่อได้รับ ความเสี่ยงมาแล้ว มากกว่า 21 วัน
  • ชุดตรวจHIV แบบตรวจหาแอนติบอดี และแอนติเจน ในชุดตรวจเดียวกัน สามารถใช้ตรวจได้ เมื่อได้รับ ความเสี่ยงมาแล้ว มากกว่า 14 วัน

 

ชุดตรวจเอชไอวีด้วยตนเอง ได้รับการพัฒนาขึ้นมา เพื่อใช้ใน การ ตรวจคัดกรองเบื้องต้น ด้วยตนเอง โดยทางการแพทย์ได้ มีการทดสอบ

และปรับปรุง จนได้เป็นชุดตรวจ ที่มี ความแม่นยำในการตรวจ ทั้งยัง สะดวก ใช้งานง่าย รวมไปถึง มีความปลอดภัย ต่อผู้ที่ ทำการตรวจอีกด้วย

 

อย่างไรก็ตาม หากใครที่พบว่าตนเองมีคงามเสี่ยง การเลือกใช้ ชุดตรวจHIV ตรวจคัดกรองให้ตัวเองก่อน ก็เป็นตัวเลือกและทางออกที่ดี แต่ควรเลือกชุดตรวจที่มีมาตรฐาน ผ่านการรับรองจากอย.ไทย

 

ทั้งนี้ การใช้ชุดตรวจเอชไอวี ด้วยตนเอง เป็นเพียง การตรวจ คัดกรองเบื้องต้น เท่านั้น หาก ผลตรวจเป็นบวก เท่ากับว่า คุณมีความเสี่ยงในการติดเชื้อสูง หรือ มีความเสี่ยง ในการติดเชื้อ HIV จริง ควรเข้ารับ การตรวจยืนยันผลที่ สถานพยาบาล โดยเร็ว ที่สุด และหาก ผลเป็นลบ แต่ยังคงรู้สึกไม่สบายใจ ก็สามารถ ตรวจซ้ำอีกครั้งได้ ที่ระยะเวลาเสี่ยงนานขึ้น

ตรวจ Anti HIV เชื่อถือได้ไหม ? ปัจจุบันตรวจเอชไอวีวิธีไหนที่นิยมตรวจมากที่สุด

ตรวจ Anti HIV เชื่อถือได้ไหม

 

ตรวจ Anti HIV เชื่อถือได้ไหม การเข้ารับการตรวจหาเชื้อเอชไอวี (HIV) หรือเอดส์ (AIDS) ปัจจุบันนี้สามารถทำได้หลายวิธีด้วยกัน เพราะการตรวจหาเชื้อถือเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ๆ ซึ่งนอกจากจะทำให้เราทราบถึงสถานะร่างกายของตนเองได้เร็วแล้ว ยังช่วยคลายความกังวลใจเราได้อีกด้วย

อย่างที่ทราบกันเป็นอย่างดีแล้วว่า โรคเอดส์ เป็นภาวะการป่วยขั้นสุดท้ายของการติดเชื้อเอชไอวี ซึ่งเป็นต้นเหตุที่ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายถูกทำลายลง จนส่งผลให้ร่างกายผู้ป่วยอ่อนแอและเสี่ยงต่อการเกิดโรคแทรกซ้อนได้ง่าย

 

อย่างไรก็ตาม โรคเอดส์เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่ยังไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ จึงเป็นโรคที่น่ากลัว ซึ่งนอกจากการหลีกเลี่ยงจากพฤติกรรมเสี่ยง และการสวมใส่ถุงยางอนามัยทุกครั้งเมื่อมีเพศสัมพันธ์ อีกทั้งหากมีความเสี่ยงการเข้ารับการตรวจหาเชื้อ ก็เป็นอีกหนึ่งวิธีการป้องกันได้อย่างมีประสิทธิภาพเช่นกัน

 

การตรวจเอชไอวี หรือ การตรวจเอดส์ มีความสำคัญเป็นอย่างมาก เพราะเป็นวิธีที่จะช่วยให้คุณนั้นรู้ว่าร่างกายมีการติดเชื้อหรือไม่ เพราะหากตรวจพบเชื้อเร็ว ก็จะได้เข้ารับการรักษาได้อย่างท่วงที เพื่อลดโอกาสในการแพร่กระจายเชื้อไปสู่ผู้อื่น   และลดโอกาสในการพัฒนาโรคไปสู่ระยะเอดส์ได้นั่นเอง ซึ่งปัจจุบันนี้หากใครที่มีความเสี่ยงสามารถเข้ารับการตรวจหาเชื่อได้ 3 วิธีด้วยกันคือ

  • Anti-HIV Antibody วิธีนี้เป็นการตรวจหาเชื้อไวรัสเอชไอวีด้วยการตรวจหาภูมิต้านทานต่อเชื้อ ผ่านเลือด

โดยแพทย์จะทำการวินิจฉัยจากการทำงานของระบบภูมิต้านทานภายในเซลล์เม็ดเลือดขาวที่มีการต้านทานต่อเชื้อ

ซึ่งวิธีนี้จะสามารถตรวจพบเชื้อได้ใน 3 สัปดาห์ ไปจนถึง 3 เดือนหลังการติดเชื้อ

  • NAT (Nucleic Acid Testing) วิธีการนี้จะเป็นการตรวจหาสารพันธุกรรมของเชื้อไวรัส โดยจะเป็นการตรวจปริมาณของเชื้อ

และการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันร่างกาย และเป็นวิธีที่แพทย์มักใช้ในกรณีที่ผู้ป่วยมีความเสี่ยงสูง เนื่องจากเป็นวิธีที่มีปรสิทธิภาพ

และมีความไว สามารถตรวจพบเชื้อได้ใน 1-4 สัปดาห์หลังการติดเชื้อ และยังเป็นวิธีนี้จะมีค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูง

  • PCR (Polymerase Chain Reaction) เป็นวิธีการตรวจหาสารพันธุกรรมเช่นกัน แต่จะใช้เทคนิคในระดับอณูชีวโมเลกุล

ซึ่งสามารถตรวจได้ในเด็กทารกที่อาจได้รับความเสี่ยงจากมารดาหลังคลอดตั้งแต่ 1 เดือน และใช้ตรวจกับผู้ใหญ่ตั้งแต่ 14 วันขึ้นไป หลังได้รับความเสี่ยงมา

 

ตรวจ Anti HIV เชื่อถือได้ไหม ปัจจุบันการตรวจหาเชื้อเอชไอวี (HIV) ด้วยวิธีการตรวจแบบ Anti-HIV เป็นวิธีการตรวจหาภูมิต้านทานที่มีต่อเชื้อ และเป็นเทคนิคที่ใช้ในการตรวจหาโรคอื่น ๆ ร่วมด้วยเช่นกัน ซึ่งผู้ที่ทำการตรวจด้วยวิธีนี้ไม่ต้องกังวลไปว่าจะไม่มีความน่าเชื่อถือ เพราะการตรวจหาเชื้อเอชไอวีด้วยวิธี Anti HIV เป็นวิธีที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในการตรวจของสถานพยาบาล ซึ่งนอกจากจะมีความแม่นยำแล้ว ในเรื่องของราคาก็ไม่แพงอีกด้วย ที่สำคัญคือ เลือกระยะเวลาเสี่ยงในการตรวจให้เหมาะสม ซึ่งวิธี Anti HIV ระยะเวลาเสี่ยงที่สามารถใช้วิธีนี้ตรวจได้ คือ เสี่ยงมาแล้วกว่า 3 สัปดาห์

 

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันนี้ยังมี ชุดตรวจเอชไอวีด้วยตนเอง ที่มีความปลอดภัย แม่นยำ และได้มาตรฐาน รู้ผลได้ใน 15-20 นาที เพื่อเป็นทางออกให้กับผู้ที่มีความเสี่ยงแต่ไม่กล้าเดินทางไปตรวจตามโรงพยาบาลได้ทำการตรวจคัดกรองเบื้องต้นด้วยตนเอง เพราะหากตรวจพบเชื้อเร็วก็จะได้เข้ารับการรักษและรับยาต้านได้ทันเวลา

ตรวจเอดส์ต้องรอกี่เดือน เสี่ยงมากี่วันถึงจะสามารถเข้ารับการตรวจ HIV ได้

ตรวจเอดส์ต้องรอกี่เดือน

ตรวจเอดส์ต้องรอกี่เดือน การตรวจหาเชื้อ HIV ตรวจเอดส์ เสี่ยงมากี่วันถึงจะสามารถเข้ารับการตรวจได้ ชุดตรวจ HIV

ปัจจุบันหลายคนคงทราบกันเป็นอย่างดีแล้วว่า เชื่อไวรัสเอชไอวี (HIV) เป็นสาเหตุหลักของการเกิดโรคเอดส์ (AIDS) ซึ่งเมื่อร่างกายของเราได้รับเอชไอวีเข้าไปแล้ว เชื้อจะกระจายไปทั่วร่างกาย และทำลายภูมิคุ้มกันจนบกพร่อง และส่งผลให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกันที่ไม่แข็งแรง ร่างกายค่อย ๆ อ่อนแอลง และติดเชื้อโรคต่าง ๆ ได้ง่าย

 

อย่างไรก็ตาม วิธีเดียวที่เราจะทำให้รู้ว่าร่างกายของเราติดเชื้อหรือไม่นั้น จำเป็นที่จะต้องเข้ารับการตรวจหาเชื้อโดยเฉพาะ เพราะปกติแล้วผู้ป่วยเอชไอวีส่วนใหญ่มักไม่ทราบว่าตนเองติดเชื้อ

เนื่องจากว่าร่างกายไม่มีสัญญาณเตือน หรืออาการที่แสดงให้เห็นว่าติดเชื้อเอชไอวีได้แบบชัดเจน หรือเจาะจง จะทราบหรือรู้ตัวอีกทีเชื้อเอชไอวีก็ได้พัฒนาเป็นโรคเอดส์แล้ว

ถึงตอนนั้นภูมิคุ้มกันร่างกายก็คงลดลงอย่างมาก ทำให้ร่างกายเสี่ยงต่อการเกิดโรคแทรกซ้อนต่าง ๆ ได้ง่าย และมีอาการป่วยอย่างหนักจนไม่สามารถทำการรักษาได้ และอาจเสียชีวิตลงในที่สุด

 

ดังนั้น การที่ตนเองมีความเสี่ยงและต้องการเข้ารับการตรวจหาเชื้อ แต่ไม่แน่ใจว่าต้องรอกี่วันจึงจะสามารถเข้ารับการตรวจได้ ไม่เข้าใจว่า ตรวจเอดส์ต้องรอกี่เดือน ซึ่งนี่เป็นคำถามยอดฮิตที่หลาย ๆ คน ยังหาคำตอบที่แน่ชัดไม่ได้

 

การตรวจหาเชื้อเอชไอวี หรือการตรวจเอดส์ ในปัจจุบันสามารถทำได้ 3 วิธีหลัก ๆ ด้วยกันคือ

  • Anti-HIV Antibody เป็นการตรวจหาภูมิต้านทาน ต่อเชื้อเอชไอวี จากการ ตรวจเลือด ซึ่งแพทย์จะวินิจฉัย จากการทำงานของระบบภูมิต้านทาน ภายในเม็ดเลือดขาว ที่มีการต้านทาน ต่อเชื้อเอชไอวี

โดยวิธีนี้ จะสามารถตรวจพบเชื้อ ได้ในระยะเวลา 3 สัปดาห์ ไปจนถึง 3 เดือน หลังการติดเชื้อ

  • NAT (Nucleic Acid Testing) เป็นการตรวจหาสารพันธุกรรม ของเชื้อเอชไอวี ซึ่งจะเป็น การตรวจปริมาณ และตรวจการทำงาน ของภูมิต้านทาน ในร่างกาย และวิธีนี้ จะมีความไวในการตรวจ

แพทย์มักที่จะใช้ ในกรณีที่ผู้ป่วย มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อสูง เนื่องจาก เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพ มากที่สุด สามารถตรวจ พบเชื้อได้ใน 1-4 สัปดาห์ หลังการติดเชื้อ ถึงแม้จะมีความไว

ในการตรวจ แต่วิธีนี้ ก็อาจมีค่าใช้จ่าย ที่ค่อนข้างสูง พอสมควร และยังไม่นิยม นำมาใช้ ในการตรวจในขณะนี้

  • PCR (Polymerase Chain Reaction) เป็นการตรวจ หาสารพันธุกรรมเช่นกัน แต่เป็นเทคนิค การตรวจในระดับ อณูชีวโมเลกุล ซึ่งเป็นวิธี ที่สามารถ ตรวจได้ ในเด็กทารก ที่มีความเสี่ยง ต่อการติดเชื้อ

จาก มารดาตั้งแต่ 1 เดือนขึ้นไป และใช้ตรวจ กับผู้ใหญ่ ที่มีความเสี่ยง ต่อการ ติดเชื้อ 14 วันขึ้นไป

 

ตรวจเอดส์ ต้องรอกี่เดือน จริง ๆ แล้วในปัจจุบันนี้ การตรวจหาเชื้อเอชไอวี หรือเอดส์ สามารถทำได้ หลายรูปแบบ ซึ่ง การตรวจ แต่ละรูปแบบ ต้องใช้ระยะเวลา ในการรอ แตกต่างกัน

จึงจะ สามารถตรวจ พบเชื้อได้ ซึ่ง แต่ละบุคคล ก็สามารถ เลือก วิธีที่เหมาะสม กับตนเองได้ และจะต้องเป็น วิธีการ ตรวจที่มี ประสิทธิภาพ และมีความ แม่นยำมาก

อย่างไรก็ตาม การ ตรวจหาเชื้อเอชไอวี หรือ เอดส์ จะสามารถ ตรวจคัดกรองด้วยตนเอง ก่อนได้ ในปัจจุบันนี้ และสามารถ ตรวจคัดกรอง ได้ตั้งแต่  3 สัปดาห์ขึ้นไป

และหากผล เป็นลบ และยังไม่มั่นใจ แนะนำให้ ตรวจซ้ำที่ 3 เดือน หลังได้รับความเสี่ยง หรือใคร ที่มีโอกาสจะ ได้รับความเสี่ยง บ่อย ๆ ก็สามารถ ตรวจเช็คในทุก ๆ เดือน หรือ จะตรวจเช็คทุก ๆ 3 เดือน

ก็จะสามารถ ช่วยเฝ้าระวัง และตรวจพบ ได้ไวขึ้น

ตรวจเอดส์ 14 วัน ผล น่าเชื่อถือหรือยัง ?

ตรวจเอดส์ 14 วัน ผล ปัจจุบันนี้กว่าจะรู้ว่าตนเองติดเชื้อไวรัสเอชไอวี ต้องอาศัยวิธีการตรวจเลือดเพื่อหาเชื้อเอชไอวี คนไทยส่วนใหญ่จะคิดว่าตนเองมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง

และคิดว่าตนเองอาจไม่ได้ติดเชื้อเอชไอวีก็ได้ ทั้งที่จริง ๆ แล้วตนเองเป็นผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อสูงมาก และมีพฤติกรรมที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อเอชไอวี

อย่างไรก็ตาม เชื้อเอชไอวี เป็นเชื้อไวรัสที่สามารถติดต่อกันได้ส่วนใหญ่ คือ ทางเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน ไม่ว่าจะเป็น ไม่สวมใส่ถุงยางอนามัย การเปลี่ยนคู่นอนบ่อย เป็นต้น

 

นอกจากเชื้อเอชไอวีจะติดต่อได้ผ่านทางการมีเพศสัมพันธ์แล้ว ยังสามารถติดต่อผ่านทางเลือด หากร่างกายของเราได้รับเชื้อไปแล้ว เชื้อจะยังไม่แสดงอาการออกมาให้เห็นเลยทันที

ด้วยกระบวนการพัฒนาของเชื้อในขั้นตอนต่าง ๆ แต่เชื้อก็จะยังคงอยู่ในร่างกายและทำการแพร่กระจายไปยังอวัยวะต่าง ๆ ทั่วร่างกาย ดังนั้น การรณรงค์ให้คนไทยเห็นถึงความสำคัญ

ของการติดเชื้อเอชไอวี หากคิดว่าตนเองมีความเสี่ยง ก็ควรจะหาโอกาสตรวจให้แน่ใจ

 

ตรวจเอดส์ 14 วัน ผล

 

การตรวจหาเชื้อเอชไอวี ควรที่จะประเมินก่อนว่าคุณมีความเสี่ยงมาแล้วกี่วัน เพราะการตรวจแต่ละรูปแบบนั้นก็ขึ้นอยู่กับความเสี่ยงของคุณด้วยเช่นกัน ซึ่งปัจจุบันการตรวจเอชไอวี จะนิยมตรวจกัน 3 วิธีคือ

  • การตรวจแบบ Anti-HIV จะเป็นการตรวจหาภูมิคุ้มกันของร่างกายที่ได้สร้างขึ้นมาเพื่อต้านทานต่อเชื้อเอชไอวี นับเป็นวิธีที่นิยมใช้ในการตรวจคัดกรองการติดเชื้อเอชไอวีในปัจจุบัน

และเป็นวิธีการตรวจที่สามารถรู้ผลได้ภายใน 1-2 ชั่วโมง แต่ผลที่ได้จะเป็นผลย้อนหลังไปประมาณ 1 เดือน ยกตัวอย่างเช่น หากเมื่อคืนไปมีความเสี่ยงมา และเข้ารับการตรวจด้วยวิธีนี้เลย

ผลตรวจอาจไม่ได้ยืนยันอย่างแน่นชัด ถึงแม้ว่าผลจะออกมาเป็นลบก็ตาม เพราะข้อจำกัดของชุดตรวจนี้ คือ การตรวจหาแอนติบอดี ซึ่งต้องใช้ระยะเวลาให้ร่างกายได้สร้างขึ้นมาตอบโต้

กับเชื้อเอชไอวีก่อน ตามกระบวนการร่างกายแล้วต้องอย่างน้อย 21 วัน

  • การตรวจแบบ NAT วิธีนี้เป็นการตรวจหาสารพันธุกรรมของเชื้อเอชไอวี เป็นวิธีที่มีความไวในการตรวจมากที่สุด และจะมีข้อแตกต่างจากการตรวจแบบ Anti-HIV ตรงที่

สามารชี้วัดผลของร่างกายย้อนหลังไปประมาณ 1-2 สัปดาห์หลังเสี่ยงเท่านั้น เช่น หากคุณไปมีความเสี่ยงมาเมื่อ 7 วันก่อน จะสามารถตรวจด้วยวิธีนี้ได้

  • การตรวจแบบ Rapid HIV Test เป็นการตรวจเอชไอวีชนิดเร็ว โดยจะใช้เวลาในการรอผลเพียง 20 นาทีเท่านั้น และถึงแม้ว่าวิธีการตรวจด้วยวิธีนี้จะมีความรวดเร็วมากกว่าวิธีอื่น

แต่ก็เป็นเพียงการตรวจคัดกรองเบื้องต้นเท่านั้น ชุดตรวจHIV หากผลตรวจออกมาเป็นบวก ให้ตรวจซ้ำด้วยวิธีนี้อีกครั้ง หรือไปโรงพยาบาลเพื่อตรวจยืนยันผลโดยเร็ว

หากผลลบ แล้วพิจารณาแล้วว่าตนเองตรวจในระยะเวลาเสี่ยงที่เหมาะสม ก็สามารถสบายใจได้เลย และหากยังไม่มั่นใจ แนะนำว่าตรวจเช็คอีกทีหลังจากเสี่ยงมาแล้ว 90 วัน

 

นอกจากนี้ยังมีอีกวิธีหนึ่งที่เป็น การตรวจหาเชื้อเอชไอวี หรือเอดส์ ด้วยการตรวจหาแอนติเจนของเชื้อ ซึ่งสามารถตรวจเจอเชื้อหลังเสี่ยงมาแล้วประมาณ 10-14 วัน

ซึ่งในทุกวันนี้ไม่ใช้แล้ว แต่มีการนำมาประยุกต์และพัฒนาเป็นชุดตรวจรูปแบบใหม่ที่ตรวจได้ทั้ง แอนติเจน และแอนติบอดี ในชุดตรวจเดียว ซึ่งสามารถตรวจได้ตั้งแต่ที่ 14 วัน

ดังนั้น ตรวจเอดส์ 14 วัน ผล ที่ได้จากการตรวจหากคุณไปได้รับความเสี่ยงมาแล้วประมาณ 14 วัน ไม่ว่าผลตรวจจะออกมาเป็นบวก หรือลบ ก็สามารถเชื่อถือได้ในระดับหนึ่ง

และแนะนำให้ตรวจอีกครั้งที่ระยะเวลาเสี่ยงนานขึ้น

 

อย่างไรก็ตาม หากใครที่มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อเอชไอวี และต้องการความเป็นส่วนตัวในการตรวจ ก็แนะนำ ชุดตรวจเอชไอวีด้วยตนเอง ซึ่งเป็นทางเลือกให้กับผู้ที่มีความเสี่ยง

แต่ไม่กล้าเดินทางไปตรวจตามสถานพยาบาล และตอบโจทย์ในความเป็นส่วนตัวมากที่สุด ซึ่งชุดตรวจชนิดนี้จะมีความปลอดภัย แม่นยำและได้มาตรฐาน สามารถรู้ผลได้ใน 15-20 นาทีเท่านั้น

เสี่ยงมาแล้ว ไม่ควรนิ่งนอนใจ ตรวจให้แน่ใจดีกว่า เพราะหากตรวจเจอเชื้อตั้งแต่เนิ่น ๆ ก็มีโอกาสในการป้องกันเชื้อเอชไอวีไม่ให้ลุกลามไปสู่ระยะเอดส์ได้

 

ชุดตรวจซิฟิลิส pantip ตรวจที่กี่วันดี แล้วตรวจแบบนี้เชื่อถือได้หรือไม่

สำหรับคำถามเกี่ยวกับ ชุดตรวจซิฟิลิส pantip ได้มีการตั้งคำถามและเล่าเรื่องราวมากมายเกี่ยวกับประสบการณ์คิดเชื้อ และประสบการณ์ตรวจ โดยได้แนะนำไว้ว่า หากเสี่ยงมาจริง ๆ ก็ควรจะตรวจ ซึ่งสามารถตรวจได้เมื่อมีความเสี่ยงมาแล้วกว่า 1 เดือน หากผลเป็นลบ ก็เชื่อถือได้แล้ว ดังต่อไปนี้ แต่ถ้ายังไม่มั่นใจก็สามารถตรวจย้ำที่ระยะเวลาเสี่ยงนานขึ้นได้ หากผลทั้งสองครั้งเป็น ลบ เหมือนกัน ก็มั่นใจได้เลย

แต่หากจะยืนยันผลแบบฉบับดั้งเดิม คือ ให้ตรวจที่ระยะเวลาเสี่ยงมาแล้ว 3  เดือน

 

ชุดตรวจซิฟิลิส pantip โรคซิฟิลิส (Syphilis) เป็นอีกหนึ่งโรคที่พบได้ไม่บ่อยมากนัก และเกิดขึ้นจากการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน ซึ่งเกิดขึ้นจากเชื้อแบคทีเรีย ทรีโพนีมา พัลลิดัม (Treponema Pallidum) นับว่าเป็นเชื้อแบคทีเรียที่มีความน่ากลัวมากพอสมควร

เพราะเชื้อจะไม่แสดงอาการออกมาให้เห็นได้ชัด แต่เชื้อจะยังคงอยู่ภายในร่างกายและพัฒนาแพร่ไปยังอวัยวะต่าง ๆ ไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะรักษาและเมื่อรักษาให้หายได้แล้ว ยังมีโอกาสในการกลับมาเป็นใหม่ได้อีก และหากรักษาช้า อวัยวะที่ถูกทำลายก็ไม่อาจกลับคืนสู่สภาพเดิม

 

ดังนั้น ถึงแม้ว่าจะเป็นโรคที่พบได้ไม่บ่อยมากนัก แต่ก็ถือเป็นโรคที่ร้ายแรงไม่แพ้โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์โรคอื่น โดยในระยะแรกเชื้ออาจจะยังไม่มีอาการใด ๆ แต่หากปล่อยไว้นานและไม่ทำการรักษา เชื้ออาจลุกลามจนส่งผลทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนได้ โดยเฉพาะโรคเกี่ยวกับสมอง ระบบประสาท หรือแม้แต่โรคหัวใจหลอดเลือด

 

การตรวจหาเชื้อซิฟิลิสจะใช้วิธีการเจาะเลือด ซึ่งปัจจุบันจะสามารถทำได้ด้วยกัน 2 วิธี คือ

  • การตรวจแบบชนิดไม่เฉพาะ ได้แก่ การตรวจแบบ VDRL และการตรวจแบบ RPR ซึ่งเป็นวิธีการตรวจที่ง่าย ๆ มาก แถมยังมีราคาถูก รู้ผลได้อย่างรวดเร็ว แต่วิธีการตรวจข้างต้นนี้ก็อาจให้ผลบวกที่ปลอมได้

เนื่องจากสิ่งที่เราตรวจในเลือดนั้น จะเป็นแอนติบอดีต่อสารโปรตีนหลายชนิดนั่นเอง

  • การตรวจแบบชนิดเฉพาะ ได้แก่ การตรวจแบบ FTA-ABS และการตรวจแบบ TPHA ทั้งสองวิธีนี้จะมีความแม่นยำสูงมากเฉพาะสำหรับโรคซิฟิลิส แต่วิธีการตรวจดังกล่าวจะมีความยุ่งยาก ค่าใช้จ่ายสูง

และต้องอาศัยความชำนาญมากกว่ากลุ่มแรก แต่ก็มีข้อดีที่สามารถยืนยันการวินิจฉัยโรคซิฟิลิสได้ ในกรณีที่เชื้อยังไม่แสดงอาการออกมาอย่างชัดเจน แต่ทั้งนี้ ทั้งสองวิธีข้างต้นก็อาจมีประโยชน์ที่แต่ต่างกันออกไป

คือ การตรวจแบบ FTA-ABS จะมีความแม่นยำสูงสุดต้องอาศัยความชำนาญมากกว่า การตรวจแบบ TPHA

 

คนส่วนใหญ่ในปัจจุบันนี้นอกจากจะมีโอกาสเสี่ยงต่อการติดเชื้อเอชไอวีแล้ว ยังมีโอกาสเสี่ยงต่อการติดเชื้อซิฟิลิสได้อีกด้วย ฉะนั้น ทางเดียวที่จะรู้ว่าร่างกายของเรามีความเสี่ยง หรือติดเชื้อหรือไม่ นั้นคือ การเข้ารับการตรวจหาเชื้อหากมีความเสี่ยง ซึ่งในปัจจุบันนี้การตรวจหาเชื้อซิฟิลิสนอกจากวิธีการตรวจข้างต้นแล้ว ยังมี ชุดตรวจซิฟิลิส ที่สามารใช้ตรวจคัดกรองได้ง่าย ๆ ที่สามารถทำการตรวจได้เองที่บ้าน มีความปลอดภัย แม่นยำ และได้มาตรฐาน รู้ผลได้ใน 10-15 นาทีเท่านั้น

 

การมี ชุดตรวจซิฟิลิส ด้วยตนเองนับเป็นเรื่องที่ดี เพื่อให้ผู้ที่มีความเสี่ยงได้ทำการตรวจคัดกรองเบื้องต้นด้วยตนเอง แถมยังประหยัดเวลา ค่าใช้จ่าย และได้ความเป็นส่วนตัวอีกด้วย ถึงแม้ว่าในปัจจุบันทางการแพทย์จะพัฒนาไปอย่างไม่หยุดยั้ง แต่เชื้อซิฟิลิสก็ยังกลับมาระบาดอีกครั้งอย่างรวดเร็ว

ดังนั้น การดูแลตนเองจึงเป็นสิ่งที่ควรคำนึงถึง ไม่ว่าจะเป็นการสวมใส่ถุงยางอนามัยทุกครั้งเมื่อมีเพศสัมพันธ์ รวมไปถึงการเข้ารับการตรวจสุขภาพประจำปีเพื่อป้องกันตนเอง ถึงแม้ว่าจะไม่มีอาการใด ๆ ก็ตาม อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าโรคซิฟิลิสจะดูรุนแรงจนทำให้ทุกคนกลัว ยังดีที่โรคนี้ยังสามารถรักษาให้หายได้ แต่ก็อย่าพึ่งชะล่าใจไป ถึงแม้จะรักษาให้หายได้ แต่ก็ยังสามารถกลับมาเป็นซ้ำอีกครั้งได้

 

ชุดตรวจซิฟิลิส pantip